|
"ปัญหาไทยเกรียงมันเริ่มตั้งแต่ปี 2523 ปี 2516,2520 ในระยะประมาณนี้
แต่ปี 2516 หรือ
ปี 2520 เรายังไม่สหภาพแรงงานในตอนนั้น มันเป็นการต่อสู้ของกลุ่มผู้หญิงในตอนนั้น
ผู้หญิงทั้งโรงงานเลย เขารวมตัวกันเพราะว่าหนึ่งค่าจ้างโบนัสสวัสดิการอะไรต่างๆ
นายจ้างเขาจะบัญญัติไว้เลยว่า เราจะได้ไม่เท่ากัน แต่ช่วงนั้นเราก็รวมตัวกันมาตลอด
แล้วก็ร่วมกันตั้งเป็นสหภาพแรงงานขึ้นมาในปี 2523 ช่วงก่อตั้งขึ้นมาก็ยอมรับว่าตอนแรกๆ
ยังไม่เข้มแข็งเท่าไหร่ พอเข้าปี 2524 เราก็มารวมตัวกันประท้วง
ซึ่งในช่วงนั้น จริงๆแล้วจะเรียกว่าประท้วงมันก็ไม่ใช่เพราะว่านายจ้างเขาบังคับสหภาพ
จนทำ ให้ประธานคนแรกต้องลาออกไป ขณะที่เรากำลังยื่นขอก่อตั้งสหภาพแรงงาน
ช่วงนั้น
หยุดงานไป 17 วัน ซึ่งตอนนั้นถ้าถามว่าได้ไหมสวัสดิการอะไรพวกนี้ ไม่ได้หรอก
แต่สิ่งที่ได้คือสหภาพแรงงานเป็นองค์กรของเราที่ปกป้องสิทธิของเรา
นั่นคือการเรียกร้อง
ครั้งแรกของเรา เมื่อปี 2524 แล้วหลังจากนั้นสหภาพก็มีปัญหาเรื่อยมา
ปี 2531-2533 เราเรียกร้องสวัสดิการได้มากที่สุด
ปี 2535 นายจ้างเริ่มมองสหภาพแรงงาน เริ่มไม่อยากให้อยู่ในไทยเกรียง
แล้วก็เริ่มประกาศ
การเลิกจ้าง ซึ่งก็ได้ประกาศมาเรื่อยๆ เราก็พยายามผลักดันต่อสู้เพราะระยะนั้นเทคโนโลยีเข้า
มาตลอดเลย ในฐานะขององค์กรสหภาพแรงงานก็พยายามเคลียร์หาอาสาสมัครลาออก
สำหรับคนที่มีอายุเยอะๆ ที่เขาเต็มใจออกก็ให้เขาออกไป ส่วนคนที่เหลืออยู่ก็ให้เขาไปฝึกงาน
กับหน่วยงานที่เข้ามาใหม่ แต่สิ่งที่สหภาพหนักใจที่สุดคือ คนที่อยู่วุฒิสูงสุดก็แค่
ป. 6
ซึ่งเครื่องมือเทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่ๆที่ใช้คอมพิวเตอร์อะไรพวกนี้
คุณเชื่อไหม ? นายจ้าง
ไม่ฝึกให้นั่นเป็นสิ่งที่เราลำบากใจมาก จนสหภาพต้องขอไปฝึกด้วยตนเองคนหนึ่ง
แล้วให้เขากลับมาสอนพวกเรากันเอง บางทีถ้ามีภาษาอังกฤษ ก็จะบอกว่าอย่าไปจำเยอะ
จำแต่ตัวหน้าก็พอ เราฝึกกันจนสามารถให้คนที่จบ ป.4 ทำคอมพิวเตอร์ได้
ก็มาปี2536 นายจ้างก็ประกาศเลิกจ้างครั้งใหญ่ที่สุด 370 กว่าคน ก็มีผู้นำสหภาพอยู่ด้วย
7 คน ใน
จำนวนนั้น
ซึ่งถ้าถามว่าชนะไหม มันก็ไม่เชิงคะ
เพราะเราสูญเสียคนงานไปมาก และที่ผ่านๆ มาเขาบีบสหภาพแรงงานให้ลาออกตลอดเวลา
แต่เราก็ได้พลังมวลชนของสมาชิกที่เข้มแข็ง
มาก เราให้การศึกษาแก่สมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง ตลอด อย่างน้อยก็มีปัญหาเมื่อปี
2536 ถ้าถามว่าชนะไหม แพ้ไหม ซึ่งสิ่งที่เราภูมิใจก็คือคนงานที่ถูกประกาศเลิกจ้าง
ไม่ต้องออกงานแต่เราพยายามหาอาสาสมัครแรงงานสับเปลี่ยนกันฝึกงาน เพราะไทยเกรียงเขามีการเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรใหม่ๆ
ทุกปี และเมื่อมีเครื่องจักรใหม่
เข้ามา เขาก็จะประกาศเลิกจ้างแรงงาน ก็เลยกลายเป็นข้ออ้างที่จะปลดพนักงาน
ที่นี้เราพยายามวิ่งเต้นให้สหภาพแรงงานไปอยู่ทุกหน่วยงานเพื่อคอยรองรับคนงานที่จะ
ถูกย้ายไป แล้วไม่เป็นงาน เราก็อาศัยสหภาพแรงงานเป็นคนฝึกหรือพัฒนาฝีมือแรงงานให้
เหตุการณ์ครั้งล่าสุดก็คงจะเริ่มจากปี
2537 ที่บีบีซี โดยคุณราเกซ สักเสนา มาเทคโอเวอร์
ไทยเกรียง ประมาณ 2 พันล้านกว่าบาท ซึ่งตั้งแต่ช่วงนั้นมาเราเริ่มวิกฤติมีปัญหากันมาตลอด
เราไม่ได้รับการปรับค่าจ้าง ไม่ได้โบนัส มาตลอด 4 ปี และ 4 ปีที่วิกฤตินี่
เราต้องลดค่าจ้างลง
10% 40 % 60% มาตลอด แล้วแต่ลำดับค่าจ้างของแต่ละคน จนมาถึง ปี 2542
เดือน
พฤษภาคม คุณโส เย็นดวงฤดี ก็เข้ามาเทคโอเวอร์ไทยเกรียงอีกครั้ง จาก
บลส.ประมาณ 20
กว่าล้านบาท แต่ก็รับหนี้จากแบงค์กรุงเทพไป 600 กว่าล้านบาท และในช่วงนั้นคุณโส
จะบริหารกิจการได้กำไรนะคะ เพราะว่าเราเห็นมีการฉลองเมื่อยอดทะลุเป้าอยู่เรื่อยๆ
ทุก
เดือน จึงทำให้เรารู้ว่าโรงงานมีกำไรแล้ว มาเดือนมกราคม 2543 เราก็ทำหนังสือขอทวง
สัญญา เพราะช่วงนั้นยังไม่ได้เรียกร้อง ก็ทำหนังสือขอคุยกับคุณโสผ่านทางคุณมังกร
ผู้จัดการ
โรงงาน คุณโสก็แจ้งมาว่า เขาไม่คุย ซึ่งก็เป็นช่วงที่ทางโรงงานหมดสัญญาจ้างที่ทำอยู่เดิม
คือเดือนกุมภาพันธ์ จึงยื่นข้อเรียกร้อง แล้วก็มีการเจรจา ซึ่งเราเจรจาจนกระทั่ง
เราไม่อยาก
จะหยุดงาน ก็ขอว่า งั้นขึ้นให้เราสัก 3 บาท 4 บาท สมมติว่าเราได้ 8
บาท ตามข้อตกลงนะ ทางโรงงานจะให้เราเดือนละบาท หรือ 2 เดือน 3 เดือน
บาทก็ได้ แล้วแต่ตกลง โบนัสไม่
มีผ่อนก็ได้ เพราะสมัยฝรั่งเขายังมีการผ่อนให้
ส่วนเงื่อนไขที่สหภาพขอหรือเรียกร้องจริงๆ
ก็มี
1.เงินขึ้น 3 ขีด ก็มีสูงสุด 8 บาท
9 บาท 10 บาท
2.ขอโบนัสเพิ่มจากเดิม จาก 45 แรง เป็น
60 แรง
3.ขอสวัสดิการอันเดิมที่เคยใช้ เราขอกลับไปใช้เหมือนเดิม
แต่การเจรจาก็ไม่มีผลสำเร็จ เราพยายามพูดคุยมาก
จนสุดท้ายเราก็เลยต้องหยุดงาน
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2543 ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งครบรอบ 1 ปี เมื่อไม่กี่วันนี้เอง
ตั้งแต่นั้น
มาก็กลายเป็นจุดหักมาตลอด จนถึงวันนี้ มียังไม่เสียงตอบกลับมาแต่อย่างใดเลย
แม้แต่รัฐบาล
ก็ไม่มีการออกมาพูดถึงทางออกให้มันชัดเจน ไม่มีแม้กระทั่งอำนาจที่จะเรียกกลุ่มนายจ้าง
มาคุยมาต่อรองให้กับกลุ่มแรงงาน ไทยเกรียง
กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม แต่ก็ทำแบบไม่เต็มกำลัง
ส่วนทางเราก็ไปปรึกษากับ
ทางสภาทนายความ ซึ่งก็ได้ข้อสรุปว่า ถ้านายจ้างละเมิด ทางกระทรวงแรงงานและสวัสดิการ
สังคมต้องฟ้องนายจ้างแทนผู้ใช้แรงงาน เพราะเป็นคำสั่งของรัฐมนตรี เรื่องนี้ทางกระทรวง
รู้มาตลอด ว่าต้องทำงานช่วยผู้ใช้แรงงาน
ชีวิตคนงานไทยเกรียงตอนนี้ ก็ยังต้องสู้ทนอีกมาก
บางกลุ่มก็กลับไปทำไร่ทำนา บางส่วน
ก็หาอาชีพเสริมเช่นทำสวนเล็กๆ บางคนก็กลับไปสู่โรงงานเล็กๆ ซึ่งพวกที่กลับไปสู่โรงงาน
เล็กๆนี่จะเจอปัญหามากคือหนึ่งนายจ้างจะส่งชื่อคนงานไทยเกรียงไปตามโรงงาน
ต่างๆ จนในอำเภอพระประแดงมีเพียง 3 โรงงานที่รับคนงานไทยเกรียงเข้าทำงาน
นอกนั้นทุกโรงงานประกาศออกมาเลยว่า ไม่รับ เพราะนายจ้างเขามองว่าเป็นคนที่หัวแข็ง
หัวรุนแรง ไปอยู่ที่ไหนก็มักจะมีปัญหา
ทางเราเคยพยายามให้หน่วยงานของรัฐช่วยออกมารับรองให้คนงานไทยเกรียงได้เข้า
ทำงานที่อื่นได้ คือพยายามให้รัฐปลด backlist ตัวนี้ออก เพื่อให้คนงานไทยเกรียงสามารถ
หางาน หรือกลับเข้าทำงานได้ อีกอย่างที่เราพยายามทำเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกันคืออาชีพอิสระ
เรียนนวดแผนโบราณ หรือกลุ่มที่อยู่ใต้ถุนกระทรวงก็ร้อยลูกปัดขายบ้าง
ทำน้ำยาซักผ้าขายบ้าง พอให้รอดไปวันๆ บางส่วนก็ไปรับจ้างล้างจานบ้าง
เพื่อให้ได้เงินมา ก็มารวมกินอยู่ด้วยกัน
ใต้ถุนกระทรวง
ตอนนี้ที่ยังรวมตัวปักหลักสู้อยู่ใต้ถุนกระทรวงก็
60 คน และอยู่ที่เต้นหน้าโรงงานอีกประมาณ
40-50 คน เพราะเราไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนกัน อีกทั้งเป็นผู้หญิงเสียส่วนใหญ่
อายุก็ราวๆ 40-50
กันทั้งนั้น ต่างก็มีภาระ มีครอบครัวกันเกือบหมด ซึ่งต่างก็ทำงานมาร่วม
20 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่
ปี 2513-14
ถึงวันนี้ความคาดหวังในการต่อสู้ของเรา
แทบจะมองไม่เห็นผลสำเร็จเลย ส่วนสหภาพ
ก็พยายามจะผลักให้คนงานได้เข้าทำงาน หรือถ้าหากไม่ได้ ตอนนี้มันก็นานแล้ว
ก็อยาก
ให้นายจ้างช่วยจ่ายค่าชดเชยให้เขาตามกฎหมายด้วย เขาจะได้มีทุน มีเงินไปประกอบอาชีพ
ใหม่ ได้บ้าง ซึ่งถ้าคำนวณตามกฎหมายของคนไทยเกรียงนี่สูงสุดก็ 6 หมื่นบาท
ส่วนบางคน
ที่ทำงานได้ไม่กี่ปี เงินเดือนน้อยก็รับน้อยลงไปตามค่าแรง แต่ถ้ามองรวมๆ
แล้ว ค่าชดเชย
ของคนงานไทยเกรียงน้อยมาก เขาน่าจะชดใช้ได้ ส่วนทางสภาทนายความเขารับเรื่องไว้แล้ว
และจะพยายามหาทางช่วยเหลือในทางกฎหมายต่อไปอยู่ เราก็เลยได้แต่รอต่อไป"
อุบล ร่มโพธิ์ทอง
กรรมการสหภาพแรงงานไทยเกรียง |