35 ปี ถังแดง - ความทรงจำและความเจ็บปวดที่เงียบหาย

เป็นเวลากว่า 4 ปีแล้วที่เหตุการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังไม่มีวี่แววว่าจะสงบลง ไม่เพียงแต่ความสูญเสียที่จะได้รับโดยตรงจากความรุนแรงที่เกิดขึ้น แต่บทเรียน บาดแผล และความทรงจำที่จะถูกประทับในความคิดและความรู้สึกของผู้คนและชุมชนในสามจังหวัดคงเป็นเรื่องที่ต้องใช้การแก้ปัญหาและใช้เวลาอีกยาวนาน และยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าใดความคุ้นชินต่อความรุนแรงในสามจังหวัดก็ดูจะมีมากขึ้นตามวงรอบบนหน้าปัดนาฬิกาที่เปลี่ยนไปทุกขณะ จากเรื่องราวความสนใจบนสื่อทุกแขนง กลายเป็นความเงียบงันและเป็นเพียงชะตากรรมที่คนในพื้นที่ต้องเผชิญต่อไป

แต่นี่ไม่ใช่เหตุการณ์แรกที่เป็นความเงียบในหน้าประวัติศาสตร์ไทย กรณี “ถังแดง” ที่พัทลุงเป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ในอดีตเคยเงียบหายไป การปราบโหดของเจ้าหน้าที่รัฐด้วยการเผาลงถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ทำให้ชาวบ้านกว่า 300 คนหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย โดยเฉพาะในพื้นที่ “บ้านเกาะหลุง” ต.ลำสินธุ์ อ.ศรีนครินทร์ ที่อดีตเคยเป็นกองบัญชาการทหารส่วนหน้าและเป็นพื้นที่ปฏิบัติการ “เผาลงถัง” ที่ใหญ่ที่สุด ชาวบ้านจากหลายอำเภอในจังหวัดพัทลุงถูกส่งตัวมาขังที่ค่ายนี้และถูกส่ง “กลับบ้าน” ไปอย่างไม่มีวันกลับ

“พ่อกับแม่ถูกจับพร้อมกัน และถูกส่งมากักตัวในค่ายเกาะหลุง ทั้งสองคนถูกจับขังแยก มีคนเห็นแม่ถูกเรียกตัวออกไปวันหนึ่ง แล้วไม่เคยกลับมาอีกเลย แต่พ่อรอดออกมาได้ ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า แม่หายไปไหน ตอนที่พ่อถูกปล่อยออกมา พวกเราก็ออกตามหาว่าแม่อยู่ที่ไหน หรือถ้าตายก็ขอให้ได้ศพกลับมา ตามหาอยู่หลายปี ในที่สุดก็มาเจอชื่อแม่ที่อนุสาวรีย์ถังแดง พวกเราดีใจมาก” ชไมพร ห้วนแจ่ม และ สุนีย์ บัวแก้ว ลูกๆ ของแม่ผู้หายสาบสูญกล่าว


บริเวณที่เป็นกองบัญชาการทหารส่วนหน้าในอดีต และเป็นที่ตั้งของอุทยานประวัติศาสตร์ถังแดงในปัจจุบัน

ป้ายประชาสัมพันธ์ งานถังแดง

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2551 ได้มีการจัดงานรำลึกถังแดง ครั้งที่ 10 และครบรอบ 35 ปีของเหตุการณ์ถังแดงขึ้น ณ อุทยานประวัติศาสตร์ถังแดง ความพยายามของอดีตสหายที่เคยร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก่อให้เกิดการจัดตั้งเป็นคณะกรรมการอนุสรณ์สถานถังแดงเกิดขึ้นในการทำหน้าที่เป็นคณะทำงานเพื่อจัดงานรำลึกต่อผู้สูญเสียในเหตุการณ์ การจากไปของอดีตสหายในป่า

นายผล ศรีละมุล หนึ่งในกรรมการอุทยานประวัติศาสตร์ถังแดงเล่าให้ฟังว่า “วัตถุประสงค์ของการจัดงานถังแดงทุกปีคือ ให้ผู้รักชาติรักประชาธิปไตยได้รำลึกวีรกรรมของผู้ที่เสียสละ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิต และให้มวลมิตรสหายได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ทั้งในเรื่องอดีตและปัจจุบัน ถ้ามาที่อุทยานประวัติศาสตร์ถังแดง จะได้เรียนรู้ว่า การใช้ความรุนแรงของรัฐ แก้ปัญหาไม่ได้ เหมือนกับ 3 จังหวัดภาคใต้ตอนนี้อยากให้ชนชั้นปกครองมองให้ทะลุว่า การใช้ความรุนแรงไม่ใช่การแก้ปัญหา ที่นี่เป็นบทเรียนอันล้ำค่าที่แลกมาด้วยเลือด”

เกี่ยวกับงานถังแดง นายผลเห็นว่า “น่าจะมีการประชาสัมพันธ์ให้มากกว่าเดิม เผยแพร่ให้ผู้คนได้รับรู้มากขึ้น อยากให้คนภายนอกได้มาเรียนรู้ด้วยตนเอง สิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นวิทยาศาสตร์จะไม่มีวันสูญสลาย ยังเป็นห่วงคนรุ่นหลังอยู่ เพราะพวกเขาอาจจะไม่เข้าใจหรืออาจจะสับสนเรื่องการก่อสร้างและการจัดงานรำลึกถังแดง ว่าทำไปทำไม ขณะนี้อุทยานประวัติศาสตร์ยังคงขาดในส่วนของการสร้างหอสมุดให้มีประวัติและเอกสารเกี่ยวกับเหตุการณ์ และให้คนที่ยังมีชีวิตได้บอกเล่าให้คนรุ่นหลังต่อไป”

ในงานถังแดงนั้นนอกจากจะมีการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุในชุมชน การทำพิธีวางพวงมาลาเพื่อไว้อาลัยกับผู้สูญเสียในเหตุการณ์ ยังมีเวทีเสวนาทางการเมืองที่เป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ความเป็นไปทางการเมืองของสังคมปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ด้วยเจตนารมย์เริ่มต้นที่ดีของเหล่ากรรมการและคนในชุมชน ที่เห็นว่าอุทยานประวัติศาสตร์จะเป็นประโยชน์ต่อสังคมภายนอกในการเรียนรู้และรับรู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชน รวมทั้งการชี้ให้ผลของการใข้ความรุนแรงนั้น แต่งานถังแดงก็มีข้อบกพร่องในตัวของมันเอง


ชไมพร , สุนีย์ ร่วมกันวางพวงหรีด ให้กับแม่ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ถังแดง

ผู้ร่วมงานยืนไว้อาลัยให้ผู้สูญเสีย

“คิดว่างานถังแดงยังไม่ได้ให้ประโยชน์กับชุมชนและเหล่าอดีตสหายมากนัก เพราะกำลังเป็นห่วงว่าถ้ารุ่นเราตายไป แล้วประวัติศาสตร์เหล่านี้จะอยู่อย่างไร อุทยานประวัติศาสตร์จะขับเคลื่อนไปทางไหน งานถังแดงลืมเด็กและเยาวชน ยังมีความบกพร่องหลายเรื่อง คิดว่ายังต้องวิเคราะห์และดูกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน ว่าเราจะทำไปเพื่ออะไร และเพื่อใคร คิดว่ายังต้องจัดระเบียบและระบบความคิดของพวกเรากันเองเสียก่อน” นายอุทัย บุญดำ หนึ่งในผู้ประสานงานเครือข่ายสินธุ์แพรทอง องค์กรชุมชนของตำบลลำสินธุ์ซึ่งมีวิธีคิดและดำเนินการโดยมาจากการเรียนรู้เรื่องราวในประวัติศาสตร์ของชุมชน แสดงความเห็น

กระนั้นก็ตาม จุดเริ่มต้นสำคัญที่การจัดงานรำลึกถังแดงมีคุณูปการต่อสังคมไทยนั้นอาจจะเรียกได้ว่า เป็นการเปิดที่ทางให้กับเรื่องราวที่ถูกทำให้ลืมในหน้าประวัติศาสตร์ได้กลับมาเปล่งเสียงอีกครั้ง ว่าแต่เราจะรอให้เวลาผ่านไปนานสักแค่ไหนหรือรอให้มีอนุสาวรีย์อีกสักกี่อันที่จะทำให้สังคมได้รับรู้และเรียนรู้เรื่องเหล่านี้ที่ยังคงเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีก


30 เมษายน 2551

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org