เปิดเหล้าเสรี : ภูมิปัญญา'ไท' ที่ต้องอนุรักษ์

การต่อสู้เพื่อให้คงไว้ซึ่งสิทธิของผู้บริโภคสุราพื้นบ้าน อันเป็นหยาดน้ำแห่ง
วิญาณที่หลั่งรวมเป็นสายธารวิถีชีวิตชาวบ้าน มาแต่ดั้งเดิม จากการ
สัมภาษณ์ นาย
สมชัย ศิริชัย
จ้าหน้าที่ติดตามและเรียกร้อง เรื่องสิทธิ
ภูมิปัญญาชาวบ้านจากสหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือ ซึ่งได้กล่าว กับทีมข่าว thaingoถึงประเด็นการต่อสู้เรียกร้อง การสงวนไว้ซึ่งสิทธิภูมิปัญญา พื้นบ้านครั้งนี้ว่า สุราพื้นบ้านหรือ เหล้าพื้นบ้านนี้ เป็นผลผลึกภูมิปัญญาแต่ดั้งเดิมของบรรพชนไทย การออกกฎหมาย เอื้อแต่ผลประโยชน์นายทุนทำลายสังคมชาวบ้านมามาก ทั้งที่เหล้าช่วยเพิ่มราย ได้ในชุมชน ทำให้เงินตราไหลเวียนในชุมชนและ
เป็นการแปรรูปรูปผลผลิตทางการเกษตรในยามราคาพืชผลตกต่ำอีก ดังนั้น รัฐบาลต้องหันมามอง อย่างจริงๆจังๆ

"ประเด็นแรกนะครับ ที่เรามีการเคลื่อนไหวเรียกร้องนี่เพราะเราถือว่าเหล้าพื้นบ้านคือหนึ่งใน
ภูมิปัญญาไทยหรือภูมิปัญญาพื้นบ้าน ที่อยู่คู่บ้านคู่เมือง มาตั้งแต่สมัยโบราณ ถ้าอยากรู้ว่ามันนาน
แค่ไหนก็ไปดูคำสอนพุทธศาสนา มีบัญญัติไว้เลย ในศีลข้อ 5 สุราเมระยะ อะไรพวกนี้นะครับ

ดังนั้นเราจึงมองเป็นของคู่บ้านคู่เมือง คู่ชีวิตสังคมไทยมานานจึงต้องต่อสู้ให้ได้มาคืนซึ่งสิทธิการทำ
เหล้าพื้นบ้านนั้นกลับมา มันเป็นสมบัติของปู่ย่าตายายเรา

และประเด็นที่ 2นี่เรามองว่ามันเป็นการแก้ไขปัญหา
ให้แก่เกษตรกรได้นะครับ ซึ่งตอนนี้เรามีปัญหาราคาพืชผล การเกษตรราคาตกต่ำ ซึ่งถ้ารัฐบาลเปิดโอกาสให้มีการทำเหล้าเสรี มันก็จะสามารถ แก้ไขปัญหาพืชผล ที่เกิดขึ้น ซึ่งขณะนี้มีชาวนา
สุพรรณชาวนาพิษณุโลกลุกขึ้นเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาราคา
ข้าวกันแล้ว สมมุติถ้ารัฐบาลเปิดให้มีการทำเหล้าพื้นบ้าน ข้าว
ของชาวนาไม่จำเป็นต้องหารัฐบาลขาย ชาวบ้านสามารถ
เอาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าตรงนี้ได้เลย ใช่ไหมครับ

สรุปคือเราต้องให้รัฐบาลสงเสริมการทำเหล้าพื้นบ้านเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับพืชผลทางการเกษตรจากการ
แปรรูป สมมุติว่าเรามีข้าว 20 ลิตร เราเอาไปทำสุราพื้นบ้านนี่เราจะได้สุรา 20 ขวด ถ้าเราขายขวดละ
30 บาท ก็จะเป็น
เงิน 600 บาท มันก็เพิ่มมูลค่าไปอีกมากให้กับเกษตรกร อีกทั้งยังทำให้เงินไหลเวียนภายในชุมชน สร้าง
รายได้ระหว่างกันด้วย ก็สามารถแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง เหมือนกับทางภาคเหนือตอนนี้ มีการปลูกข้าวโพด และข้าวโพดนี่สามารถทำเหล้าได้ชั้นหนึ่งเลยนะครับ ดังนั้นถ้ารัฐบาลเปิดให้มีการแก้ไขปัญหาเรื่องเหล้า ปัญหาราคาข้าวโพดก็ได้รับการแก้ไปส่วนหนึ่ง อย่างเรื่องลำใยก็สามารถผลิตเป็นเหล้าได้เหมือนกัน"

นายสมชัยกล่าว และเมื่อทางทีมข่าว thaingo สอบถามถึงข้อดีของกฎหมายการทำสุรา ที่ออกมาเป็น
พ.ร.บ. ใช้อยู่ขณะนี้ นายสมชัย ก็ได้ออกมาวิจารณ์ว่า

"ไอ้เรื่องกฎหมายที่เปิดหรืออนุญาตให้ชาวบ้านทำเหล้าได้นั้น มันยังไม่เอื้อ กับชาวบ้านเลย ที่ไม่เอื้อ
เพราะเงื่อนไขที่กำหนดมันมาก จนมันทำไม่ได้ กฎระเบียบของกระทรวงการคลัง เช่น เงื่อนไขประการ
แรกถ้าผมจะทำเหล้า เมื่อไปขออนุญาตผมจะต้องไม่ทำซ้ำเขตกับพื้นที่เขาทำก่อน คือถ้ามีคน หรือ
บริษัทใดเข้าสัมปทานแล้ว ผมก็ขออนุญาตทำไม่ได้อีก เพราะมันซ้ำ ประการที่สอง ทุนจดทะเบียน
อย่างน้อยต้อง 10 ล้านบาท ซึ่งเขามองเป็นอุตสาหกรรมเลย มันก็ไม่เอื้อกับชาวบ้านอยู่ดี และถ้าชาว
บ้านมีเงิน 10 ล้าน ชาวบ้านจะมาทำเหล้าขายทำไม ทั้งที่ต้นทุนจริงๆ มีเงิน10 บาท ก็ทำเหล้าได้แล้ว
แค่ไปซื้อแป้งมาแค่นั้นเอง

เป็นความจริงว่า การทำเหล้าของชาวบ้านนั้น มีทั้งทำเพื่อการค้า และเพื่อวัฒนธรรม เพราะมันเป็น
วิถีชีวิต ของชาวบ้าน ในการนำมาประกอบในพิธีกรรมต่างๆ หรือเลี้ยงต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง อย่างในหมู่บ้านของผมเนี๊ย จะกินเหล้าประมาณ วันละ 50 ขวด ต่อวัน ทั้งเหล้าขาว แม่โขงหรือเหล้า
อื่นๆ ก็แล้วแต่น่ะ ถ้าขวดหนึ่ง 80 บาทโดยเฉลี่ย ก็ตกวันละ 4000 บาท ต่อวัน นี้คือหนึ่งหมู่บ้านนะครับ ดังนั้นถ้าเปิดให้มีการแข่งขันกันขึ้น ให้ชาวบ้านได้ขายเหล้าดีๆ ทำขึ้นเอง ชาวบ้านก็จะขายได้วันละ
50 ขวดแล้วเงินตรงนี้ยังสามารถเป็นเงินทุนหมุนเวียนภายในหมู่บ้านได้ด้วย นี่ไม่นับช่วงเทศกาลนะครับ
ซึ่งสามารถขายเหล้าได้เป็นหมื่นบาทต่อวัน คนเหนือนิยมทานเหล้ามาก ถ้าไม่ให้ชาวบ้านทำเหล้าเสรี เงินก็ไหลออกนอกหมู่บ้านเยอะมาก ในที่สุดคนที่ร่ำรวยก็คือนายทุนและบริษัทต่างชาติยิ่งถ้าคุณเคยเห็น
รายงานแจ้งผลกำไรขาดทุนของบริษัทเหล้าจะรู้ว่าปีหนึ่งๆ บริษัทเหล้าทำกำไรนับแสนล้านบาท เงิน
ชาวบ้านทั้งนั้น"
นายสมชัยกล่าว และยังยืนยันที่จะร่วมต่อสู้กับเครือข่าวสิทธิภูมิปัญญาเพื่ออนุรักษ์เหล้าพื้นบ้าน โดย
ให้มีการทำเหล้าเสรีขึ้น นอกยังออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงที่กรมสรรพสามิตออกมาโจมตีเรื่องเหล้า
พื้นบ้านมีพิษและการถูกกล่าวกระทำการอันเป็น"อั้งยี่"ว่า

"ไอ้เรื่องอั้งยี่นี่ เรื่องของเรื่องคือกรมสรรพสามิตเขารุกหนัก พอรุกหนักมากขึ้นชาวบ้านจึงจำเป็นต้อง
ป้องกันตัว และเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคเหนือเขามีการสมัครเป็นสมาชิกเข้ากลุ่ม ที่นี้เมื่อสรรพสามิต
จับกุมขึ้นเขาก็จะมีการรวมตัวกันปกป้องผลประโยชน์ให้แก่สมาชิกเครือข่ายฯ เพราะสมาชิกเขามี
เบอร์ติดต่อกัน ดังนั้นการสื่อสารจึงรวดเร็ว มากในการรวมตัวช่วยกันเพื่อไม่ให้ถูกปรับ เพราะปรับแต่
ละครั้งก็นับหมื่นบาทซึ่งถือว่าเป็นจำนวนที่สูงมากสำหรับชาวบ้าน นี่เป็นเหตุผลทำไมชาวบ้านจึงรวม
ตัวกันขึ้นเป็นเครือข่ายเหล้าพื้นบ้านภาคเหนือ ส่วนเรื่องความรุนแรงนั้นจะให้ชาวบ้านทำกันยังไง ก็สรรพสามิตพาพรรคพวกมาเป็นร้อยมาจับมาล้อมหมู่บ้านแล้วทำร้ายชาวบ้าน และเรื่องทำเหล้าชาวบ้าน
เคยมีการตกลงกับตัวแทนรัฐบาลแล้ว ว่ามีจะมีการผ่อนปรน จึงเกิดเหตุการณ์กล่าวหาว่า"กระทำการอั้งยี่"
แต่จริงๆ แล้วเป็นเพียงการกล่าวเพื่อทำลายกลุ่มชาวบ้านให้เสียภาพพจน์ เสียความชอบธรรมในการ
เรียกร้อง ส่วนข่าวการออกมาวิจารณ์ของกรมสรรพสามิต หาว่าเหล้าชาวบ้านไม่ได้คุณภาพมีสารพิษ
เพราะยาโพลิดอน หรือยาฆ่าหญ้ามาผสม นั้นก็เหมือนกัน คือเพื่อทำลายเครือข่ายทำเหล้าพื้นบ้าน ซึ่ง
จริงๆ แล้ว ผมอยากจะบอกว่าเหล้า ทำมาจากการหมักด้วยยีสต์ ซึ่งเป็นเชื้อรา เหมือนขนมปัง ถ้าเราเอา
ยาฆ่าหญ้ามาใส่ซึ่งตัวยาเหล่านี้เป็นยาฆ่าเชื้อราโดยเฉพาะ ...แล้วมันจะเป็นเหล้าได้อย่างไร มันเป็นการ
ออกมากล่าวที่ไม่ค่อยจะถูกนัก เพราะถ้าใส่โพลิดอน หรือยาฆ่าหญ้าเข้าไปมันก็ไม่เป็นเหล้า ยีสต์ตาย
หมดครับ อีกอย่างชาวบ้านทำกินเองด้วย แล้วจะใส่ไปทำไม ยาพิษหรือกินกันแค่ในหมู่บ้าน ก็พี่น้องกัน
ทั้งนั้นจะใส่ของพวกนี้ทำไม ส่วนอีกเรื่องคือกระแสที่ว่ามีชาวบ้านเอาแอลกอฮอล์ผสมน้ำแล้วมาขาย นั้น
ผมจะบอกว่าแอลกอฮอล์กับเหล้ามันคนละเชื้อ จริงอยู่แอลกอฮอล์สามารถนำมาผสมเป็นเหล้าก็ได้ แต่แอลกอฮอล์ที่ขายมันเป็นแอลกอฮอล์สารระเหยถ้าสมมติว่ามีคนเอามาผสมเหล้ามันก็อยู่ได้แค่วัน
เดียวก็จืดหมด พิสูจน์ง่ายมากครับ เพราะมันเก็บไว้กินนานๆไม่ได้ มันระเหยรสชาติออกหมด
ดังนั้นชาวบ้านเขาไม่ทำแบบนี้ไว้กินกันหรอก ต้นทุนก็ไม่คุ้มด้วย แอลกอฮอล์ขวดหนึ่งกี่บาท กินได้กี่คน
แล้วต้องซื้อเท่าไหร่จึงจะพอกินกัน ผมว่าชาวบ้านไม่โง่เหมือนข้าราชการบางคนหรอกครับ"
นายสมชัย ย้ำอีก ก่อนจะสรุปทิ้งท้าย ถึงปัญหาในอนาคตว่า สังคมไทยถ้าทำเหล้าเสรี ใครได้ ใครเสื่อม
จริงเท็จแค่ไหน ว่า
"มีนักวิชาการ ข้าราชการและสื่อมวลชน กล่าวว่าสังคมไทย
เละเทะแน่ถ้าเปิดให้ชาวบ้านทำเหล้าเสรี ผมว่ากินหรือไม่กินสังคมไทยก็เละเทะ
อยู่แล้ว คนกินเขาก็กินอยู่แล้ว คนไม่กินเขาก็ไม่กินอยู่แล้ว แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า
ผลประโยชน์มันอยู่ที่ใคร ชาวบ้านเขาก็กินตามวิถีชีวิตของเขาในอัตราเท่าเดิม
อยู่แล้ว และถ้าเละเทะจริง กรมสรรพสามิตไปรักษาผลประโยชน์ให้กับนายทุน
ทำไม ก็สั่งปิดทั่วประเทศไปเลย หรือไม่ก็ยกเลิกการทำเหล้า
ทั้งหมดเสียซิ ดังนั้นจึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลไทยฟังเสียงเครือข่ายทำเหล้า
พื้นบ้านบ้าง ซึ่งเราเรียกร้องแค่ 2 ประเด็น เองคือ

อย่างแรก อยากให้รัฐบาลออก พ.ร.บ. เหล้า โดยให้มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาหนึ่งชุด ทำหน้าที่ศึกษาและยกร่างกฎหมาย โดยเมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ได้ยื่นหนังสือ
ให้ท่านนายกฯ คนใหม่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รับไปพิจารณาแล้ว ซึ่งเนื้อหาหลักๆ ท่านนายกฯก็รับปากว่าจะไปแก้ไขให้ เราอยากให้มีการออกกฎหมายคุ้มครองการทำ
เหล้าพื้นบ้าน สามารถผลิตและกินในหมู่บ้านได้ หรือเพื่อประกอบในพิธีกรรมได้อย่างที่สอง เปิดโอกาส
ให้มีการทำ เหล้าอย่างเสรี คือเกษตรกรสามารถที่จะเอาผลผลิตทางการเกษตรมาแปรรูปเป็นสินค้าได้
เลยโดยเฉพาะในยามที่ราคาพืชผลตกต่ำ " นายสมชัย กล่าวสรุปทิ้งท้าย

ทีมข่าว thaingo รายงาน
cheeriver@hotmail.com