ศูนย์เกษตรธรรมชาติ : ทางออกของชุมชนในการอนุรักษ์อย่างมีส่วนร่วม

เมื่อวันที่ 22-23 กรกฎาคม 2549 ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ร่วมกับคณะสื่อมวลชน ได้ร่วมเดินทางลงพื้นที่โครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม กับ มูลนิธิสืบ นาคะเสถียร เพื่อเรียนรู้และศึกษา กระบวนการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าตะวันตก เพื่อความยั่งยืนของชุมชน ร่วมกับ อุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ (ตะวันตก) และอุทยานแห่งชาติลำคลองงู

โดยโครงการนี้มีผืนที่ครอบคลุมทั้งผืนป่าตะวันตก และมีชุมชนเป้าหมายถึง 55 ชุมชน ซึ่งส่วนใหญ่กำลังมีปัญหาความขัดแย้ง แย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะเรื่องอุทยานฯ ประกาศทับที่ดินทำกินของชาวบ้าน นอกจากนั้น การเกษตรแบบพืชเชิงเดี่ยวในปัจจุบัน ซึ่งสะสมการใช้ที่ดินซ้ำปี มานาน การสะสมสารเคมีซ้ำๆ นอกจากสร้างปัญหาต้นทุนสูงขึ้นแล้ว ยังสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

ในขณะที่ชุมชนต้องเผชิญกับต้นทุนและราคาที่ผันผวน จนก่อให้เกิดหนี้สินมากมาย ดังนั้น ความขัดแย้งของชุมชนในพื้นที่จึงทวีสูงและค่อนข้างรุนแรง ทั้งกับภาครัฐที่เป็นอุทยานฯ และกับในชุมชน หรือต่างชุมชน จึงมาสู่แนวคิดการจัดการที่ดิน จัดการป่าอย่างมีส่วนร่วมขึ้น เป้าหมายก็เพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการและชุมชนดำรงวิถีอยู่ได้อย่างปรกติสุข ในขณะที่ผืนป่า สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติ ก็ยังยั่งยืนต่อไป

บ้านแม่กระบุง อ.ศรีสวัสดิ์ กาญจนบุรี เป็นชุมชนชาวกะเหรี่ยง ซึ่งอาศัยมานานกว่า 200 ปี และถูกกระทบจากการอพยพหนีน้ำท่วมหลังจากเขื่อนศรีนครินทร์ จนชาวกะเหรี่ยงกลายเป็นคนส่วนน้อยในพื้นที่ตัวเอง และขัดแย้งเรื่อยมากับชาวบ้านที่อพยพเข้ามาใหม่ ต่อมาเมื่ออุทยานแห่งชาติศรีนครินทร์ประกาศทับที่ทำกินชาวบ้าน ก็ยิ่งทำให้เกิดการเผชิญกับความขัดแย้ง ระหว่างอุทยาน ซึ่งประกาศทับที่ทำกินชาวบ้าน จนมาสู่กระบวนการหาวิธีการใหม่ คือเรียนรู้และเข้าใจปัญหาต่อกัน และร่วมกันคิด ร่วมกันแก้ไข

นายประกอบ ศรีนวล เจ้าหน้าที่หน้าที่พิทักษ์ป่า ซึ่งคอยประสานงานภาคสนามและอยู่ร่วมกับชุมชน เล่าย้อนการเข้ามาทำงานกับชุมชนบ้านแม่กระบุง ในการอนุรักษ์ป่าว่า

“จุดเริ่มต้นคือ ชาวบ้านเขาทำมาหากินแบบดั้งเดิมมานานในถิ่นแถบนี้ พออุทยานแห่งชาติศรีนครินทร์มาตั้ง ก็เกิดปัญหาความขัดแย้งขึ้น และสูงมาก จึงมาสู่โครงการนี้ ซึ่งก็เพื่อจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนว่า ภาพที่ชัดที่สุดก่อนที่คณะสื่อมวลชนเดินทางเข้ามาถึง ป่าทั้ง 2 ด้าน ทั้งซ้ายมือ ขวามือ ตั้งแต่เลยด่านตรวจของป่าไม้มา จะเห็นว่ามันโล่งต่างกันอย่างไร ไหม ยังไง เทียบกับหมู่บ้านตรงนี้ หมู่บ้านก่อนมาถึง ตรงนั้นมีอายุประมาณ 30 ปี และหมู่บ้านตรงนี้ประมาณ 200 ปี ทำไม 200 ปี จึงเขียวกว่า 30 ปี เรื่องนี้ ผมอยากให้หาคำตอบให้ได้

เขามีวิธีดูแลป่ายังไง ที่ซึ่งทางเรา ทางคนข้างนอกไม่เข้าใจ หาว่าเขาทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอย

ยิ่งพอมีอุทยานเข้ามาเขาก็ยิ่งลำบาก จากแต่ก่อนเคยอิสระ เคยไปทำไร่แล้วร้องเพลงกัน ต่อมาก็ทำไม่ได้ ไปไหนต้องแอบ ได้ยินเสียงรถเสียงเครื่องบินไม่ได้เลย เจอแล้ววิ่ง เพราะกลัวมาก เป็นช่วงที่ขัดแย้งกันมากระหว่างอุทยานฯ กับชาวบ้าน


ดูอายุชุมชนที่ต้นมะพร้าวบ้านแม่กระบุง


ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ


ทัศนียภาพบ้านทุ่งนางครวญ


โครงการปลูกไผ่ซ่อมป่าบ้านทุ่งนางครวญ
เมื่อก่อนผมทำงานสายตรวจนี่แหละ แล้วก็ไปออกจับชาวบ้าน แต่ต่อมาก็พบว่า วิธีการจับไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหา จับซ้ำคนเดิมบ่อยมาก ต้องเลี้ยงข้าวเขาอีก ก็เลยมาคิดใหม่ทำใหม่ คือ หันหน้าเข้ามาทำงานกับชุมชน มาเข้าใจเขามากขึ้น แล้วรู้ปัญหาเขาให้ได้ว่า เพราะอะไร ถึงเป็นอย่างนี้ ในที่สุด ก็พบคำตอบได้ว่า วิถีชีวิตเขาต้องการหากินหาอยู่เหมือนกัน เลยมาสู่การเข้ามาศึกษา เข้ามาเรียนรู้ นำมาสู่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ครับ

ส่วนโครงการที่ทำอยู่ ก็เป็นตัวหนุนเสริมสิ่งที่ผมทำมาก่อนได้ดี ก่อนที่จะมี โครงการของจอมป่า ของ ม.สืบฯ เข้ามาอีก ทำให้เราฝันเล็กๆ ว่ามันอาจจะช่วยให้อะไรๆ ดีขึ้น นอกจากนั้น ผมก็เข้ามาทำเรื่องวัฒนธรรมและเรื่องอื่นๆ ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่มีโครงการใดๆ มาให้ แต่พอดี ตอนนี้ มีโครงการ ม.สืบฯ โครงการจอมป่า เข้ามาก็ช่วยได้มาก

กิจกรรมที่นี่ก็จะมีโครงการศูนย์เกษตรธรรมชาติ โครงการปลูกไผ่ ครับ กระบวนการเริ่มต้นที่มาทำตรงนี้ ก็เริ่มประมาณ 5-6 ปีมาแล้ว เมื่อก่อนทำคนเดียว แล้วก็มามีพันธมิตรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มี ม.สืบฯ เข้ามา ก็ช่วยได้มากครับ จากความขัดแย้งมาก อย่างแต่ก่อน ซึ่งถ้ามาที่นี่ผมไม่แน่ใจเลยว่า ถ้าผมมาคนเดียวผมจะได้กลับไปในสภาพไหน หรือ ไม่ก็ ไม่มีใครพูดกับผมเลย แต่ตอนนี้ไม่ใช่ ผมจะมาตอนไหนก็ได้ จะมาปลุก มาอยู่ก็ได้ เพราะเราเข้าใจกันแล้ว

เรามาปรับเปลี่ยนวิธีการ สร้างการมีส่วนร่วม ซึ่งสำคัญมาก เรื่องปัญหาที่ดิน ที่ทำกินจากปัญหาที่เขาทำกินไม่ได้ ก็มาคิดว่า จะทำยังไงให้เขาทำกินได้ ก็มาคิดว่า ใครมีแค่ไหน เอาแค่นั้นก่อนไหม ทำให้มาสู่การเดินทำหมายแนวเขตที่ดินทำกิน ว่าใครมีเท่าไหร่ ก็ให้มีแค่นั้นก่อน เพื่อให้เขาได้ทำ นะครับ

ส่วนคำว่าไร่หมุนเวียน ชาวบ้านเขาบอกว่า มันไม่มีเจ้าของ ใครก็สามารถไปทำได้ ซึ่งพอเราคุย เราก็เข้าใจ เพราะเรื่องไร่หมุนเวียนของเขานี่นะ ถ้าเข้าใจได้ ปัญหาทุกอย่างจบหมดเลย มีทางออกเลย ดังนั้น ตอนนี้ แค่เราไปสร้างให้เขามีส่วนร่วม ในการเดินเขตนี่พอแล้ว

งานนี้เราเอาทั้ง อบต. เอาผู้นำ เอามาเรียนรู้เรื่องการใช้เครื่องมือ เราฝึกเขาแค่ครึ่งวัน เขาก็ทำได้ สามารถอ่าน GPS ได้ อ่านแผนที่ได้ เขาทำเองหมดเลย ทุกคนมีความสุขมากที่ได้อ่าน GPS ในป่า ซึ่งกิจกรรมนี้ก็หมดปัญหาเรื่องที่ทำกินไป

ต่อมาก็มาทำเรื่อง อาชีพเสริม เพราะอาชีพหลักเขาปลูกข้าวโพดกับพริก อย่างอื่นมีบ้าง แต่ไม่เยอะมากหรอก เพราะตลาดมันเล็ก เราก็มาคุยกันว่า จะมีพืชอื่นๆ อีกไหม เพราะไม่อยากให้ทำพืชเชิงเดี่ยวมาก อีกอย่างปลูกนานๆ มันจะเกิดปัญหาเหมือนปรากฏการณ์กุ้งแห้ง เป็นโรคพืชชนิดหนึ่ง ขายไม่ได้ และมันเป็นทั้งตำบล ทั้งอำเภอ เพราะพืชเชิงเดี่ยวถ้ามันเกิดโรคแล้วมันระบาดได้ง่าย จากนั้นเราก็มาคุยกัน ว่าเราจะมีกิจกรรมเสริมอะไรอีก จึงมาสู่เรืองปลูกไผ่ ปลูกไม้ยืนต้น และไม้ผล ก็ได้ทุนจากโครงการจอมป่า นี่แหละครับ อีกทั้งทุนจากอุทยานแห่งชาติและได้จากด้าน NGOs ส่วนหนึ่งครับ”
นายประกอบอธิบายก่อนสรุปและชี้แจงถึงกิจกรรมศูนย์เกษตรธรรมชาติ

“ศูนย์เกษตรกรรมธรรมชาติ ก็คือศูนย์ที่เรียนรู้เรื่องการเกษตรของชาวบ้านแม่กระบุง แต่ตอนแรกไม่ได้คิดชื่อนี้หรอก แค่อยากมีสถานที่เรียนรู้ ไว้ทดลองปลูกพืชการเกษตรเท่านั้น ส่วนปัญหาหลักๆ นอกจากนี้ก็ปัญหาวิถีชีวิตประจำวันนี้แหละ การเข้าไปรบกวนป่า เข้าไปใช้สอยทรัพยากรจากป่า นั้นยังมีเยอะ เพราะวิถีชาวบ้านยังหาอยู่หากินกับของป่า แต่หลังจากกระบวนการทำงานผ่านไป มันได้พบปรากฏการณ์ที่ผมนึกไม่ถึงเลยว่า ชาวบ้านเกิดความรู้สึก คือ ภูเขาหลังหมู่บ้าน ชาวบ้านเขาห้ามใครเข้าไปใช้ประโยชน์ เพราะเขาจะเอาเป็นป่าอนุรักษ์สำหรับหมู่บ้าน สิ่งเหล่านี้มันเกิดมาจากสำนึกเขาเอง ทั้งนั้นเลยครับ

เรื่องศูนย์เกษตรกรรมธรรมชาตินี้ใจจริง อยากให้เขาลดเรื่องใช้สารเคมี เพราะที่นี่ปัจจุบันใช้กันเยอะมากอยากให้เป็นแหล่งเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ปุ๋ยชีวภาพ เพิ่งตั้งได้มา 2-.3 เดือนเองครับ

ปัญหาจริงๆ ตอนนี้คือ ปัญหาหนี้สิน ที่ชาวบ้านติดหนี้กันมาก และปัญหานี้เองที่ชาวบ้านเขาพยามคิดทำเรื่องแผนชุมชนกันต่อ ว่าชุมชนจะคิดยังไงกับหนี้ เมื่อเงินล้านเข้ามา บางทีเงินอาจจะดี แต่วิธีการเข้ามา ที่มันทำให้ชุมชนเกิดความทะเลาะเบาะแว้งกันมาก จนเราคุยกันว่า เราคืนเงินกันดีไหม เพื่อให้เราสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเองครับ เพราะเงินล้านนี้เองที่ทำให้คนเป็นหนี้กันมาก

สุดท้าย ณ วันนี้ชาวบ้านเขาเข้าใจป่าไม้มากขึ้น ว่าทำอะไร อย่างไร ในขณะที่ป่าไม้ก็เข้าใจชาวบ้านมากขึ้น ว่าเขาต้องดำรงอยู่ทำไร่ ทำการเกษตรอย่างไร ลดความขัดแย้งต่อกัน และนำไปสู่ความร่วมมือต่อกันมากขึ้น จนเป็นโครงการร่วมกันเช่นในปัจจุบัน”
นายประกอบกล่าว

นายวุฒิดนัย สวัสดิ์เกริงชัย สมาชิก อบต.บ้านแม่กระบุง ได้เล่าถึงประวัติหมู่บ้านและปัญหาความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรของชุมชนว่า “หมู่บ้านที่นี่ตั้งขึ้นตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2327 เมื่อก่อนที่นี่มีหมู่บ้านไม่กี่หลัง ที่ผมพอจำความได้ ที่นี่ไม่มีคนไทยเลย มีแต่คนกะเหรี่ยงแถบนี้เป็นป่าเต็มไปหมด ชาวบ้านทำไร่หมุนเวียนมาแต่โบราณ ต่อมาปี 2524 มีการสร้างเขื่อนศรีนครินทร์ (เขื่อนเจ้าเณร) มีชาวบ้านอพยพออกไปหมด แต่บ้านเราอยู่ไกลจากจุดเขื่อน จึงไม่ได้ออก ต่อมาก็ประกาศเป็นเขตอุทยานฯ อีก หลังจากนั้นก็เริ่มมีการจับกุมชาวบ้าน ว่าทำผิดกฎหมายอุทยานฯ ชาวบ้านตัดไม้ถางไร่ปลูกข้าวไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่เราทำกันมาเป็นร้อยๆ ปีแล้วนะครับ

หลังจากการสร้างเขื่อนคนก็มากขึ้นๆ มาจากหลายๆ ที่นะครับ ทั้งภาคอีสาน ภาคเหนือ เข้ามาบุกเบิกถางทำไร่กันมาก คนที่เข้ามาอยู่ใหม่ล่าสุดก็ประมาณสัก 10 กว่าปีนี้เอง ทำให้พื้นที่แถบนี้โล่งเตียนไปหมด เพื่อปลูกข้าวโพดกัน

ในยุคแรกๆ ที่ถูกจับมากๆ ชาวบ้านหาทางออกไม่ได้จะรู้สึกเกลียดเจ้าหน้าที่อุทยานมาก พอมีหน่วยงาน ม.สืบฯ เข้ามานี้เองที่ทำให้ชาวบ้านได้กลับมาคิด มาเรียนรู้ มาทำกิจกรรมร่วมกัน อาทิ ปลูกป่า บวชป่า ทำให้เริ่มเข้าใจป่าไม้มากขึ้น

ปัจจุบันชาวบ้านไม่เคยขยายที่ทำกินเลย หลังจากมีกิจกรรมร่วมกันกับ ม.สืบฯ และอุทยานฯ การฟื้นฟูจากสภาพป่าที่ร่อยหรอก็กลับมาอุดมสมบูรณ์ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน ที่ชาวบ้านจัดงานบวชป่าทุกปี ปัญหาความขัดแย้งเดิมก็ลดลงไปด้วย”
นายวุฒิดนัยกล่าว

กรณีความขัดแย้งจนมาสู่แนวทางการจัดการป่าร่วมกันและการฟื้นฟูเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ป่าสงวน ซึ่งกำลังเตรียมประกาศเป็นพื้นที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู ซึ่งมีปัญหาคล้ายๆ กันกับอุทยานศรีนครินทร์ และอุทยานฯอื่นๆที่ประกาศทับที่ทำกินชาวบ้าน ดังนั้น การทำงานจึงแตกต่างกัน

ส่วนแนวคิดคือ ทำเป็นเครือข่ายกันในการร่วมกันอนุรักษ์ เพราะ ม.สืบฯ ไม่ได้อยู่กับพื้นที่ มีแต่ชาวบ้านกับอุทยานฯ ที่ต้องอยู่และร่วมกันดูแลป่าต่อไป

ปัญหาบ้านทุ่งนางครวญ อ.ทองผาภูมิ กาญจนบุรี เป็นหมู่บ้านที่เพิ่งก่อตั้ง เมื่อ 30 กว่าปี ที่ผ่านมา หลังจากการทำเหมืองแร่หยุดกิจการลง แรงงานส่วนใหญ่ซึ่งเป็นชาวอีสาน ยังคงดำรงชีวิตต่อ ก็ทำให้เกิดเป็นชุมชนขึ้นและมีการชักชวนญาติพี่น้องเข้ามาบุกเบิกที่ทำกินเพิ่มเติมอีกด้วย ทำให้ชุมชนขยายตัวรวดเร็วถึง 200 หลังคาเรือน ในปัจจุบัน

นายพงษ์ศักดิ์ ม่วงงาม เจ้าหน้าที่ภาคสนามและผู้จัดการศูนย์เกษตรธรรมชาติบ้านทุ่งนางครวญ ได้เสริมถึงที่มาการคิดเรื่องศูนย์เกษตรธรรมชาติว่า เกิดจากปัญหาป่าไม้ถูกบุกรุกมากเกินไป และชาวบ้านสารเคมีกันหนักมาก

“ถ้าดูแผนที่จะชี้ให้เห็นนะครับว่า สภาพป่าเป็นยังไงในประเทศไทย อีสานเป็นยังไง ป่าตะวันตกเป็นยังไง ส่วนกิจกรรมแรกๆ ในตอนนี้ คือกันพื้นที่ทำกินของชาวบ้านออกไป เนื่องจากชุมชนอยู่ใจกลางป่าสมบูรณ์เลยครับ

งานของผมรับผิดชอบพื้นที่ 4 หมู่บ้านในตำบลชะแล อ.ทองผาภูมิ ซึ่งที่นี่คือบ้านทุ่งนางครวญ เป็นพื้นที่เป้าหมายหลักของเราเลย นะครับ อีกหมู่บ้านคือบ้านคลิตตี้

สาเหตุการเกิดศูนย์เกษตรธรรมชาตินั้น อันเนื่องมาจาก ชาวบ้านเขามองกันว่า เดิมทีคนข้างล่างเขามองว่า คนบริเวณนี้คือคนทำลายป่า เขาคิดแบบนั้นเลย เวลาชาวบ้านลงไปประชุมก็จะโดนว่า โดนตำหนิ พวกเราก็เลยมานั่งคิดกันว่า เราต้องแสดงออกว่าเราได้หยุดการทำลายป่า หยุดตัดไม้กันมานานแล้ว โดยมีวิธีการอย่างไรบ้าง ซึ่งเรื่องเกษตรกรรมธรรมชาติ คือวิธีการหนึ่งที่เราคิดกันออกมา นะครับ

บริเวณจุดนี้นอกจากเป็นไข่แดงแล้ว ก็ยังเป็นสันปันน้ำสู่เขื่อน ทั้ง 2 เขื่อนนะครับ เป็นแหล่งต้นน้ำ โดยเมื่อก่อน บริเวณนี้จะเป็นแหล่งใช้สารเคมีปลูกข้าวโพดกันเยอะมาก เกือบ 80% นอกจากนั้นก็เกิดปรากฏการณ์หลายอย่าง ที่ชาวบ้านเขาชักไม่ไหวแล้ว คือ ปรากฏการณ์ดินพัง ปลูกไปแล้วขาดทุน

แถมชาวบ้านที่นี่ ยังมีหนี้สินสูงมาก เฉพาะหนี้กับ ธกส. ก็มากกว่า 10 ล้านบาท ดังนั้น ถ้าเฉลี่ยเอาเด็กเกิดใหม่ จะมีหนี้ 80,000 บาทต่อคน นี่เป็นข้อมูลเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ที่ผมทำงานเก็บข้อมูล ไม่รวมหนี้นอกระบบกับนายทุนนะครับ

ในลำห้วยก่อนหน้านี้ จะเกิดตะไคร้สีแดง อันเกิดจากสารเคมีสะสมมาก แล้วเป็นปฏิกิริยาในน้ำ เคยมีคนที่ใช้สารเคมี ซึ่งไปเหยียบไปโดนน้ำห้วย แล้วขาเน่า ปัญหานี้ พอชาวบ้านเขาเริ่มคิดได้ เราก็ต้องหาวิธีมาแก้ไข ว่าจะปลูกข้าวโพดอย่างไร ไม่ใช้สารเคมีต้องทำอย่างไร ก็เกิดกลุ่มแกนนำขึ้น มาร่วมมือกัน แล้วก็หาที่ทดลองทำกัน

จริงๆ จากองค์ความรู้เรื่องเกษตรธรรมชาติ เรื่องการทำปุ๋ยน้ำ การปลูกอะไรต่างๆ ที่เราไปเรียนรู้มา เพื่อทดลองทำจริงๆ เพื่อแสดงผล ว่ากะหล่ำปลี ปลูกไม่ฉีดยาทำได้ไหม ทำอย่างไร ข้าวโพดไม่ใช้สารเคมีทำได้ไหม อย่างไร เราพยายามหาโจทย์ หาทางออกนะครับ อย่างปีที่แล้วเราไปเน้นเรื่องการทำปุ๋ยหมัก ปุ๋ยชีวภาพ มาทดลองทำกันดู

ที่นี่เราจะมีเครื่องมือต่างๆ เช่น เครื่องมือผสมปุ๋ย เราจะให้ชาวบ้านยืม เราหนุนเสริมเรื่องกองทุนหาวัตถุดิบ เพื่อให้คนในชุมชนได้เห็นตัวอย่าง และเพื่อให้เขาคิดว่า อาชีพที่ทำอยู่นั้น มันเป็นมิตรกับผืนป่า มันจะตอบโจทย์ ที่คนอื่นๆ เคยว่าชาวบ้านว่า เรานั้นทำลายป่า ดังนั้น ชาวบ้านต้องหาวิธีตอบโจทย์ จึงให้ที่นี่เป็นแหล่งองค์รวม มาพูดคุย มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มาขอปุ๋ยน้ำไปใช้ ซึ่งจะเป็นที่เรียนรู้ของชาวบ้านครับ

อีกอย่าง ผมอยากให้เขานึกถึงเกษตรธรรมชาติ นึกถึงสมัยก่อน ที่เราตื่นเช้ามาปุ๊ป ออกจากบ้านไปครั้งเดียว เรากลับพร้อมเครื่องปรุงกับข้าว ชุดแกงส้มปลาดุก คือของใกล้บ้านนี่แหละ มีผักไร้สารกิน มีโรงสีไว้สีข้าว ปลูกข้าว เพื่อทดแทนพืชเชิงเดี่ยว

ตอนนี้ ถ้าเรามองออกไปข้างนอกศูนย์ ก็จะเห็นภาพวิถีชีวิตจริงๆ ของชาวบ้าน ที่ยังเน้นหนักพืชเชิงเดี่ยว ใช้ปุ๋ย ใช้ยาฆ่าแมลง ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกข้าว เหมือนเดิมครับ

อีกหนึ่งที่เป็นโครงการที่เราทำ ซึ่งจะมีอุทยานมาเสริม คือโครงการเร่งรัดปลูกไผ่ เพราะอยากให้พื้นที่สีเขียวๆ เกิดขึ้นบนแผนที่ อยากให้ในอุทยานฯ มีจุดเชื่อมของระบบนิเวศ โดยใช้แปลงไผ่เป็นตัวเชื่อม ในทางกลับกัน มุมมองชาวบ้านเอง เขาก็มักจะหาหน่อไม้ในป่าขายอยู่แล้ว ซึ่งถ้าให้เขาหาไปเรื่อยๆ ก็จะมีปัญหากับทางอุทยานฯ ก็เลยมาคิดเรื่องการปลูกไผ่ เพราะได้ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจด้วย

เราจะทำเป็นกลุ่มแล้วขออนุญาตอุทยานฯ ให้ถูกต้อง ทำเป็นระบบแล้วนำหน่อไม้ไปขาย โดยความร่วมมือกับอุทยานฯ ก็นับว่าเป็นโครงการที่สามารถลดความขัดแย้งระหว่างอุทยานฯกับชาวบ้านได้ โดยใช้ศูนย์นี้แหละเป็นจุดประสานงาน และเป็นฐานให้กับทีมเจ้าหน้าที่ภาคสนาม

นอกจากนั้นงานที่ทำ ก็มีเรื่องปุ๋ยหมัก ปีแรกๆ ชาวบ้านจะรวมกลุ่มกันมาทำ ทำแล้วเอาไปขายให้ชาวบ้านด้วยกัน ปีต่อมาเริ่มมีประสบการณ์ จึงเปลี่ยนให้ชาวบ้านเขาทำที่บ้านเขาเอง โดยเป็นกลุ่ม หรือทำหลังบ้าน ก็ได้ ต่อมาก็มาคิดทำเรื่อง แปลงผักปลอดสาร ซึ่งตอนนี้พักแปลงครับ เพราะว่าฝนมันตก ติดต่อกันมากพักนี้

แล้วก็กิจกรรม โรงสีข้าว ก็เป็นของชุมชนนะครับ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยมีข้าวมาสีแล้ว เพราะว่าเป็นโรงสีที่ใช้น้ำมันตอนนี้น้ำมันขึ้น เลยไปสีกับโรงสีมอเตอร์ประหยัดกว่า ก็เลยคิดว่า จะซื้อมาสีแล้วทำข้าวกล้องชุมชน แล้วก็เรื่องพลังงานก๊าซชีวภาพ ที่ใช้ในครัวเรือน เรื่องบ่อเลี้ยงปลา เรื่องหมูหลุม เป็นต้นครับ

นอกนั้นเป็นการหนุนเสริมให้ชาวบ้าน ทำกิจกรรมเกี่ยวกับป่าเช่น ทำป่าชุมชน ทำแนวกันไฟ และใกล้ๆ นี้กำลังมีโครงการเครือข่ายเฝ้าระวังป่า ไว้เรากำลังจะจัดหาวิทยุสื่อสาร หาทุนต่างๆ จาก พอช.จากที่อื่นๆ มาให้ชุมชน 3 หมู่บ้าน ได้ใช้ เป็นอีกบทบาทหนึ่งที่เสริมช่วยทางอุทยานฯ ครับ”

นายชัยยง นากา เลขา ป่าชุมชนบ้านทุ่งนางครวญ กล่าวถึงปัญหาชุมชนกับการบุกรุกที่ทำกิน และแนวคิดการเปิดศูนย์เกษตรธรรมชาติและการตั้งป่าชุมชน ว่า “ที่มาของศูนย์เกษตรธรรมชาตินั้น เดิมเรามีปัญหาเรื่องบุกรุกที่ทำกิน และต้องยอมรับว่าชุมชนเราเมื่อก่อนเราทำการเกษตรแบบใช้สารเคมีทำไร่แบบเพิ่มทวีขึ้นทุกๆ วัน ทำให้เรามีปัญหาเพิ่มมากเรื่องการลงทุน เราทำครั้งแรก เราทำน้อย เราได้ผลผลิตคุ้มค่ามาก เพราะเราไม่ได้ใช้สารเคมี ดินก็ยังดี ต่อมาระยะหลังๆ เราเริ่มใช้สารเคมีมากขึ้นๆ เราอยากผลผลิตมากขึ้นๆ เราอยากได้ตามคำโฆษณาของบริษัทต่างๆ ที่แนะนำเรา พอเราทำไปเรื่อยๆ ดินเสีย หน้าดินแข็ง ปลูกอะไรไม่ค่อยขึ้น เราใช้สารเคมีฉีดพ่นให้หญ้าตาย เราไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบ เราชาวบ้านคิดอย่างเดียว คือขอให้ได้มากๆ สุดท้ายก็เกิดผลกระทบหน้าดินเราเสีย ลำคลองเกิดมลพิษ ปลูกป่าก็ตาย

เราจึงหันมาคุยกันว่าจะทำอย่างไร ให้ดินเรากลับมาดีอีก และไม่ต้องลงทุนมากๆ รายได้คุ้มค่า อย่างเดิมไม่คุ้มเลย หนี้สินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราก็มาแลกเปลี่ยนว่า จะทำอย่างไรกันดี จนมารู้จักกับแม่ทิ (ทิวาพร ) ซึ่งมาให้การศึกษา

เรากลับมาเชื่อว่า เราทำกันเองได้ ภูมิปัญญาคนแต่ก่อน เราก็พอเคยเห็น ปุ๋ยธรรมธรรมชาติเราก็มี เราก็เลยมาคิดกันดู เพราะเรายังมีทรัพยากร เศษหญ้า เศษปุ๋ย เรายังเอามาทำอะไรได้ นอกจากนั้น เราไปยังศึกษาดูงานการทำปุ๋ย เราเลยคิดกัน รวมตัวกัน และขอทุนไปทางคุณแม่ทิ มาทำศูนย์เรียนรู้ เพื่อทดลองกันว่า จะได้ผลจริงไหม แค่ไหน ครับ

เมื่อทดลองแล้วได้ผล เราก็ขยายไปให้ชุมชนลองทำกันดูบ้าง ที่สำคัญเราทำให้ชุมชนรู้จักคำว่าพอเพียง แล้วเราไม่ต้องไปบุกเบิกป่าทำลายที 100 ไร่ 200 ไร่ ทำแล้วก็ได้กำไรนิดๆ หน่อย จึงมาสู่ศูนย์เกษตรธรรมชาติซึ่งเรามีวัตถุดิบอยู่แล้ว ก็คิดว่าจะแก้ปัญหาไปได้ระดับหนึ่งครับ

นอกจากนั้น ยังทำให้ชุมชนเรียนรู้จักการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า ใช้ไม้ใช้ป่าให้คุ้ม เมื่อก่อนตัดสุรุ่ยสุร่ายมาก ตัดเอาแต่ท่อนดีๆ นอกนั้นทิ้ง แต่เดี๋ยวไม่ได้กิ่งก้านก็เอา เอาทำถ่านได้

ส่วนอย่างเรื่องป่าชุมชน เราได้ออกไปศึกษาไปดูงานมาบ้างแล้ว กำเนิดมาจากเราเป็นคนอีสาน มาอยู่ที่นี่ก็ถูกกล่าวหาจากคนในเมือง คนข้างล่าง ว่า คนอีสานเข้ามาบุกรุกทำลายป่า อันที่จริงเราแค่มาหาที่ทำกินเพียงแต่พอเรามาแล้วได้ที่ทำกินก็อพยพออกมากันเยอะมาก มันก็เลยบุกรุกมากตามไปด้วย ทำให้เจ้าหน้าที่ป่าไม้ตกใจ และเข้ามาจัดการ

จนเมื่อ สมเด็จพระราชินีได้เสด็จมาที่นี่และรับสั่งให้ จัดสรรที่ทำกินให้ชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านเลิกบุกรุกเสียที แล้วก็ออกเอกสารสิทธิ์ให้ พร้อมสนับสนุนหาทางให้ชาวบ้านหาอยู่หากินดีขึ้น เพื่อไม่ให้ชาวบ้านบุกรุกป่าอีก

ความจริงการอนุรักษ์ป่า อันที่จริงพวกผมก็อนุรักษ์ป่านะครับ เพียงแต่มันจำเป็นที่ต้องหาที่ทำกิน จนวันนี้ เราก็ได้อนุรักษ์ป่า ซึ่งเป็นป่าชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านได้เข้ามาใช้สอยร่วมกันด้วย”
นายชัยยงชี้แจง

นางทิวาพร ศรีวรกุล ประธานกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก กล่าวย้ำแนวคิดกิจกรรมแต่ละชุมชนและภาพรวมโครงการอนุรักษ์ป่าตะวันตก ว่า “ทั้งหมดเป็นการส่งเสริมรายได้ระยะยาว ในส่วนของคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก (กอต.) ก็มีส่วนร่วมกับ ม.สืบฯ เป็นคณะกรรมการที่มีหัวหน้าอุทยานฯ หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เป็นคณะกรรมการในตำแหน่ง แล้วก็มีภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม มีหน่วยงานรัฐเข้ามา สถาบันการศึกษาเข้ามา เป็นต้น

โครงการนี้เป็นโครงการที่ต้องการการมีส่วนร่วม โดยมองที่ทรัพยากรธรรมชาติเป็นเป้าหมายหลัก มองความหลากหลายในระบบนิเวศ ส่วนในบทบาทคณะกรรมการก็มองระดับนโยบาย เรื่องของภาคประชาชนที่จะให้เขาดูแลและมีส่วนร่วมจริงๆ มองเรื่องกฎหมายบางเรื่อง มองเรื่องการประสานงาน ประสานความร่วมมือ หรือว่า กรณีมีความขัดแย้งที่ดินระหว่างประชาชน กับอุทยานฯ กับฝ่ายปกครอง เราจะเป็นตัวเชื่อมประสาน นี่คือบทบาท กอต.

และอีกบทบาทหนึ่งที่ทำงานกับชุมชนคือ เรามีความคิดร่วมกันว่า เราไปด้วยกันได้ แต่ต้องภายใต้ คือ ต้องอยู่อย่างสมดุล มีวิถีพอเพียง ความหมายคือ รู้จักพอ

โครงการจอมป่า จึงเป็นงานที่ทำร่วมกับชุมชน เพื่อชุมชนเป็นสุข ซึ่งในคณะกรรมการชุดใหญ่ เราจะมองพื้นที่เป้าหมาย ว่า ในผืนป่าขนาดใหญ่นั้นมักจะมีชุมชนอาศัยอยู่ ในป่าเสมอ ให้พื้นที่ที่ล่อแหลมมาเป็นพื้นที่เป้าหมาย แล้วมองเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หรือการพึ่งตนเอง เพราะวันนี้ถ้าไม่มองเศรษฐกิจพอเพียงหรือการพึ่งตนเอง เราไม่สามารถปรับระดับความต้องการของชุมชนให้อยู่ในระดับเดียว หรือทำให้ชุมชนมีเป้าหมายเดียวกับเราได้

ถ้าเราทำตรงนี้ไม่ได้ ไม่มีเป้าหมายเดียวกัน คนกับป่าก็อยู่ด้วยกันไม่ได้จริงๆ ถ้าชุมชนยังเป็นเป้าหมายอยากรวย และนักอนุรักษ์ยังมองว่าอยากให้ทรัพยากรเป็นสมบัติส่วนกลาง ดังนั้น ถ้าชุมชนในป่าไม่รู้จักพอ มันอยู่ไม่ได้แน่ๆ ดังนั้นมันต้องปรับจูน เลยใช้วิธีพอเพียงพึ่งตนเอง ซึ่งมามองเรื่องปุ๋ย เรื่องวิธีการผลิต นี่คือภาพความร่วมมือ และโครงการนี้คือโครงการร่วมมือกัน มีทั้งรัฐบาลร่วม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ม.สืบฯ มาร่วมรับผิดชอบชุมชน มีคณะกรรมการซึ่งมาจากหลากหลาย

วิธีการทำงานเพื่อให้ชุมชนเป็นสุข คือมองทุนในชุมชน ซึ่งจะมีประมาณ 9 ทุน ที่เราต้องหาให้เจอ แล้วรื้อฟื้นให้ชุมชนตระหนักให้ได้ เช่นวันนี้ ต้องหาแกนนำ สร้างแกนนำ ในมีความคิดพึ่งตนเอง มีคณะก่อการ แล้วขยายผลไปเรื่อยๆ ต่อมาต้องมีเวทีสาธารณะ ให้ได้คุยประจำ เวทีต้องสร้างความเข้าใจร่วมกัน ระดมปัญหา เวทีปราชญ์ เวทีทรัพยากรธรรมชาติ มีอะไร ที่ไหน เวทีเศรษฐกิจในชุมชน องค์ความรู้ การเมืองภาคพลเมือง และการมีส่วนร่วม

จริงๆ แล้วชาวบ้านมีศักยภาพที่จะจัดการชุมชนให้อยู่เย็นเป็นสุขได้ ถ้าเราเข้าใจและวันนี้ เราไม่ได้มีหมู่บ้านเดียว แต่มีเครือข่าย มีทั้งเครือข่ายอาชีพ เครือข่ายป่าชุมชน และนี่คือกิจกรรมในโครงการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกค่ะ”
นางทิวาพรชี้แจงซ้ำ


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

31 กรกฎาคม 2549