ฟังเสียงแรงงานไทยเกรียง"เสียงที่ไร้คนได้ยิน"

ครบรอบหนึ่งปีสหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียง ประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ยาวนาน ซึ่งบัดนี้เงียบหายไปจากหน้าข่าว
ของสื่อหลัก แต่ถึงแม้จะเงียบหายไปอย่างไร ชีวิตชาวไทยเกรียงยังอยู่ และที่สำคัญยังยืนหยัดสู้ไม่ท้อถอย...
สู้ในสภาวะกลางบทสรุปที่น่าเศร้า ที่ไม่มีวี่แววความเห็นใจจากนายจ้าง ไม่มีวี่แววการใส่ใจจากหน่วยงานของรัฐ แม้กระทั้งหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ช่วยเหลือผู้ใช้แรงงานโดยตรง ก็ยังไร้คำตอบให้แก่ชาวไทยเกรียง

บทสุดท้ายชีวิตผู้ใช้แรงงานไทยก็ยังไม่มีกฎหมายแรงสัมพันธ์ที่ยืนเคียงข้างและให้ความคุ้มครองแรงงานไทยได้กับ
ค่าชดเชยสูงสุดเพียง 6 หมื่นบาท เท่านั้นเอง

สำนักข่าว thaingo คือสื่อเล็กๆที่นำเสนอข่าวภาคประชาชนและองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อผลักเสียงสะท้อนจาก
ปัญหา ข้อเท็จจริงและแนวทางแก้ไขจากถ้อยคำที่พรั่งพรู ให้กับทีมข่าว thaingo รับฟังในครั้งนี้
จากคุณอุบล ร่มโพธิ์ทอง กรรมการสหภาพแรงงานไทยเกรียง ถึงที่มาที่ไปของการต่อสู้เพื่อผู้ใช้แรงงานใน
โรงงานไทยเกรียง พร้อมทั้งกล่าวถึงสภาพชีวิตชาวไทยเกรียงที่ยังขาดงานทำและเงินชดเชย เขาอยู่เลี้ยงชีพกันอย่างไร
จนถึงบัดนี้ ทั้งๆ ที่ยังต่อสู้ ทั้งๆ ที่ไร้งานและเหลียวแลจากนายจ้างและรัฐบาล

จากนั้น สำนักข่าว thaingo ยังได้รับการให้สัมภาษณ์จากนักพัฒนาเอกชนองค์กรแรงงาน มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน
คุณภารัตน์ ณ นคร
ที่ออกมาแสดงความเสียใจต่อขบวนการแรงงานไทย


ย้อนรอย
บนเส้นทางการต่อสู้ของคนงานไทยเกรียง !


บริษัทไทยเกรียงสิ่งทอ จำกัด (มหาชน) มีโรงงานทำการผลิตตั้งอยู่ เลขที่ 33 ถนนสุขสวัสดิ์
อำเภอพระประแดง จ.สมุทรปราการ 10130 ก่อตั้งเมื่อปี 2503 เปลี่ยนเป็นบริษัทมหาชน
เมื่อปี 2537 ในช่วงปี 2540-2541 เป็นช่วงที่บริษัทมีผลผลิตตกต่ำ บริษัทสั่งให้คนงาน
หยุดงานมากกว่าครึ่งหนึ่ง สหภาพแรงงานได้ยินยอมประนีประนอมโดยยอมรับค่าจ้างเพียง 60%
และสหภาพแรงงานก็ไม่เคยยื่นข้อเรียกร้อง หรือเรียกร้องสวัสดิการใดๆ เพิ่ม เพราะเข้าใจถึง
สถานะของบริษัทฯ

คนงานส่วนใหญ่ 90% เป็นคนงานหญิง อายุมาก 40-50 ปี และเป็นคนที่ทำงานมาเฉลี่ย
15-20 ปี นับได้ว่าทำงานกับโรงงานไทยเกรียงมานาน

จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2543 สหภาพแรงงานเห็นว่าบริษัทฯมียอดขายเพิ่มขึ้นและได้กำไร
แล้ว มีการชื้อเครื่องจักรใหม่เข้ามา รวมถึงเปิดขยายโรงงานจึงยื่นข้อเรียกร้อง 3 ข้อ
ต่อบริษัทฯคือ

1.ขอให้บริษัทปรับค่าจ้างประจำปีให้กับลูกจ้างโดยจัดเกรด 3 เกรด ดังนี้
เกรด A ปรับเพิ่ม 10 บาท /คน/วัน เกรด B ปรับเพิ่ม 9 บาท/คน/วัน
เกรด C
ปรับเพิ่ม 8 บาท/คน/วัน

2.ขอให้บริษัทจ่ายเงินโบนัสประจำปีคนละ 60 แรง/คน/ปี

3.สภาพการจ้างและสวัสดิการที่ไม่ได้ขอเปลี่ยนแปลงขอให้คงเดิม

ข้อเรียกร้องสวนทางจากนายจ้างไทยเกรียง มี 3 ข้อ คือ

การพิจารณาขึ้นค่าจ้างประจำปี และการจ่ายโบนัส ให้อยู่ในดุลพินิจของบริษัทฯ บริษัทฯขอ
ปรับปรุงสภาพการจ้างและสวัสดิการการต่างๆที่เคยให้ไว้ใหม่ ระยะเวลาของข้อตกลง
สภาพการจ้างปี 2543ให้มีผลบังคับให้เป็นระยะเวลา 3 ปี ข้อเรียกร้องที่นายจ้างยื่นสวนมา
เป็นข้อเรียกร้องที่จงใจท้าทายสหภาพแรงงาน และเป็นการที่ลดเครดิตสหภาพแรงงาน


นับตั้งแต่หยุดงานการต่อสู้ของคนงานไทยเกรียงมาจนถึงปัจจุบันนี้เป็นเวลา 1 ปี เต็ม
คนงานไทยเกรียงได้เริ่มประท้วงอยู่หน้าโรงงานตั้งแต่ วันที่ 17 กรกฎาคม - 1 สิงหาคม
2543 กลุ่มคนงานได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน

ส่วนหนึ่ง ยังคงอยู่ต่อที่หน้าโรงงานอีกส่วนหนึ่งได้ย้ายไปอยู่ที่หน้าทำเนียบเพื่อเป็นการวาง
ยุทธศาสตร์การต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลเข้าแก้ปัญหา คนงาน ไทยเกรียง ตั้งกลุ่มประท้วง
อยู่หน้าทำเนียบ วันที่ 2 สิงหาคม – 26 ตุลาคม 2543 ช่วงที่อยู่ที่หน้าทำเนียบคนงาน
ไทยเกรียงนอนอยู่ริมถนน ส่งผลต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก ตอนหลังได้มีย้ายกลุ่มที่ประท้วง
ไปที่ใต้ถุนกระทรวงแรงงาน และสวัสดิการสังคม เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2543 – จนถึง
ปัจจุบัน ตอนนี้เป็นเวลา 1 ปี เต็มกับการต่อสู้ของคนงานไทยเกรียง


คนงานไทยเกรียงวันนี้… ยังคงต่อสู้อยู่ใต้ถุนกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
วันนี้ของไทยเกรียง ต้องกลายมาเป็นคนงานรับจ้างทั่วไป ไม่มีอนาคต ไม่รู้ชะตากรรม
เหนือสิ่งอื่นใดคนงานไทยเกรียงส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงและอายุมาก เป็นแรงงาน
ไม่มีฝีมือ ซึ่งบัดนี้ คนงานไทยเกรียงได้มีการฝึกอาชีพหลายๆ อย่างเพื่อเลี้ยงปากท้อง
ตัวเอง เช่น กลุ่มร้อยลูกปัด กลุ่มผลิตน้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน กลุ่มนวดแผนโบราณ
หรือคนงานที่รับจ้างรายวัน ทั้งนี้เพื่อที่จะให้มีชีวิตอยู่รอดในวันนี้ต่อไปได้....

มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน

 


"ปัญหาไทยเกรียงมันเริ่มตั้งแต่ปี 2523 ปี 2516,2520 ในระยะประมาณนี้ แต่ปี 2516 หรือ
ปี 2520 เรายังไม่สหภาพแรงงานในตอนนั้น มันเป็นการต่อสู้ของกลุ่มผู้หญิงในตอนนั้น ผู้หญิงทั้งโรงงานเลย เขารวมตัวกันเพราะว่าหนึ่งค่าจ้างโบนัสสวัสดิการอะไรต่างๆ นายจ้างเขาจะบัญญัติไว้เลยว่า เราจะได้ไม่เท่ากัน แต่ช่วงนั้นเราก็รวมตัวกันมาตลอด
แล้วก็ร่วมกันตั้งเป็นสหภาพแรงงานขึ้นมาในปี 2523 ช่วงก่อตั้งขึ้นมาก็ยอมรับว่าตอนแรกๆ ยังไม่เข้มแข็งเท่าไหร่ พอเข้าปี 2524 เราก็มารวมตัวกันประท้วง

ซึ่งในช่วงนั้น จริงๆแล้วจะเรียกว่าประท้วงมันก็ไม่ใช่เพราะว่านายจ้างเขาบังคับสหภาพ
จนทำ ให้ประธานคนแรกต้องลาออกไป ขณะที่เรากำลังยื่นขอก่อตั้งสหภาพแรงงาน ช่วงนั้น
หยุดงานไป 17 วัน ซึ่งตอนนั้นถ้าถามว่าได้ไหมสวัสดิการอะไรพวกนี้ ไม่ได้หรอก แต่สิ่งที่ได้คือสหภาพแรงงานเป็นองค์กรของเราที่ปกป้องสิทธิของเรา นั่นคือการเรียกร้อง
ครั้งแรกของเรา เมื่อปี 2524 แล้วหลังจากนั้นสหภาพก็มีปัญหาเรื่อยมา

ปี 2531-2533 เราเรียกร้องสวัสดิการได้มากที่สุด
ปี 2535 นายจ้างเริ่มมองสหภาพแรงงาน เริ่มไม่อยากให้อยู่ในไทยเกรียง แล้วก็เริ่มประกาศ
การเลิกจ้าง ซึ่งก็ได้ประกาศมาเรื่อยๆ เราก็พยายามผลักดันต่อสู้เพราะระยะนั้นเทคโนโลยีเข้า
มาตลอดเลย ในฐานะขององค์กรสหภาพแรงงานก็พยายามเคลียร์หาอาสาสมัครลาออก สำหรับคนที่มีอายุเยอะๆ ที่เขาเต็มใจออกก็ให้เขาออกไป ส่วนคนที่เหลืออยู่ก็ให้เขาไปฝึกงาน กับหน่วยงานที่เข้ามาใหม่ แต่สิ่งที่สหภาพหนักใจที่สุดคือ คนที่อยู่วุฒิสูงสุดก็แค่ ป. 6

ซึ่งเครื่องมือเทคโนโลยีที่เข้ามาใหม่ๆที่ใช้คอมพิวเตอร์อะไรพวกนี้ คุณเชื่อไหม ? นายจ้าง
ไม่ฝึกให้นั่นเป็นสิ่งที่เราลำบากใจมาก จนสหภาพต้องขอไปฝึกด้วยตนเองคนหนึ่ง แล้วให้เขากลับมาสอนพวกเรากันเอง บางทีถ้ามีภาษาอังกฤษ ก็จะบอกว่าอย่าไปจำเยอะ
จำแต่ตัวหน้าก็พอ เราฝึกกันจนสามารถให้คนที่จบ ป.4 ทำคอมพิวเตอร์ได้ ก็มาปี2536 นายจ้างก็ประกาศเลิกจ้างครั้งใหญ่ที่สุด 370 กว่าคน ก็มีผู้นำสหภาพอยู่ด้วย 7 คน ใน
จำนวนนั้น

ซึ่งถ้าถามว่าชนะไหม มันก็ไม่เชิงคะ เพราะเราสูญเสียคนงานไปมาก และที่ผ่านๆ มาเขาบีบสหภาพแรงงานให้ลาออกตลอดเวลา แต่เราก็ได้พลังมวลชนของสมาชิกที่เข้มแข็ง
มาก เราให้การศึกษาแก่สมาชิกมาอย่างต่อเนื่อง ตลอด อย่างน้อยก็มีปัญหาเมื่อปี 2536 ถ้าถามว่าชนะไหม แพ้ไหม ซึ่งสิ่งที่เราภูมิใจก็คือคนงานที่ถูกประกาศเลิกจ้าง ไม่ต้องออกงานแต่เราพยายามหาอาสาสมัครแรงงานสับเปลี่ยนกันฝึกงาน เพราะไทยเกรียงเขามีการเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรใหม่ๆ ทุกปี และเมื่อมีเครื่องจักรใหม่
เข้ามา เขาก็จะประกาศเลิกจ้างแรงงาน ก็เลยกลายเป็นข้ออ้างที่จะปลดพนักงาน ที่นี้เราพยายามวิ่งเต้นให้สหภาพแรงงานไปอยู่ทุกหน่วยงานเพื่อคอยรองรับคนงานที่จะ
ถูกย้ายไป แล้วไม่เป็นงาน เราก็อาศัยสหภาพแรงงานเป็นคนฝึกหรือพัฒนาฝีมือแรงงานให้

เหตุการณ์ครั้งล่าสุดก็คงจะเริ่มจากปี 2537 ที่บีบีซี โดยคุณราเกซ สักเสนา มาเทคโอเวอร์
ไทยเกรียง ประมาณ 2 พันล้านกว่าบาท ซึ่งตั้งแต่ช่วงนั้นมาเราเริ่มวิกฤติมีปัญหากันมาตลอด เราไม่ได้รับการปรับค่าจ้าง ไม่ได้โบนัส มาตลอด 4 ปี และ 4 ปีที่วิกฤตินี่ เราต้องลดค่าจ้างลง
10% 40 % 60% มาตลอด แล้วแต่ลำดับค่าจ้างของแต่ละคน จนมาถึง ปี 2542 เดือน
พฤษภาคม คุณโส เย็นดวงฤดี ก็เข้ามาเทคโอเวอร์ไทยเกรียงอีกครั้ง จาก บลส.ประมาณ 20
กว่าล้านบาท แต่ก็รับหนี้จากแบงค์กรุงเทพไป 600 กว่าล้านบาท และในช่วงนั้นคุณโส
จะบริหารกิจการได้กำไรนะคะ เพราะว่าเราเห็นมีการฉลองเมื่อยอดทะลุเป้าอยู่เรื่อยๆ ทุก
เดือน จึงทำให้เรารู้ว่าโรงงานมีกำไรแล้ว มาเดือนมกราคม 2543 เราก็ทำหนังสือขอทวง
สัญญา เพราะช่วงนั้นยังไม่ได้เรียกร้อง ก็ทำหนังสือขอคุยกับคุณโสผ่านทางคุณมังกร ผู้จัดการ
โรงงาน คุณโสก็แจ้งมาว่า เขาไม่คุย ซึ่งก็เป็นช่วงที่ทางโรงงานหมดสัญญาจ้างที่ทำอยู่เดิม คือเดือนกุมภาพันธ์ จึงยื่นข้อเรียกร้อง แล้วก็มีการเจรจา ซึ่งเราเจรจาจนกระทั่ง เราไม่อยาก
จะหยุดงาน ก็ขอว่า งั้นขึ้นให้เราสัก 3 บาท 4 บาท สมมติว่าเราได้ 8 บาท ตามข้อตกลงนะ ทางโรงงานจะให้เราเดือนละบาท หรือ 2 เดือน 3 เดือน บาทก็ได้ แล้วแต่ตกลง โบนัสไม่
มีผ่อนก็ได้ เพราะสมัยฝรั่งเขายังมีการผ่อนให้

ส่วนเงื่อนไขที่สหภาพขอหรือเรียกร้องจริงๆ ก็มี

1.เงินขึ้น 3 ขีด ก็มีสูงสุด 8 บาท 9 บาท 10 บาท

2.ขอโบนัสเพิ่มจากเดิม จาก 45 แรง เป็น 60 แรง

3.ขอสวัสดิการอันเดิมที่เคยใช้ เราขอกลับไปใช้เหมือนเดิม

แต่การเจรจาก็ไม่มีผลสำเร็จ เราพยายามพูดคุยมาก จนสุดท้ายเราก็เลยต้องหยุดงาน
เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2543 ที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งครบรอบ 1 ปี เมื่อไม่กี่วันนี้เอง ตั้งแต่นั้น
มาก็กลายเป็นจุดหักมาตลอด จนถึงวันนี้ มียังไม่เสียงตอบกลับมาแต่อย่างใดเลย แม้แต่รัฐบาล
ก็ไม่มีการออกมาพูดถึงทางออกให้มันชัดเจน ไม่มีแม้กระทั่งอำนาจที่จะเรียกกลุ่มนายจ้าง
มาคุยมาต่อรองให้กับกลุ่มแรงงาน ไทยเกรียง

กระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม แต่ก็ทำแบบไม่เต็มกำลัง ส่วนทางเราก็ไปปรึกษากับ
ทางสภาทนายความ ซึ่งก็ได้ข้อสรุปว่า ถ้านายจ้างละเมิด ทางกระทรวงแรงงานและสวัสดิการ
สังคมต้องฟ้องนายจ้างแทนผู้ใช้แรงงาน เพราะเป็นคำสั่งของรัฐมนตรี เรื่องนี้ทางกระทรวง
รู้มาตลอด ว่าต้องทำงานช่วยผู้ใช้แรงงาน

ชีวิตคนงานไทยเกรียงตอนนี้ ก็ยังต้องสู้ทนอีกมาก บางกลุ่มก็กลับไปทำไร่ทำนา บางส่วน
ก็หาอาชีพเสริมเช่นทำสวนเล็กๆ บางคนก็กลับไปสู่โรงงานเล็กๆ ซึ่งพวกที่กลับไปสู่โรงงาน
เล็กๆนี่จะเจอปัญหามากคือหนึ่งนายจ้างจะส่งชื่อคนงานไทยเกรียงไปตามโรงงาน
ต่างๆ จนในอำเภอพระประแดงมีเพียง 3 โรงงานที่รับคนงานไทยเกรียงเข้าทำงาน นอกนั้นทุกโรงงานประกาศออกมาเลยว่า ไม่รับ เพราะนายจ้างเขามองว่าเป็นคนที่หัวแข็ง
หัวรุนแรง ไปอยู่ที่ไหนก็มักจะมีปัญหา

ทางเราเคยพยายามให้หน่วยงานของรัฐช่วยออกมารับรองให้คนงานไทยเกรียงได้เข้า
ทำงานที่อื่นได้ คือพยายามให้รัฐปลด backlist ตัวนี้ออก เพื่อให้คนงานไทยเกรียงสามารถ
หางาน หรือกลับเข้าทำงานได้ อีกอย่างที่เราพยายามทำเลี้ยงปากเลี้ยงท้องกันคืออาชีพอิสระ เรียนนวดแผนโบราณ หรือกลุ่มที่อยู่ใต้ถุนกระทรวงก็ร้อยลูกปัดขายบ้าง ทำน้ำยาซักผ้าขายบ้าง พอให้รอดไปวันๆ บางส่วนก็ไปรับจ้างล้างจานบ้าง เพื่อให้ได้เงินมา ก็มารวมกินอยู่ด้วยกัน
ใต้ถุนกระทรวง

ตอนนี้ที่ยังรวมตัวปักหลักสู้อยู่ใต้ถุนกระทรวงก็ 60 คน และอยู่ที่เต้นหน้าโรงงานอีกประมาณ
40-50 คน เพราะเราไม่รู้จะไปอยู่ที่ไหนกัน อีกทั้งเป็นผู้หญิงเสียส่วนใหญ่ อายุก็ราวๆ 40-50
กันทั้งนั้น ต่างก็มีภาระ มีครอบครัวกันเกือบหมด ซึ่งต่างก็ทำงานมาร่วม 20 กว่าปีแล้ว ตั้งแต่
ปี 2513-14

ถึงวันนี้ความคาดหวังในการต่อสู้ของเรา แทบจะมองไม่เห็นผลสำเร็จเลย ส่วนสหภาพ
ก็พยายามจะผลักให้คนงานได้เข้าทำงาน หรือถ้าหากไม่ได้ ตอนนี้มันก็นานแล้ว ก็อยาก
ให้นายจ้างช่วยจ่ายค่าชดเชยให้เขาตามกฎหมายด้วย เขาจะได้มีทุน มีเงินไปประกอบอาชีพ
ใหม่ ได้บ้าง ซึ่งถ้าคำนวณตามกฎหมายของคนไทยเกรียงนี่สูงสุดก็ 6 หมื่นบาท ส่วนบางคน
ที่ทำงานได้ไม่กี่ปี เงินเดือนน้อยก็รับน้อยลงไปตามค่าแรง แต่ถ้ามองรวมๆ แล้ว ค่าชดเชย
ของคนงานไทยเกรียงน้อยมาก เขาน่าจะชดใช้ได้ ส่วนทางสภาทนายความเขารับเรื่องไว้แล้ว และจะพยายามหาทางช่วยเหลือในทางกฎหมายต่อไปอยู่ เราก็เลยได้แต่รอต่อไป"

อุบล ร่มโพธิ์ทอง
กรรมการสหภาพแรงงานไทยเกรียง




"จริงๆ แล้วอยากบอกว่า สหภาพแรงงานสิ่งทอไทยเกรียง เป็นประวัติวัติศาสตร์การต่อสู้ของแรงงาน
เลยก็ว่าได้ ก่อนที่จะพูดถึง รัฐ ถึงนายจ้าง ก็อดไม่ได้ที่พูดถึงกลุ่มแรงงาน ในรูปของขบวนการทำงาน เพราะการต่อสู้ของคนไทยเกรียงถูกขบวนการแรงงานยกมาเป็นกรณีศึกษาเป็นตัวอย่างตลอดมา
เพราะว่าเมื่อปี 2536 คนงานไทยเกรียงบุกยึดเครื่องจักร ยึดโรงงาน เมื่อคราวต่อสู้กับนายจ้าง แล้วมาก็ถูกอ้างอิงในการต่อสู้ในประวัติศาสตร์ พูดถึงไทยเกรียงว่ามีความเข้มแข็งในการต่อสู้มาก จนนายจ้างต้องยอมให้แก่คนงาน ซึ่งมันตรงกับภาวะวิกฤติทางเศรษฐกิจในขณะนั้นที่นายจ้างพยายามปรับลดหรือเลิกจ้าง เพื่อแก้ปัญหา
วิกฤติ ทำให้คนงานอย่างเช่น ไทยเกรียงซึ่งไม่ยอม เพราะคิดว่าตนทำงานที่นี่มาตั้งแต่อายุ 15-16 ปี
จนอายุ 40 กว่าปีแล้ว การจะมาเลิกจ้างอย่างนี้มันไม่เป็นธรรม ก็เลยสู้ และก็ได้ชัยชนะ จากนั้นจึงเป็นแบบอย่างเรื่อยมา

ซึ่งผลจากการต่อสู้ในครั้งนี้ คิดว่ามีทั้งข้อดีข้อเสีย

ข้อเสียคือ ทำให้แรงงานสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้าง หมางใจกันมากขึ้นเพราะนายจ้าง
รู้สึกว่าเสียหน้า และก็ระแวงลูกจ้าง และระบบแรงงานสัมพันธ์ของไทยเกรียงมันได้สูญเสียไปแล้ว ซึ่งก็เกิดขึ้นไปทุกๆโรงงาน ที่สำคัญชื่อไทยเกรียงถูก pro ออกไปแล้วในขบวนการแรงงานไทยทั้งๆ ที่การต่อสู้ของแรงงาน เมื่อต่อรองจบก็คือจบ แต่นายจ้างกลับไม่เป็นอย่างนั้น

ข้อดีคือ ไทยเกรียงเป็นชนวนให้กลุ่มแรงงานองค์กรอื่นๆ ลุกขึ้นมาสู้ หรือกล้าที่จะต่อสู้มากขึ้น โดยเฉพาะการยึดโรงงานเป็นประเด็นที่ทำให้แรงงานสิ่งทอสนใจมาก เพราะพวกเขาเป็นแรงงาน
แบบคุมเครื่อง ใช้แรงงานมาก

ปัญหาของสหภาพแรงงานไทยเกรียงส่วนอื่นๆ ก็มีอีกเหมือนกัน เช่น นายจ้างได้ส่งหนังสือเวียนไป
ตามโรงงานต่างๆ เพื่อไม่ให้รับคนงานไทยเกรียงเข้าทำงาน ซึ่งเคยมีองค์กรแรงงานที่เป็นพันธมิตร
กัน ออกมาช่วยเคลื่อนไหวบ้าง แต่เขาไม่สามารถจะทำได้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งขบวนการขับ
เคลื่อนระหว่างกลุ่มผู้นำแรงงานกันเองก็ขาดการสอดประสานร่วมมือกันที่ดีพอ

ฉะนั้นไทยเกรียงวันนี้ แทบจะไม่มีทางประสบชัยชนะได้เลย เพราะแรงงานไทยเกรียงที่ออก
ไปตอนนี้หลายคนไม่อยากกลับไปอีกแล้วทุกคนท้อและก็หันหน้าต่อสู้ชีวิตใหม่ไปแล้ว บางคนรู้สึกเข็ดหลาบกับการเป็นลูกจ้างไปเลย ซึ่งก็สะท้อนผลพวงให้แรงงานในกลุ่มอื่นๆ เริ่มรู้สึกกลัวและก็ขาดความกล้ามากขึ้น ตรงนี้ก็มีเหมือนกัน หลายกลุ่มหันมามองตัวเอง
แล้วก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขของนายจ้างมากขึ้น ส่วนสหภาพอื่นๆ ที่เข้มแข็งมากพอก็คิดอยู่แต่ใน
ประเด็นของตัวเอง แล้วก็แยกตัวห่างออกไปมากขึ้น

ดังนั้นถึง วันนี้แล้ว ก็อยากกล่าวสั้นๆแต่เพียงว่าขบวนการแรงงานไทยเขาสูญเสียมาก สูญเสีย
กำลังหลัก สูญเสียฐาน อีกทั้งการจบของแรงงานไทยเกรียงไม่ควรลงเอยอย่างนี้ ซึ่งมันไม่เหมาะสมกับการต่อสู้ที่ผ่านๆ มา ที่เขาเสียสละจนได้เป็นบทเรียน"

ภารัตน์ ณ นคร
มูลนิธิอารมณ์ พงศ์พงัน


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org