Community Online กับ ประชาธิปไตย ทางตรง

ความน่าเอือมระอาของนักการเมืองไทยนั้น คือ มักตีโพยตีพาย ทำให้ตูมตาม เพียงเพื่อยึดและโชว์บนพื้นที่สื่อมวลชน เท่านั้น แต่พอเอาเข้าจริงๆ ก็ "บ่ มี ไก๊" "ไป บ่ ฮอด จอด บ่ ได้" ไม่นับรวมกลไก ที่เป็นข้าราชการ ซึ่งยิ่งนับวัน ยิ่งเห็นชัดๆ ว่า เกิดการผสมข้ามพันธุ์กันไปแล้ว ระหว่าง เต่า กับ ไดโนเสา

เมื่อไม่นานมานี้ เห็นทำท่าเอาจริงเอาจังกับภัย Internet ทั้งๆ ที่ไม่แน่ใจเลยว่า (มีความรู้แค่ไหน) ว่า แท้จริงแล้วคุณูปการของ Internet ก็มีไม่น้อย เพียงแต่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยให้ค้นพบว่า Internet , Community Cyber , Web Site , World Chat, ed. ได้สร้างสรรค์อะไรกับสังคม และนักการเมืองควรมองไปข้างหน้า อย่างเข้าใจและคิดนโยบายให้สอดคล้องกับโลกและยุคสมัยของเทคโนโลยีอย่างไร

จึงอยากเล่าถึง Web ThaiNGO.org และเว็บในเครือของ ThaiNGO.org อาทิ VetoActor.org , RSAlife.com , ICT.or.th , TFF.or.th ที่กำลังขยายภารกิจ รื้อและสร้างใหม่ เพื่อบุกเบิกไปสู่การเป็นพื้นที่ชุมชนออนไลน์ (Community Online) เชื่อมกับกิจกรรม off line และเชื่อมกับสื่อแขนงอื่นๆ เพื่อก้าวไปเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมบนอินเตอร์เน็ต ในอนาคต

ทำไม ThaiNGO ต้องชุมชนออนไลน์? ก็เพราะเชื่อว่า เรื่องของการสร้างสังคมการสื่อสาร โดยเฉพาะทางการเมืองผ่านเทคโนโลยี สารสนเทศนั้น สามารถพัฒนาศักยภาพของสังคมได้ โดยเชื่อมเป็นโครงข่าย และเปิดพื้นที่ทางสังคม (public space) ให้กว้างมากขึ้น ซึ่งสังคมแบบนี้มันเกิดขึ้นมาแล้ว ในสังคมตะวันตก อาทิ อเมริกา และ ยุโรป โดยเฉพาะที่อเมริกา มีงานศึกษามากมายถึง ศักยภาพเทคโนโลยีสารสนเทศ อาทิ กับพัฒนาการทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย เช่น งานศึกษาว่าด้วย รัฐบาลกับการเมืองของ Bruce Bimber (1998) ที่ยืนยันว่า เทคโนโลยีสารสนเทศ นั้นมีอิทธิพลสูงมาก ในการเปลี่ยนแปลงชีวิตสาธารณะ โดยเฉพาะ เรื่องการใช้ อินเตอร์เน็ต ในการสร้างพลังทางการเมือง ซึ่งในงานชิ้นนี้ของ Bruce ได้ตอบคำถาม ความค้างคาใจ ต่อโลกของผู้ตามก้น เช่นไทยเราอยู่ 2 ข้อ หลักๆ

เรื่องแรก เรื่องประชานิยม (Populist) พบว่า อินเตอร์เน็ตมีส่วนช่วย (ได้) อย่างมากในการสำรวจ ความคิดเห็น ประชาชน ระดับประชามติ พูดง่ายๆ คือ อินเตอร์เน็ต มันสามารถสื่อตรงได้เลย เพื่อแจ้งนโยบายและขอความคิดเห็น ในขณะเดียวกันอินเตอร์เน็ต ก็อาจจะทำให้รัฐบาลถูก ตอบกลับได้ทันที หากสร้างความไม่พึงพอใจต่อ ความรู้สึก หรือความเห็นผิดเพี้ยนไปจากความความต้องการของประชาชน ดังนั้นจึงทำให้ปัจเจกชน (private) มีพลังและมีอิทธิพลต่อการเมืองโดยตรง ไม่ต้องปวดกระบาลกะผู้แทนฯ ที่ไม่ค่อยทำงาน

เรื่องที่สอง ความเป็นชุมชน (Community Online) เพราะช่องทางการสื่อสารของอินเตอร์เน็ต ได้ก่อให้เกิดการเกาะกลุ่ม เชื่อมถึง (Link) รวมตัวกันเป็นโครงข่าย กว้างขวางได้มากขึ้น ง่ายขึ้น ตรงกับวัตถุประสงค์ของเหล่าปัจเจกชนที่ชอบสร้างพื้นที่ให้ตัวตน (Identity Space) มากขึ้น อาทิ web blog , my space เป็นต้น และทั้งยัง แวะเวียนมาสังสรรค์ ปาร์ตี้ แลกเปลี่ยน แจ้งข่าว ได้แทบตลอดเวลา โดยไม่เสียงานในชีวิตประจำวัน

ดังนั้นบน Community Online ซึ่งอนาคตจะนำมาสู่การ รื้อและออกแบบกฎเกณฑ์ เพื่อปรับปรุงจัดระเบียบทางสังคมกันใหม่ (New Order Social Movement) บนฐานคิดที่ระย่อย่นกว่าเดิมเยอะมาก โดยเฉพาะเรื่องระยะทาง (Space) และเวลา (Time) ต่อไปนี้ จะไม่ใช่ข้อจำกัดเชิงอุปสรรคสำหรับสังคมมนุษย์ไปแล้ว แค่กด Enter และ Click ก็จะมีคนทำในสิ่งที่คุณต้องทำ หรือ ช่วยคิด ช่วยจำ ช่วยประมวล ให้เกือบหมด

ทำให้คุณมีเวลาเหลืออีกมากมายสำหรับ แวะไปพบปะเพื่อนๆ ต่อใน Community Online อาทิ Web blog หรือ My Space ดังนั้นพื้นที่ของปัจเจกชนที่มี club ทางความคิดคล้ายๆ กัน จะเกิดขึ้นง่าย และเชื่อมถึงง่าย ทำให้ชุมชนบนอินเตอร์เน็ต สามารถพัฒนาไปสู่การ ระดม หรือ สร้างพลังทางการเมืองของภาคประชาชนได้ และนั่นก็หมายความว่า สามารถเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ในรูปแบบต่างๆ ได้ด้วย

การก้าวแต่ละก้าว อย่างเรียนรู้และปรับตัวของแต่ละเว็บ มีนัยยะสำคัญมาก ซึ่งในวงวิชาการไทยยังขาดการลงมือศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง เพื่อถอดบทเรียน ปรับทิศทางการส่งเสริมและสนับสนุน นำไปสู่การพัฒนาให้เกิดโครงข่าย การเรียนรู้ และการสื่อสารทางการเมืองโดยเฉพาะเว็บ ที่สามารถสร้างชุมชน สนทนาขาประจำขึ้นมาได้ ที่ไม่อาจ หลงลืม คุณูปการได้เลย อาทิ เจ้าของ Web blog และ เจ้าของ my space ต่างๆ และ ขาประจำเว็บบอร์ดที่คอย ตั้ง-ตอบ กระทู้ อย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดความคิด ความเห็น ความแตกต่าง เพื่อสร้างวัฒนธรรมการวิพากษ์วิจารณ์ เช่น ในเครือ ThaiNGO อาทิใน Webboard ThaiNGO.org / VetoActor.org / RSAlife.com ก็ล้วนแต่มีบุคคลสำคัญๆ ที่เป็นประจำ เช่น วีรศักดิ์ บริบูรณ์สุข , สังคม สัญจร , สุภาพ ภูษณวรรณ, โก๋ (goh) หรือ คำเขียน คำมี , 111 , พญาไฟสีเทา , เสี้ยม , เจ้ายักษ์พุงโต , mamy , สหายเพลิง , ดอกธูป เป็นต้น

คนเหล่านี้นับว่าเป็นทั้ง ครู และปูชนียบุคคล ที่ทำให้พื้นที่ Online on cyber space กลายเป็นพื้นที่ทางสังคม และอาจจะกลายเป็นทั้งพื้นที่ของการเรียนรู้ (Study Space) และเป็นผู้นำขบวนการเคลื่อนไหวอีกรูปแบบหนึ่งของสังคม (New Social Movement ) และแน่นอนว่าอาจจะก้าวไปสู่พื้นที่ทางวัฒนธรรมที่มีพลังในอนาคต เมื่อเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีสารสนเทศครองโลก ตามคำทำนายของ Alvin Toffler (1981)

แต่เนื่องจากปัญหา การสร้างชุมชนออนไลน์ ให้เป็นพื้นที่ทางสังคมหรือพื้นที่สาธารณะและเป็นสื่อทางเลือก หรือสื่อภาคประชาชนกับการเปิดช่องทางการสื่อสาร และการมีส่วนร่วมทางการเมือง ยังมีข้อจำกัดอีกมาก ทั้งในเรื่องการสนับสนุนด้านทุนเทคโนโลยี บุคลากรและความเข้าใจของสมาชิกหรือผู้ใช้ (User) ทำให้เว็บต่างๆ ซึ่งมีโอกาสพัฒนาไปเป็นแหล่งชุมนุมชน จำนวนไม่น้อย จำต้องสร่างซากันไป อย่างน่าเสียดายในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา

ดังนั้น ไม่ใช่แค่เพียงภาครัฐ หรือฝ่ายการเมือง ที่จำต้องเปิดกว้างทั้งในด้านข้อกฎหมาย ระเบียบและนโยบายสนับสนุน แม้แต่กับภาคธุรกิจ ก็สามารถเข้ามามีส่วนช่วยได้ในด้านงบประมาณและทรัพยากร และภาคประชาสังคมเอง ซึ่งต้องเข้ามาใช้ พร้อมทั้งร่วมเห็นคุณค่าสำคัญ ร่วมแสดง ร่วมตรวจสอบ เพื่อขยายไปสู่สังคมของการสื่อสาร (Two way Communication) และเปิดช่องให้เกิดวัฒนธรรมการเมืองแบบประชาธิปไตยทาง คือสร้างพลังประชามติ ในส่วนประชาชนได้

แล้วการเมืองแบบนี้มิใช่หรือ? ที่สังคมไทยควานหามานาน จนเผลอไผลทำอะไรผิดพลาดกันบ่อยๆ ซึ่งเริ่มได้แล้ว จาก Community online แบบ ThaiNGO.org นี่แหละ


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

16 พฤษภาคม 2550