คน , ป่า และ “ต้นธารป่าสัก”

รถตู้แล่นและเลื้อยไปตามหุบเขาหัวโล้นจากลูกหนึ่งไปอีกลูกหนึ่ง จากหมู่บ้านหนึ่งไปอีกหมู่บ้านหนึ่งได้สักอึดใจ ดิจิตอลขนาดพกพาที่แต่ละคนติดตัวมาถูดกดบันทึกถี่ยิบ แม้จะเป็นภาพภูเขาที่ไร้ต้นไม้ก็ตาม และทุกคนก็เริ่มเบิกตากับภาพที่ปรากฏ เมื่อเริ่มมองเห็นหมู่บ้านจุดหมายปลายทางซึ่งที่เบิกตากว้างๆ เพราะ เรากำลังได้เห็นต้นไม้และหย่อมพืชสีเขียวๆ ครั้งแรกที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาดั่งโอเอซิส นับว่าเป็นผืนป่าหย่อมเล็กๆ ที่ซ่อนและซุกไว้ในผืนภู

แม้ว่ายามนี้อากาศจะหนาวเยียบเย็นอยู่มาก แต่สุดลูกหูลูกตาตั้งแต่รถเริ่มไต่ขึ้นภูดอย ล้วนแต่เวิ้งว้างไปด้วยทุ่งหญ้าคาแห้งๆ และซากซังข้าวโพด ที่ยืนต้นไม้อย่างไร้ความหมายในสภาพที่แล้งจนกรอบแห้งและแลดูเศร้า

บ้านถ้ำพระ ตำบลอีปุ่ม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย คือหมู่บ้านเล็กๆ ขนาด 60 กว่าหลังคาเรือน ที่ซึ่งเมื่อ 2-3 ปีก่อนได้ลุกขึ้นริเริ่มปฏิบัติการยื้อป่าผืนสุดท้ายที่เหลืออยู่แค่ 1,000 กว่าไร่ ไว้ ป่าที่หลายชุมชนล้วนเข้ามาใช้ และร่วมใช้แม้กระทั่งไม้ฟืนเผาศพก็ยังมาร้องขอที่นี่ ทั้งๆ ที่ถ้าหากเดินเข้าไปในผืนป่าจะพบว่า สภาพป่าแห้งนี้มีเพียงไม้ไผ่และไม้เนื้ออ่อนไม่กี่ชนิด ที่เล็ดลอดเหลืออยู่ อาทิ มะกอก แต่กระนั้นก็ยังมีค่าและสำคัญสำหรับชาวบ้าน

กระนั้นสิ่งที่น่าตกใจและไม่ถูกพูดถึงเลยก็คือ ผืนป่าแห่งนี้คือป่าต้นน้ำของแม่น้ำป่าสัก สายน้ำที่ซึ่งหล่อเลี้ยงผู้คน ชาวเมืองอีกหลายเมือง โดยเฉพาะที่สำคัญหล่อเลี้ยง “ชาวกรุงเทพมหานคร”

ดำรงศักดิ์ มะโนแก้ว
องค์กรเครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูต้นน้ำป่าสัก เจ้าหน้าที่ซึ่งลงไปร่วมกิจกรรมและกระตุ้นให้ชุมชนเหนี่ยวรั้งป่าผืนนี้ไว้ และต่อมาก็พยายามจะปลูกขยายเพิ่ม จนกลายเป็นป่าผืนเดียวที่หลายๆ หมู่บ้านเข้ามาขอใช้และพึ่งพา ซึ่งดำรงศักดิ์ได้สะท้อน ประสบการณ์ จุดหมายและบทเรียนของการลงมาทำงานพื้นที่หมู่บ้านถ้ำพระนี้ว่า

“เริ่มขึ้นหลังจากที่ไปศึกษาดูงานมาหลายที่ครับ ก็เริ่มมาเริ่มจัดการ โดยการพูดกับเจ้าของไร่ ว่านี้นะ เราจะจำแนกพื้นที่ไร่ของคุณออกจากพื้นที่ป่า เพื่อให้มีความชัดเจนว่า ปีหน้าคุณจะไม่รุกล้ำเข้าไป แต่ว่า จริงๆแล้วป่าผืนนั้น มันมีการจัดการมาก่อนแล้ว แต่มันไม่ได้ออกไปเป็นลายลักษณ์อักษรเป็นกติกา ว่า หนึ่ง ห้ามตัดไม้ ขยายพื้นที่เข้าไปในเขตป่าชุมชนอะไรประมาณนี้ คือเป็นพ่อของพ่อแร่ (ผู้ใหญ่บ้านถ้ำพระ) ที่ซึ่งท่านทำมาก่อน ท่านดึงพิธีกรรมเรื่องการบวชป่ามาช่วย

จริงๆ วิธีการของผม ผมอยากเริ่มว่า ถ้าเราดูพฤติกรรมของคนด่านซ้ายนะครับ เขานิยมเจ้านาย เคารพเจ้านายมาก ดังนั้น ถ้าเราใช้วิธีการเอาตำแหน่งเข้ามาบ้างก็เหมือนได้หัวโขน เราเลยมองในจุดนี้ก่อน เลยคิดว่า เราน่าจะเอาผู้ว่าฯ มาเยี่ยมเยียน ให้รู้สึกว่า ผู้ว่าฯ ลงมาดูเขานะ ทำจริง ทำจังได้แล้วนะ หลังจากนั้นก็ขยายไปสู่บ้านนา ก็ทำในลักษณะเดียวกัน แล้วก็บ้านป่าสะแข ผักเน่า วังบอน ทำไปได้ 300 ไร่ แต่ยังไม่ได้บวชป่า โดยเอาเจ้าของไร่ ไปตีเขตเองเลยครับ

อย่างบ้านป่าสะแข อันนี้หนักหน่อย เพราะนายทุนรุกพื้นที่ ซึ่งรุนแรงมาก เอาหลักมาปัก ใช้เงินซื้อป่า จ้างชาวบ้านถาง งานนี้ผมเลยดึงเอาวัฒนธรรมป่าดงหอซึ่งใช้พิธีกรรมเรื่องป่าศักดิ์สิทธิ์มาใช้ โดยขึ้นไปปักศาลโดยเฉพาะสถานการณ์ตอนนี้ยิ่งหนักเพราะนายทุนรุกเข้าไปมากจริง มันทำได้โดยใช้ชาวบ้านในพื้นที่ ทำให้โครงการของเราไม่ค่อยประสบความสำเร็จมากนัก

กิจกรรมของเราคือ พยายามรั้งป่าผืนเล็กๆ เอาไว้ให้อยู่ ตอนนี้ผมพยายามขยายไปบ้านผักเน่า พื้นที่ป่าที่เหลือจริงๆ ไม่มากหรอก อย่างมากจริงๆ ก็ 500 ไร่ 300 ไร่ ที่เหลืออยู่ และที่เราพยายามจะเอาให้อยู่ ซึ่งมันทำอะไรไม่ได้มากนัก เพราะถ้าพูดถึงแล้ว อย่าง อบต. ก็ไม่ค่อยพอใจ บางหมู่บ้านเองก็ไม่ค่อยชอบ แม้แต่หน่วยงานรัฐเองก็ไม่ค่อยได้สนใจ”
นายดำรงศักดิ์ มะโนแก้ว กล่าวและย้ำต่ออีกว่า

“การทำงานของเราพยายามเน้นไปที่เรื่องของป่า กับอาชีพ เพื่อให้เกื้อหนุนกัน อย่างเช่นการเลี้ยงโคกระบือ เพราะถ้าเรามีผืนป่าอยู่แล้ว ดังนั้น คนที่เลี้ยงโคกระบือ จะต้องไปช่วยดูแลป่า ไปเป็นหูเป็นตาดูแลช่วยกันเพื่อให้เหลือป่าไว้ เลี้ยงโคกระบือ จึงต้องดูแลรักษาไว้ อีกอย่างลูกโคกระบือที่ออกมาก็ขยายให้สมาชิก แล้วก็จะได้เพื่อนขึ้นมาอีก เป็นเครือข่ายไปเรื่อยๆ

แล้วก็มีเรื่องวนเกษตร แต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างนัก เป้าหมายคือพยายามทำยังไงก็ได้ ให้ชาวบ้านลดการทำไร่ข้าวโพด ซึ่งยอมรับว่า ยังทำให้สำเร็จไม่ได้ครับ แต่กลับยิ่งเพิ่มนะพี่เพราะตอนนี้ราคาข้าวโพดดีมาก

ดังนั้น ทางออกของปัญหาการรุกป่าเพื่อปลูกข้าวโพด ถ้าจะพูดกันจริงๆ ผมคิดว่ามันแทบจะมองไม่เห็นทางออกเลยนะครับ ถ้าจากสถานการณ์ ต.อีปุ่ม มันไม่ได้อยู่ในขั้นสถานการณ์หาทางออกแล้ว มันอยู่ในสถานการณ์ที่ว่าจะเอาป่าที่เหลือนิดเดียวนี้ให้อยู่ ให้เหลือไว้ได้อย่างไร

อีกอย่างที่พยายามทำคือ เอาพวกไผ่มายึดตามริมห้วย อย่างไผ่นี้ได้ผลนะครับ ซึ่งผมของบประมาณมาจาก ส.ส.มาทำมหกรรมเรื่องฟื้นฟู เอามาลองทำดูแต่มันกลับโตและยึดตลิ่งได้จริงๆ แถมยังให้หน่อไม้ด้วย

ผลการเปลี่ยนแปลง ของ 2-3 ปี ที่เราทำงานคือ ชาวบ้านที่เห็นต่างพากันตื่นตัว เห็นบ้านหนึ่งทำได้ อีกบ้านหนึ่งก็อยากทำได้ เดี๋ยวนี้ผมไม่ต้องวิ่งไปหานะ แต่เขาจะวิ่งมาหาผม เพราะผมไม่มีเวลาไปหาเขา เพราะถ้าเขามีผู้นำหมู่บ้านที่มีวิสัยทัศน์หน่อย เขาจะวิ่งมาหาเรา เพราะป่าพอเราทำแนวเขต เอาผู้ว่าฯ มาร่วมงาน ปรากฏว่ามันทำให้ป่ายังเหลืออยู่ ก็เลยมองเห็นความสำคัญและวิ่งเข้ามาหาเรา ทำให้เราทำงานง่ายขึ้น เราเลยตั้งเป้าหมาย ไว้ว่า แต่ละหมู่บ้านเราต้องจัดการป่า ที่เป็นของตัวเองไว้ให้ได้ นี่คือเป้าหลักเลย ส่วนเป้าหมายรองก็คือ เราต้องเอาเรื่องปากท้องไปด้วยนะ ควบคู่กันไป งานผมในตอนนี้ เอาที่ป่าเหลือไว้ให้อยู่นี่ก็พอแล้วครับ เพราะตอนนี้ป่าหัวไร่ปลายนา มันหมดไปแล้วจริงๆ ยิ่งตอนนี้ราคาข้าวโพดเป็นอย่างนี้ มันเหมือนเร่งให้ชาวบ้านบุกเลย”
ดำรงศักดิ์ มะโนแก้ว วิเคราะห์ และสรุปความฝากถึงสังคมภายนอกว่า

“ผมอยากให้พวกเขา เข้ามารับรู้สถานการณ์ปัญหาตอนนี้ครับ อย่างที่ทำงานก็พยายามติดต่อดึงคนข้างนอก เข้ามารับรู้ปัญหาตรงนี้ ผมไม่หวังอะไรมาก แค่อยากให้คนข้างนอกมารับรู้ปัญหาร่วมกันครับ”


อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ

22 มกราคม 2551