|
สรุปข่าวและข้อเสนอแนะบนพื้นที่
ThaiNGO.org ตลอดปี 2550
ขณะนี้เงาร่างการจัดรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของ นายสมัคร สุนทรเวช
หัวหน้าพรรคพลังประชาชน กำลังเข้ารูปเข้ารอย ซึ่งประชาชนคนไทยก็จะได้ยลโฉมฝีไม้ลายมือนายกรัฐมนตรีคนใหม่
คนที่ 25 กันเสียทีว่าจะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคมและความรุนแรงต่างๆ
โดยเฉพาะในพื้นที่ 3 จังหวัดใต้ได้หรือไม่
ทีมงาน
ไทยเอ็นจีโอ ได้ประมวลเหตุการณ์ที่ได้ลงพื้นที่ทำข่าว
รับฟังปัญหามาสรุปและนำเสนอเป็นอีกแนวทางในการวางนโยบายแก้ไขปัญหา
คือ
1. กรณีการเมือง ณ ท้องสนามหลวงและกรณีอื่นๆ รัฐบาลต้องให้ความสนใจในการพัฒนาการเมือง
โดยไปเน้นที่ฐานการเมืองระดับปัจเจก ชุมชน หรือฐานการเมืองในระดับล่าง
พร้อมสร้างความเข้มแข็งระดับฐานและโครงข่ายสิทธิที่จะตระหนักถึงพลังและบทบาทกลุ่ม
หรือตนเองเป็นสำคัญ
2. กรณีการออก พ.ร.บ.มากมาย รัฐบาลต้องเร่งทบทวน พ.ร.บ.ทุกฉบับพร้อมทั้งรื้อใหม่
หรือยกเลิก กฎหมายที่จำกัดสิทธิ หน้าที่ เสรีภาพ เนื่องจากกฎหมายเหล่านี้ล้วนแต่เป็นพิษภัยต่อพัฒนาการทางการเมืองทั้งมวล
โดยเฉพาะในส่วนของการเติบโตเข้มแข็งในขบวนภาคประชาชน
3. กรณีมาจากสภาผู้นำชุมชน รัฐบาลต้องกระตุ้นให้เกิดการเสริมพลังศักยภาพของประชาชนในรูปแบบต่างๆ
อาทิ การรวมกลุ่ม การมีสภาผู้นำ สภาซูรอ การทำกิจกรรมทางการเมือง
การลงทุนวางรากฐานให้อนาคตเกี่ยวกับบทบาทประชาชนในการมีส่วนร่วมทางการเมืองในทุกๆ
ระดับ
4. กรณีเกี่ยวกับเศรษฐกิจ 2 ปรัชญา 1 นโยบายแต่หลายชุมชน รัฐบาล
หากต้องการกระตุ้นการเจริญเติบโตและการพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลต้องวางบนพื้นฐานปรัชญาที่ยกระดับมาจากความใฝ่ฝันของประชาชนจริงๆ
ซึ่งหมายถึงหลากหลายรูปแบบ ดังนั้นจึงต้องจัดวางความสำคัญให้เหมาะสม
สนับสนุนให้ทั่วถึง ทำความกระจ่างต่อกันให้ชัดเจน และให้น้ำหนักเท่าๆ
กัน มิเช่นนั้น จะกลายเป็นการพัฒนาที่วางอยู่บนพื้นฐานการแย่งชิง
การออกกฎหมายปล้น ยึด ทรัพยากร วิถีทางสังคมและความสงบสุขของประชาชนบางกลุ่ม
ซึ่งเหตุการณ์เช่นนั้นมีมาตลอดและถูกตั้งข้อเคลือบแคลงระแวงสงสัยในฐานะของรัฐมากขึ้นว่า
เป็นองค์กรนำหน้าในการปล้นและชิงทรัพย์ประชาชน อาทิ โครงการเซ้าเทิร์นซีบอร์ด
โครงการท่าเรือน้ำลึก โครงการขยายเขตนิคมอุตสาหกรรม โครงการโรงไฟฟ้าต่างๆ
ฯลฯ
5. กรณีความขัดแย้งเรื่องพลังงานและการขึ้นราคาน้ำมัน รัฐบาลต้องมองการพัฒนา
ว่าวางอยู่บนฐานการยอมรับในความหลากหลายเกี่ยวกับทางเลือกของสังคม
และต้องวางรากฐานการพัฒนาพลังงานนั้นเพื่อไปสู่ความพร้อมสำหรับอนาคตที่อาจจะเกิดภาวะขาดแคลน
ระส่ำระสายทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น จึงต้องเป็นความพร้อมที่สอดคล้อง
สมดุลและมั่นคงยั่งยืนอย่างแท้จริง
6.
กรณีสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันโลกกำลังเข้าภาวะวิกฤติในหลายๆ ด้าน
อาทิ ภาวะโลกร้อน น้ำทะเลหนุนเพราะน้ำแข็งละลาย พลังงานหลักร่อยหรอ
สิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม มลภาวะเป็นพิษ ปัญหาความล้มเหลวในการแก้ไขผ่านกลไกการเมือง
กลไกราชการ และภาคประชาชนยังไม่เข้มแข็งพอในการเข้ามามีส่วนร่วม
ซึ่งปรากฏขึ้นทั่วโลก ดังนั้น รัฐบาลไทยและประชาชนคนไทยต้องสร้างภาวการณ์ตื่นตระหนักทั้งภายในประเทศและร่วมกับขบวนการระดับโลก
7. กรณี ปัญหาแรงงานข้ามชาติ และการทับทางวัฒนธรรม รัฐบาลต้องกลับมาสนใจกรอบคิดผู้คนในสังคม
โดยเฉพาะกรอบคิดผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา ด้านความมั่นคงและเจ้าหน้าที่รัฐทุกๆ
ส่วน เกี่ยวกับอคติ ท่าทีและการปฏิบัติอย่างยอมรับต่อความเท่าเทียมในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
และจำต้องปฏิรูปโครงสร้างทางสังคมเพื่อไปสู่วัฒนธรรมใหม่ที่ยอมรับในความหลากหลายทั้งในทางกลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมสมัยใหม่
8. กรณีความรุนแรงทั้งในพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้และพื้นที่อื่นๆ
รัฐบาลต้องเพิ่มกลไกเชิงบวก นั่นคือขยายบทบาทองค์กรเสริมขวัญและกำลังใจไปพร้อมๆ
กับสร้างโครางข่ายพิทักษ์ความสุขและป้องภัยทางสังคมในภาคพลเมืองให้เข้มแข็ง
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ตื่นกลัวภัยก่อการร้ายในอนาคต
9. กรณีเกี่ยวกับสุขภาพประชาชนนั้น รัฐบาลต้องพิจารณาโครงการประชานิยมเชิงสวัสดิการอย่างเร่งด่วนและรื้อปฏิรูปใหม่ให้มีประสิทธิภาพ
โดยเฉพาะการตรวจสอบสถานบริการสุขภาพของรัฐ เพื่อให้มีประสิทธิภาพและเพียงกับความต้องการของประชาชน
เป้าหมายสุขภาวะต้องหันกลับไปเน้นที่ความสุขของแรงงานทุกๆ ภาคส่วนลดภาระการทำงาน
ลดอัตราเร่งการผลิตโดยเฉพาะปัญหาความเข้มข้นของภาคเกษตรกรรมบนที่ดินขนาดเล็กๆ
ลดชั่วโมงการทำงานกับหญิงชายวัยเจริญพันธุ์ หรือแรงงานที่ครอบครัวมีบุตร
เพิ่มเวลาวันหยุดให้กับแรงงานวัยชราและรวมไปถึงลดชั่วโมงการเรียนในภาคการศึกษาต่างๆ
เพื่อสมาชิกครอบครัวอยู่ร่วมกันและคืนแรงงานสู่ภาคการเกษตร
10. กรณีภาคเศรษฐกิจชุมชน (OTOP) รัฐบาลต้องกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาไปในด้านคุณภาพมากกว่าปริมาณและที่สำคัญโดยเฉพาะกับภาคธุรกิจต้องสร้างความตระหนักต่อภาระความรับผิดชอบต่อสังคม
สิ่งแวดล้อมและชุมชนขึ้น ซึ่งอาจจะต้องมีมาตรการแกมบังคับลงไป
นอกจากนั้น ในสัดส่วนของผลกำไรที่ภาคธุรกิจต้องชดใช้เพื่อรับผิดชอบต้องกระจายสู่มือประชาชนโดยตรง
เพื่อนำไปสู่การพัฒนาและสร้างสรรค์ร่วมกัน
11. กรณีรัฐใช้ความรุนแรง หรือปล่อยให้เกิดการใช้ความรุนแรงในกลุ่มประชาชน
ไปจนถึงการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมนั้น รัฐต้องยึดหลักการการแห่งคุณธรรมผ่านนิติธรรมโดยใช้กลไกของรัฐ
หรือ นิติรัฐ นั้น ต้องไม่ค้านสายตาประชาชนไปมากกว่านี้ การปฏิบัติการ
การดำเนินคดีต้องไม่ดูแล้วรู้สึกเคลือบสงสัย และต้องปฏิบัติการสืบเสาะตรวจสอบอาการเหิมอำนาจในกลไกราชการทุกๆ
ภาคส่วนอย่างทั่วถึง อาทิ กรณีตำรวจ ตชด.ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ด้านกระบวนการยุติธรรม
ได้ใช้อำนาจ รีดไถ ลักพาตัว ยัดข้อหา เรียกค่าตัวและทรมานทารุณประชาชน
นับว่าเป็นรอยด่างพร้อยที่สำคัญ ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งรื้อปฏิรูประบบราชการ
โดยเฉพาะระบบยุติธรรมของรัฐโดยเร็ว เพื่อเรียกความเชื่อมั่นศรัทธากลับคืนมา
12. กรณีเครือข่ายพลังการเมืองภาคประชาชน รัฐบาลต้องเข้ามามีส่วนในการกระตุ้น
สนับสนุนและประสานให้เกิดพลังการเมืองขั้วที่ 3 ที่นอกเหนือไปจาก
ฝ่ายบริหารและฝ่ายค้านในรัฐสภา เพื่อให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในทางการเมืองตามหลักปรัชญาประชาธิปไตยต้องมาจาก
ประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน นั้นเอง
13. และอื่นๆ (ขอให้ผู้อ่านและสมาชิกไทยเอ็นจีโอ
ตลอดจนประชาชนคนอื่นๆ ร่วมเสนอมา ครับ)
อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
7 กุมภาพันธ์ 2551
|