ชะตากรรมวัยรุ่นชนบท ในระยะเปลี่ยนผ่าน

คนที่ออกจากชุมชนชนบทมาสัก 10-20 ปี แล้วกลับไปชุมชนชนบทอีกครั้ง โดยเฉพาะกับชุมชนชนบทแถบอีสานใต้ จะพบว่าเกิดปรากฏการณ์ใหม่ๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคมและวัฒนธรรมไปมากมาย ซึ่งบางเรื่องราวสามารถบอกได้เลยว่าเปลี่ยนถึงระดับโลกทัศน์ชีวทัศน์ หรือฐานรากดั้งเดิมของชุมชน

“คำถามคือเกิดอะไรขึ้นที่หมู่บ้าน ? ….”

ขอยกกรณีหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตามแนวตะเข็บชายแดนสุรินทร์ ซึ่งหากต้องย้อนระบุเวลาพอจะยืนยันได้ว่า น่าจะเริ่มปรากฏภาพความเปลี่ยนแปลงชัดๆ ประมาณปี 2530 หลังจากนโยบายเปลี่ยนสนามเป็นสนามการค้า แล้วมีไฟฟ้า ถนนลาดยาง จนการคมนาคมสะดวก การสื่อสารการรับรู้เท่าทันโลกภายนอก รวมไปถึง อาชีพรับจ้างใหม่ๆ เงินหลากหลายช่องทาง และการเกิดขึ้นของโรงเรียนขยายโอกาสมากมาย

20 ปี ให้หลัง ชุมชนที่เคยช่วยกันทำ แบ่งกันกิน ผ่านกันก็ทัก มาเป็นยุคที่ตื่นเช้าหาเงิน ตกเย็นเข้าบ้าน และการดูสื่อทีวีกลายเป็นกิจกรรมหลักของครอบครัว

เมื่อการคมนาคม การเกษตรถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรพลังงานน้ำมันและการสื่อสารพูดคุยมองหน้ากันมาเป็นแบบโทรศัพท์ ชุมชนเล็กๆ ที่คุยและพบเห็นกันทุกวันเริ่มไม่ค่อยเห็น ทั้งๆ ที่บ้านห่างกันไม่กี่เมตร กลายเป็นชุมชนสมัยใหม่ มีการรับรู้ข้อมูลจากสื่อ จากสังคมรอบตัว ทำให้ชุมชนมีเริ่มโลกทัศน์ใหม่ๆ มีข้อโต้แย้งกรอบคิดหรือจารีตประเพณีชุมชนแบบดั้งเดิม และเข้าใจระบบคิดเหตุผลตามกระแสสังคม หรือตามละครทีวีมากขึ้น มีชุดความคิดใหม่ๆ และมีประสบการณ์ที่จะทำความเข้าใจเรื่องราวต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องเพศ ในขณะที่เด็กๆ ก็มีต้นแบบพฤติกรรมให้ลอกเลียนแสดงตนอย่างหลากหลายขึ้น อาทิ การสักยันตร์เลียนแบบนักร้องดัง การตัดผมเลียนแบบนักกีฬาระดับโลก การให้นิยามเรื่องเซ็กส์เลียนดารา หรือกล้าแสดงพฤติกรรมเกี่ยวกับที่ 3 มากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้น ณ หมู่บ้านแห่งนี้คือ มีภาพพื้นที่ทางสังคมแบบใหม่ๆ ขึ้น อาทิ กระเทย หรือกลุ่มรักร่วมเพศ

ในปัจจุบันรัฐบังคับจับเด็กเข้าระบบการศึกษาเกือบทั้งหมด ส่วนหนึ่งแรงบีบด้านเศรษฐกิจทำให้พ่อแม่เองก็ผลักไสออกไปเพื่อให้ตัวเองมีเวลาทำงานมากขึ้น เด็กๆ จึงเติบโตโดยการเลี้ยงดูของสภาพสังคมที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ทำให้นำไปสู่การจับกลุ่มรวมก๊วนกับเพื่อนๆ แล้วค้นหารูปแบบสไตล์ชีวิตต่างๆ มาแสดงออก

ในเรื่องจริยธรรมเอง หลังจากยุคชุมชนถูกไล่ต้อนเข้ากระสู่กระการพัฒนา และกลายเป็นชุมชนหนึ่งในระบบโลกาภิวัตน์ แม้แต่กรอบคิดเกี่ยวกับเรือนร่าง และจริยธรรมตลอดไปจนถึงพฤติกรรมการมีเพศสัมพันธ์ก็ยังเปลี่ยน การนิยามหรือมุมมองต่อเรือนร่างอย่างสมัยแต่ก่อน ที่ให้เรือนร่างเป็นพื้นที่ของอำนาจความเชื่อและมีที่มาจากรากฐานวัฒนธรรมชุมชน ก็ถูกไล่ต้อน เข้ากรุ เข้าบ้าน เข้าห้องน้ำ เข้าไปในพื้นที่ส่วนตัว ในห้องนอน ในห้องน้ำ (อ่านใน บทความเรื่อง จิ๋ม กะ เจี้ยว, กระเทยลาวฯ ใน www.9dern.com)

เปลี่ยนผ่านจากยุคที่หลายๆ อย่างเคยร่วมกันดูแลจัดการพื้นที่สาธารณะ ก็หมดบทบาทและหายไป มาเป็นยุคที่เรือนร่างกลายเป็นสินค้า และสัญลักษณ์เชิงพื้นที่ของอิทธิพลวัยรุ่นตะวันตก ยุคนี้เป็นยุคของ ผ้าขนหนู ชุดอาบน้ำ และชุดนอนบางๆ ดังนั้น จากสำนึกเป็นปราการปกป้อง กลายมาเป็นกำแพงห้องน้ำหนาๆ จึงมีหน้าที่แทนมาตรฐานทางจริยธรรมของชุมชนไป ส่วน จิ๋ม กับ เจี้ยว แต่เดิมสามารถเผยในที่สาธารณะ อาบน้ำบ่อกลางหมู่บ้าน หาบน้ำแต่เช้ามืดที่ชายทุ่ง มาในสมัยนี้ก็เริ่มให้ความหมายใหม่กับตัวเองที่ซับซ้อนขึ้นมีการจัดการปกปิด และระแวดระวังมากขึ้น ทำให้ระหว่างปกปิดหวงแหนกับการเปิดเผยในสถานที่กลายเป็นปรากฏการณ์ที่ขัดแย้งกันมากๆ จึงไม่แปลกที่จะเห็นคนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ๆ ทนุถนอมผิวพรรณ ลงทุนประทินโฉมแต่งองค์ทรงเครื่องดงาม ราคาแพงฉูดฉาด แต่กลับดัดแปลงแต่งขน (ลับ) สักยันต์ เจาะปาก เจาะลิ้นและฟรีเซ็กส์มากขึ้น เหมือนปล่อยปละละเลยคุณค่าเกี่ยวกับเรือนร่างในแง่ความเชื่อที่ผูกโยงกับศีลธรรมและจริยธรรม

ในแง่อื่น เรือนร่างที่เคยถูกควบคุมด้วยแนวคิดแบบหนึ่ง ก็คลี่คลายและมีเสรีภาพมากขึ้น และหลังการไหลบ่าเข้ามาของวัฒนธรรมบริโภค อิทธิพลทีวี กระแสวัยรุ่นและผลประโยชน์ซ่อนแฝงมากมาย ทำให้ชีวิตคนชนบทรุ่นใหม่ทั้งชีวิต คือพื้นที่ตลาดสำหรับระบายสินค้า ยังเป็นยุคที่ความรุนแรงและอคติทางชาติพันธุ์ถูกเรียกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ ความเจริญ และการค้าเสรี

ดูโฆษณาโลชั่น “หมวยลูกครึ่งผิวขาวอมชมพู” ที่เจ้าของเรือนร่างสายพันธุ์พื้นเมือง “อ้วน เตี้ย ดำ ดั้งหัก” กลายเป็นสัญลักษณ์ของความอัปลักษณ์ ด้อยพัฒนา และไม่อินเตอร์ แรงกดนี้เองที่ทำให้วัยรุ่น (หญิง) ชนบทพันธุ์พื้นเมืองต้องใช้ตัวเองสร้างคุณค่าหรือหาอัตลักษณ์ จุดหมายใหม่ เพื่อให้ตัวเองดูสำคัญ ถูกสนใจจากสังคม อาทิ ใจถึง ลีลาเร้าใจ รับศึกได้ไม่จำกัดครั้งและจำนวณ และแรงด้วยอายุยังน้อย สัก 13 14 หรือ 15 ปี ลงไปในชุมชนชนบทในแต่ละหมู่บ้าน ถ้าไม่มีเรื่องลือกลุ่มวัยรุ่นพฤติกรรมแบบนี้นับว่า อัศจรรย์ !!

ดังนั้น กรณีปัญหาที่เด็กๆ วัยรุ่นขี้รถพาจิ๋มไปหายใจ (ไม่ใส่ กกน.) มีแต่กระแสวิพากษ์เสียๆ หายๆ แต่ไม่มีใครอธิบายวิเคราะห์ให้เห็นต้นตอ และพัฒนาการให้กระจ่าง ว่าทั้งหมดเป็นปรากฏการณ์เกิดขึ้นมานานแล้ว และเป็นทุกๆ ที่เพียงแต่ข่าวจับกระแสได้ในเชิงปลีกย่อย แค่เปลือกของปัญหาเท่านั้น และยิ่งออกกฎหมายไล่ต้อนจิ๋มเข้าบ้าน หรือบังคับให้ซุกอยู่ในร่มผ้าหนาๆ ปัญหาก็ยิ่งอบอ้าวนำไปสู่พฤติกรรมที่รุ่นแรงในกลุ่มวัยรุ่นคนหนุ่มสาว ซึ่งสุดท้าย ก็ไม่ได้ช่วยอะไร ไปเก็บข้อมูลตัวอย่างได้เลยว่าเด็กๆ สมัยนี้แม้กระทั่งในชนบทกว่าจะจบมัธยม จิ๋ม กับ เจี้ยว ก็ได้ผจญภัยกันอย่างสมบุกสมบัน ซึ่งหากกลับไปดูจุดเริ่มต้นของกระบวนการเปลี่ยนแปลงก็ล้วนมาจาก การไม่ระแวดระวังศึกษาและเท่าทันอิทธิพลที่แฝงฝังมากับสื่อ ระบบการศึกษา และค่านิยมในสังคมระหว่างดำเนินการพัฒนานั้นเอง

กรณีชุมชนเขมรแถบริมชายแดนที่เคยเคร่งครัดด้วยโลกทัศน์แบบบาปบุญ คุณโทษ นิยมศึกษาวิชาคุณไสยเพื่อปกป้องคุ้มครองชีวิตและครอบครัว เมื่อ 20-30 ปีก่อน ปัจจุบันก็ผันมาครื้นเครงกับการเลิกหย่า การเล่นชู้ไปจนถึง การเรียงคิว แลกเซ็กส์กัน เป็นเรื่องปกติธรรมดาโดยเฉพาะในสังคมวัยรุ่นหนุ่มสาว นี่คือปรากฏการณ์หลังจาก โครงสร้างทางสังคมมันไม่แกร่ง วัฒนธรรม ความความสัมพันธ์มันไม่แข็งแรงพอที่จะเอื้อต่อการหล่อหลอมคนรุ่นใหม่ๆ ระบบเครือข่ายเครือญาติที่ล้วนแต่เป็นกลไกดูแลกันละกันในอดีตก็หายไป ดังนั้นจึงมาสู่สมมติฐานแก้ปัญหา คือ ออกกฎหมายและใช้กลไกยุติธรรมที่รุนแรงขึ้น

ปัจจุบันระบบการศึกษาตามท้องถิ่นชนบทล้มเหลวมานานมาก ทั้งในแง่การยืนยันตีความใหม่และปรับตัวของระบบความรู้แบบท้องถิ่น ส่วนการปลูกฝังด้วยความรู้สมัยใหม่ก็ไม่เข้มแข็งพอ ขาดแคลนทั้งเครื่องไม้เครื่องมือ บุคลากรครูดีๆ ความใฝ่ฝันปรารถนาของเด็กๆ จนทำให้ประสิทธิภาพประสิทธิผลด้านการศึกษาของเยาวชนคนชนบทพิกลพิ การกลายเป็นผลผลิตแบบครึ่งผีครึ่งคนเสียส่วนมาก จะให้กลับไปสืบสานอาชีพเกษตรกรรมจากครอบครัวก็ทำไม่ได้ จะให้เรียนจนก้าวหน้ามีอาชีพใหม่ที่มั่นคงก็สามารถไปถึง วนเวียนกลายเป็นแรงงานไร้ฝีมือที่ไม่สู้งาน ไปๆมาๆ ระหว่างกรุงเทพกับหมู่บ้าน กลุ่มที่ไม่มีที่ไป สุดท้ายกลายมาเป็นกลุ่มคนที่ไม่ทำงานอยู่ในหมู่บ้าน แล้วจบลงที่บทบาทกลุ่มอันธพาลขี้เหล้าเมายาแข่งรถและทะเลาะวิวาท สร้างปัญหาในชุมชน

ยิ่งในยุคหลังปี 2540 สวนยางพาราที่ถูกนโยบายรัฐกระตุ้นและส่งเสริมมาตั้งแต่ปี 2535-2537 ทั่วภาคอีสาน ก็เริ่มเก็บผลผลิตได้และกระตุ้นให้ชาวนาเร่งมือปลูกกันมากขึ้นแต่นั้นมา จนกลางทศวรรษที่ 2550 ชาวนากว่ากว่า 60% ในอีสานใต้ ก็ผันไปเป็นชาวนากึ่งชาวสวน ทำให้วิถีทำนาเริ่มไป มาเป็นชาวสวนยาวพารา เปลี่ยนฐานะเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง ก็คล่องขึ้นก็ยิ่งกระตุ้นให้สังคมชนบทบริโภคมากขึ้น สามารถคำนวณได้จากปริมาณเหล้า เบียร์ ที่จำหน่ายแต่ละร้านต่อวัน รายจ่ายโทรศัพท์มือถือและยี่ห้อมือถือรุ่นใหม่ๆ ปริมาณรถจักรยานยนต์ รถยนตร์ การใช้น้ำมันแต่ละหมู่บ้าน และการจับจ่ายใช้สอยบริโภคอื่นในครัวเรือน

เงินที่เริ่มหามาได้ง่ายขึ้นก็สร้างให้สังคมมองทุกอย่างเป็นเงินและต้องแลกกับเงิน ซึ่งสุดท้ายก็ไม่ได้ปลดปล่อยให้ชุมชนเกิดการพัฒนาเท่าทันและเข้มแข็งอย่างแท้จริง แต่เงื่อนไขเศรษฐกิจกลับกลายเป็นปัญหาไปกระทบรากฐานสังคมวัฒนธรรมแบบเดิมให้อ่อนแรงและล่มสลายในเวลาต่อมา

ชนบทอีสานวันนี้จึงมากมายไปด้วยวัยรุ่นคนหนุ่มสาวที่ขี้ยา ขี้เหล้า กินหนักเสพหนัก การมั่วสุมมีเพศสัมพันธุ์มากขึ้น พร้อมๆ กับคดีอาชญากรรมจากเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงพยามยามฆ่า เรื่องแบบนี้กลายเป็นเรื่องปกติที่สนทนากันในชุมชน

กลับบ้านชนบทครานี้ มองดูเด็กๆ ที่กำลังเติบโตเป็นเยาวชนที่ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้รับผิดชอบอะไรและมีหน้าที่ไปโรงเรียน มองดูกลุ่มคนหนุ่มสาววัยรุ่นที่กำลังเมามายตามศาลาหมู่บ้าน มองไปเห็นสภาพวิถีชีวิตผู้ใหญ่ และการหายไปของคนชราผู้เฒ่า ที่ครั้งหนึ่งถูกเชิดชูไว้คอยสั่งสอนอบรมลุกหลาน มองไปถึงอนาคตหมู่บ้านชนบทที่กำลังกลายหรือเปลี่ยนผ่านไปเป็นเกษตรกรในวิถีแบบเมือง ก็ยิ่งหดหู่ และอดคิดไม่ได้ว่าใครกันจะเข้ามาช่วยกันคิดค้นหาทางแก้ไข ถ้าไม่ใช่เราลูกหลานคนชนบทที่จากหมู่บ้านมา


อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน

8 มกราคม 2551