|
ก่อนบางสะพาน
- จะเป็นบางสหวิริยา
สถานการณ์ ความขัดแย้งในพื้นที่ บางสะพาน กรณีป่าพรุ แม่รำพึง
เริ่มทวีความรุนแรงและบานปลายมากขึ้นทุกขณะ
เมื่อไหร่บางสะพานจะสงบสุขเสียที เหมือนตอนที่ยังไม่มีโครงการโรงถลุงเหล็ก
เสียงของชาวบ้านคนหนึ่งที่ดังขึ้น เรียกหาบางสะพานในวันวาน
ท่ามกลางความแตกแยกที่แบ่งเป็น 2 ขั้ว ของคนในอำเภอบางสะพานด้วยกัน
ระหว่างกลุ่มแรก คือ คนที่เห็นด้วยกับการสร้างโรงถลุงฯ เพราะอยากให้ท้องถิ่นของตนเองมีการพัฒนา
กับอีกกลุ่มหนึ่งที่คัดค้าน เพราะต้องการรักษาระบบนิเวศน์ของป่าพรุ
วิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างเกษตรกรรมและการประมง อีกทั้งยังเห็นว่าโรงงานเดิมที่มีอยู่ก็สร้างปัญหามลพิษในพื้นที่บางสะพานได้มากพอแล้ว
นับได้ว่าเป็นสองกระบวนความคิดที่สวนทางกันอย่างชัดเจน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางบริษัทสหวิริยา มีความพยายามที่จะเดินหน้าปรับที่ดินในบริเวณป่าพรุ
ทั้งที่ยังมีข้อพิพาทอยู่ กลุ่มชาวบ้านจึงเข้าไปตั้งเพิงพักในบริเวณพื้นที่ป่าพรุเพื่อเฝ้าระวัง
24 ชม. มิให้มีการรุกทำลาย ทางสหวิริยาจึงตอบโต้ด้วยแจ้งข้อหาบุกรุกต่อชาวบ้าน
6 คน พร้อมกับขึ้นป้ายประจานแกนนำ และชาวบ้านที่รวมกลุ่มคัดค้าน
ฝั่งชาวบ้านเอง ก็แจ้งความกลับข้อหาหมิ่นประมาท และขึ้นป้ายคัดค้านการสร้างโรงถลุงเหล็ก
ประณามการบุกรุกทำลายป่าพรุ ยืดเยื้อไม่มีวี่แววว่าจะสงบ
เพราะจุดยืนของชาวบ้านที่คัดค้านคือ การไม่เอาโรงถลุง
ทีมงาน ThaiNGO.org ได้มีโอกาสพูดคุยกับแกนนำชาวบ้าน คือ
คุณสุพจน์ ส่งเสียง เพื่อชี้ชัดให้เห็นว่า เหตุใดขบวนการเสื้อเขียวจึงยังคงสู้
เปล่งเสียงค้านกับอำนาจทุนอย่างท้าทาย

สุพจน์ ส่งเสียง เกริ่นถึงปัญหาเบื้องต้นของการขยายอำนาจของกลุ่มทุนว่า
ทั่วประเทศไทย กลุ่มทุนมักจะหว่านเม็ดเงินมหาศาลลงไปก่อน ยกตัวอย่างในชนบท
ถ้าอยู่ๆ จะมีโครงการลงไป เงินจำนวนมหาศาลก้อนแรกก็คือนายหน้าค้าที่ดิน
ก้อนแรกๆ อาจเป็นการปรับปรุงพื้นที่ แล้วใครบ้างที่จะมีโอกาสมาจัดการเบื้องต้น
ก็ต้องเป็นกลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่น ผู้ใหญ่บ้าง อบต. ที่จะได้รับเม็ดเงินตรงนี้
ยิ่งเข้าไปหนุนเสริมให้เขามีอิทธิพลเพิ่มขึ้น มันเกิดขึ้นทุกที่ในประเทศไทย
สุพจน์ ส่งเสียง
: ถ้าเราปล่อยให้อิทธิพลมันขึ้นมาโดยที่เรามานั่งกลัวกัน
แล้วไม่ทำอะไรเลย อิทธิพลมันก็จะไม่มีวันตาย และพวกเขาก็ไม่เคยกลัวอำนาจอิทธิพลเถื่อน
ทีมงาน
ThaiNGO.org : โรงงานเดิมที่มีอยู่แล้วเป็นอย่างไร
สุพจน์ ส่งเสียง :
โครงการเก่า มี 12 โรง มี 3 บริษัทที่เป็นผู้ผลิต 3 บริษัทนี้ถือว่าปลอดภัยที่สุด
คือ ใช้น้ำมันเตากำมะถันต่ำ คือโรงงานรีดเหล็กเป็นโรงงานรีดร้อน
ใช้น้ำมันเตากำมะถันต่ำ คือในน้ำมันมีกำมะถันไม่เกิน 1.25 เปอร์เซ็นต์
เผาไม่เกิน 300,000 ลิตร/วัน ถือว่าเป็นโรงงานที่มีความปลอดภัยสูง
แต่เราก็ไม่วายที่จะได้รับผลกระทบ น้ำนี่เราดื่มไม่ได้ ต้องซื้อน้ำกิน
เนื่องจากความเห็นแก่ตัวของบริษัทตอนจดทะเบียนจะปล่อยแค่ 1.25
% จริง แต่พอปี 2548 เขาได้เปลี่ยนเป็น 2 % โดยไม่บอกชาวบ้าน
พอคิดได้ว่า ค่าไฟกลางวันกลางคืนคนละเรทกัน กลางวันค่าไฟแพง
เขาเลยเปลี่ยนมารีดกลางคืนหนัก กลางวันรีดไม่เยอะ กลางคืนเต็มที่
3 เตา คือกลางคืนมันจะใช้น้ำมันเตาเผาได้เยอะ ประจวบเหมาะกับอากาศตอนกลางคืนจะนิ่งชื้น
ควันก็ไม่ไปไหน นั่นแสดงให้เห็นว่า ของเก่าที่ปลอดภัยมากๆ ดูแลง่ายๆ
คุณยังไม่รับผิดชอบเลย แล้วโรงถลุงที่ขึ้นมาใหม่ อีก 29 ปล่อง
นี่เพียง 2 ปล่องเอง
ทีมงาน ThaiNGO.org
: เอาข้อมูลจากไหน?
สุพจน์ ส่งเสียง : จริงๆ แล้ว ผมเคยทำงานที่โรงงานเก่ามาก่อนแต่ลาออกมาประกอบอาชีพส่วน
10 กว่าปีแล้ว ทุกวันนี้เขาก็โจมตีผมว่า เณรคุณบริษัท คือแต่เราเป็นคนที่นี่ไง
ระหว่างบริษัทที่ไม่ได้เกิดเรามา กับท้องถิ่น เราได้เงินเขามาผมว่าเราเอาสมองและแรงกายไปแลก
แต่พ่อแม่เลี้ยงเรามาฟรี ระหว่างบริษัทกับพ่อแม่ ผมเลือกเณรคุณบริษัท
ทีมงาน ThaiNGO.org
: สาเหตุที่ชาวบ้านยังคัดค้านอยู่ทุกวันนี้คือ?
สุพจน์ ส่งเสียง : คุณทำได้ไม่จริง คุณโกหกเขา จุดแรกที่ชาวบ้านออกมาคัดค้าน
คือความไม่มั่นใจในสิ่งที่เขาพูด ตอนนี้ต่อให้สหวิริยาเอาความจริงออกมาพูดให้ตายชาวบ้านเขาก็ไม่เชื่อ
โรงถลุงเรารู้ว่าพิษภัยมันสูงมาก คุณจะดูแลเรื่องพิษภัยได้ดีแค่ไหน
อยู่บนพื้นฐานความไม่มั่นใจอยู่แล้ว แต่พื้นที่ๆ คุณจะมาวางทับ
มันไม่เหมาะมาก ตรงนี้มากกว่า คุณประกาศว่าคุณจะดูแลอย่างดี
แต่พื้นที่ๆ คุณกำลังจะทับคุณยังไม่ดูแลเลย แล้วจะเอาอะไรมาอ้างมีแต่กระดาษทั้งนั้นเลย
ป่าพรุเราเห็นอยู่กับตาว่ามีความอุดมสมบูรณ์คุณยังกล้าบอกว่าเป็นป่าเสื่อมโทรม
คือคุณโกหกน่ะ
แล้วของเก่า ชาวบ้านเขาเห็นเป็นหยดเหลืองๆ ตามรถ ตามอะไร
(ในช่วงที่เขาเพิ่มปริมาณกำมะถันเป็น 2 %) เมื่อชาวบ้านร้องเรียนเขาก็ให้คำตอบว่าเป็นไขมันจากสัตว์
มันมีที่ไหน เราก็ค้นคว้าไปเจอในเอกสารของ สผ. (สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม)
ว่าเขาทำรายงานไปยังสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ว่าขอเปลี่ยนพลังงานจากน้ำมันเตา 1.25 เปอร์เซ็นต์เป็น 2 เปอร์เซ็นต์โดยใช้พลังงานที่ผลิตในประเทศและคุณภาพดีที่สุดในประเทศ
มันดีที่สุดในประเทศจริง แต่มันห่วยที่สุดในโลก
อีไอเอ เจ้าปัญหา - รายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
มันถูกจ้างโดยเจ้าของโรงงานมันก็เขียนให้สร้างได้ ถ้าเขียนแล้วสร้างไม่ได้
บริษัทไหนจะมาจ้างทำอีก มันก็อยู่ในพื้นฐานการโกหกข้อมูล ป่าที่สมบูรณ์ก็บอกว่าเสื่อมโทรม
สัตว์มีกว่าร้อยชนิด มันก็บอกมีแค่ 30 ชนิด โกหกหมด มันเป็นขบวนการหมด
คนที่ถูกผลกระทบก็คือ ชาวบ้านที่อ่อนแอ พอชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อสู้หน่อยก็บอกว่า
ขัดขวางความเจริญ
โลกหนึ่งใบเราใช้ผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งมันก็กินพื้นที่ของผิวโลกเท่าที่คุณทำไปนั่นแหละ
แต่คุณจะมาอ้างสิทธิว่าคุณมีเงิน คุณจะเอาตรงนั้น เอาตรงนี้ไม่ได้
ยังไงต้องรับผิดชอบร่วมกันโลกทั้งใบ
พวกเราเคยถาม สผ. ว่าหน้าที่คุณคืออะไร ดูรายงงานเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม
ถ้ารายงานไม่ผ่านถมที่ได้ไหม ถ้าที่ถูกต้องก็ถมได้
เราก็ถามว่า คำว่าสิ่งแวดล้อม ห้วยหนอง คลองบึงต้นไม้ ถูกถมหมด
ไม่เหลือแล้ว เหลือแต่อากาศอย่างเดียวที่คุณจะดูแล มันไปดูแลอะไรไม่ได้ถ้าคุณปล่อยให้เขาถมหมด
ถ้ารายงานไม่ผ่านก็ถมได้ เราก็งง สับสน และเริ่มคิดว่าไว้ใจไม่ได้แล้วหน่วยงานรัฐบาล
ทีมงาน ThaiNGO.org
: ไม่คิดเหรอว่าการคัดค้านโรงถลุงฯ เป็นการปิดโอกาสการพัฒนาอุตสาหกรรม?
สุพจน์ ส่งเสียง : พัฒนาไหม? ผมว่าต้องมีนักวิชาการสาขาไหนก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้อง
ออกมาพูดว่า โรงถลุงมีความสำคัญกับประเทศไทย อย่างไร ถ้าไม่มีแย่แน่ๆ
แต่อย่าลืมว่า ต้องวางอยู่บนพื้นฐานที่ไม่ทำลายของเก่าที่ดีอยู่แล้ว
เหมือนอย่างแหลมแม่รำพึงเรา เกษตรกับประมงเหมือนแขนขวาเรา เราทำมาหากิน
ร่ำรวยมาจากตรงนี้ เราอยู่ได้ เราไม่อด เศรษฐกิจดีหรือแย่เราก็อยู่แบบนี้
เราก็อยู่ได้เพราะเราทำเกี่ยวกับอาหารทุกคนมันต้องกิน คุณรวยก็ต้องกิน
จนก็ต้องกิน เราไม่สะเทือน แล้วอยู่ๆ คุณเอาอุตสหกรรมที่เหมือนแขนซ้ายมาให้เรา
แล้วมาตัดแขนขวาเราทิ้งเหรอ มันใช้ได้
คำว่า ไฮเทคโนโลยี เราไม่ได้เชื่อว่ามันไม่มี แต่บ้านเรา จิตสำนึก
ความไม่รับผิดชอบในตัวคนมันยังมีอยู่ เครื่องมันอาจจะไฮเทคโนโลยีจริง
แต่คนไม่ทำ มันยังจะไฮฯ อยู่อีกไหม
ความจริงทุกคนที่เกิดมาก็มีพื้นฐานมาจากธรรมชาติทั้งหมด และ
กินอยู่กับธรรมชาติ อยู่ เหยียบผืนดินที่เป็นธรรมชาติ เรามีวิวัฒนาการ
เรามีเครื่องบิน เรามีอะไรๆ ก็จริง แต่เราก็ไม่ได้พัฒนาไปกินน้ำมันเครื่องได้
ความคิดเรากับสิ่งรอบๆ ข้างพัฒนาไปทุกวัน แต่ตัวเราเหมือนเดิม
บางครั้งเราโง่กว่าธรรมชาติ เราอยู่แต่ห้องเรียนเราไม่เคยได้เรียนรู้ธรรมชาติ
ยกตัวอย่างสึนามิ ฝรั่งที่เรียกว่าเก่งๆ มีการศึกษาสูง มีความรู้ทำไมตายกันเยอะแยะ
มอแกลนกับรอดได้ มอแกลนไม่ได้เรียนนะ แต่เขาอยู่กับธรรมชาติ
ทีมงาน
ThaiNGO.org : ความยาก ในการต่อสู้
สุพจน์ ส่งเสียง : อย่างที่บ่อนอก - บ้านกรูด ผมถือว่าเป็นการต่อสู้กับคนแปลกหน้าเพราะโครงการมันยังไม่เคยเกิดขึ้นในพื้นที่
แต่ที่บางสะพานไม่ใช่มันอยู่ในพื้นที่10 กว่าปีแล้ว คือมันแทรกซึมอยู่ในทุกอณูของหมู่บ้าน
โครงการแทบจะจ่ายเงินเดือนให้กับกลุ่มผู้มีอิทธิพลท้องถิ่นแล้ว
มีรูปธรรมชัดเจนมีการมอบทุนการศึกษา บริจาคคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน
จับต้องได้ แต่พอเราบอกว่า สร้างโรงงานแล้วมันจะเกิดมลพิษ มันจับต้องไม่ได้
คือเขาเห็นว่าบริษัทมาอยู่แล้วมันดีอย่างไร แต่เราจะบอกว่า บริษัทมาอยู่แล้วก่อมลพิษอะไรมันจับต้องไม่ได้
การที่จะสู้กับเขาสู้อย่างไร้เหตุผล ไม่ได้ มันต้องสู้ด้วยเหตุด้วยผลและข้อมูลข่าวสารจริงๆ
เราต้องหยิบเนื้อหาจริงๆ มาต่อสู้
ทีมงาน ThaiNGO.org
: กระทบชีวิตประจำวันไหม?
สุพจน์ ส่งเสียง : ความปลอดกัยในชีวิต เศรษฐกิจในครอบครัว
แต่มันต้องเลือก พื้นที่ๆ โครงการจะลง อยู่ห่างจากบ้านผมแค่
50 เมตร พ่อ แม่ พี่สาว น้องชาย 7 - 8 หลังอยู่ตรงนี้หมดเลย
แล้วเราไม่มีที่ๆ อื่น ถ้าเราเห็นแก่ตัวคนเดียวเราก็ไปอยู่ที่อื่น
สบายแล้วแต่เป็นห่วงพ่อแม่ และชาวบ้าน เมื่อเรากล้าลุกขึ้นมาก็ต้องสู้ให้ถึงที่สุด
และผมบอกชาวบ้านเสมอว่า
ถ้าเราสู้ตอนนี้เราชนะ เรายังมีเท่าเดิมนะ แต่ถ้าโรงถลุงขึ้น
ถึงตอนนั้นต่อให้เรามาพร้อมใจกันสู้ เราชนะ เราก็ไม่เหลืออะไรอีกแล้ว
ทีมงาน ThaiNGO.org :
จุดยืนของชาวบ้านคืออะไร
สุพจน์ ส่งเสียง : ไม่เอาโรงถลุงเหล็ก ไม่ควรที่จะให้มาตั้งอยู่ตรงนี้เลย
โรงถลุงเหล็กเนี่ย เราไม่มีแร่เหล็กนะ เราไม่มีถ่านหิน ไม่มีเครื่องจักร
และไม่มีบุคลากร แล้วคาดหวังแค่ไหนว่ามันจะเจริญรุ่งเรือง วันนี้คุณอ้างว่า
แสลบ มันจะแพงขึ้นถ้าไม่มีโรงถลุง คุณจะอยู่ไม่ได้ แต่คุณก็ไม่มีแร่เหล็กอยู่ดีเพราะแร่เหล็กจะต้องนำเข้า
มันก็ถูกแต่เฉพาะคุณโดยไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม ที่มันเป็นต้นทุน
และการร่วมทุนกับต่างชาติกำไรเขาแบ่งกลับประเทศนะ แต่มลพิษเขาไม่ได้แบ่งเอากลับไปด้วย
ใช่ไหมมลพิษเราเสีย อากาศเราเสีย
ต้นทุนที่มันสูญหายไปในสิ่งแวดล้อมอย่างถาวรนี่คิดกันบ้างไหม!!!

ฐานที่มั่นการต่อสู้ เฝ้าป่าพลุของชาวบ้าน |

ฐานที่มั่นการต่อสู้ เฝ้าป่าพลุของชาวบ้าน |
 
ท่าเทียบเรือเก่า ขนาดใหญ่ ที่ใช้ขนถ่ายเหล็ก
และกำลังมีโครงการจะสร้างเพิ่มอีก ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเดิม
3 เท่า
(ความยาวกว่า 2 กิโลเมตร ยื่นลงไปในท้องทะเล) |

อ่าววัด สถานที่ท่องเที่ยว ที่ต้องหายไปถ้ามีการสร้างท่าเรือใหม่
|

ร่องรอยการไถป่าพรุ ของโรงงาน |

คราบดำ ของน้ำมัน บนหินชายหาด |

ความงามบริสุทธิ์ ชายหาด บางสะพาน |
สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในบางสะพานโดยสรุป
มกราคม 2550
มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชลงสำรวจพื้นที่ป่าพรุ
หมู่ที่ 7 ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จ. ประจวบคีรีขันธ์ โดยพบนกในพื้นที่กว่า
76 ชนิด ปลามากกว่า 45 ชนิด ขัดแย้งรายงานยของสหวิริยาว่าบริเวณดังกล่าวเป็นป่าเสื่อมโทรม
14 กุมภาพันธ์ 2550
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ในการจัดการที่ดินและป่า จัดแถลงข่าวเรื่องการคุกคามแกนนำกลุ่มอนุรักษ์
19 เมษายน 2550
ชาวบ้านรวมตัวกันปลูกเพิงพักในป่าพรุ เพื่อเฝ้าระวังการบุกรุกของกลุ่มนายทุน
โดยพบรอยรถไถปริศนา และรอยการเผาทำลายป่า
23 เมษายน 2550
เครือสหวิริยาฯ โดยนายวิทย์ วิริยประไพกิจ มีหนังสือถึงสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(สผ.)
เพื่อขอถอนรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมโครงการโรงถลุงเหล็กซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะผู้ชำนาญการ
เพื่อนำไปปรับปรุงข้อมูลพื้นที่โครงการให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินการของโครงการ
เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่บางส่วนของโครงการ
26 เมษายน 2550
ชาวบ้านบางสะพานร่วมจัดพิธีเปิดหมู่บ้านเฝ้าระวังป่าบริเวณหน้าป่าพรุแม่รำพึง
โดยนิมนต์พระสงฆ์เพื่อทำบุญเปิดศาลาเฝ้าระวัง และชักธงสีเขียว
สัญลักษณ์ของการอนุรักษ์ขึ้นสู่ยอดเสา ชาวแม่รำพึงราว
400 คนที่มารวมกันต่างมีเป้าหมายในการต่อสู้คัดค้านการก่อสร้างโรงงานถลุงเหล็กครบวงจรของเครือสหวิริยา
ซึ่งชาวบ้านเห็นว่าจะสร้างทับพื้นที่ป่าพรุและพื้นที่สาธารณะของชาวบ้าน
โดยต่างยืนยันที่จะปกป้องและรักษาป่าผืนนี้ไว้ด้วยชีวิต
26 พฤษภาคม 2550
นักวิชาการจากม.เที่ยงคืน นำโดยสมเกียรติ ตั้งนโม, นิธิ
เอียวศรีวงศ์, ชัชวาลย์ ปุนปัน, ไพสิฐ พานิชกุล ประกาศให้พื้นที่ป่าพรุแม่รำพึงเป็น
พื้นที่เสี่ยงภัยต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม อันเป็นผลกระทบของโครงการจัดสร้างโรงถลุงเหล็กขนาดใหญ่ของเครือสหวิริยา
20 มิถุนายน 2550
กลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึงชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
เพื่อเรียกร้องให้มีการสั่งระงับการถมดินในพื้นที่โครงการก่อนที่รายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากผ่านความเห็นชอบจากสผ.
และเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดมีคำสั่งระงับการรังวัดที่ดินโดยบริษัทสหวิริยาฯ
2 กรกฎาคม 2550
คณะอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านทรัพยากรชายฝั่ง น้ำ และแร่
ในนำคณะอนุกรรมการฯ ลงสำรวจพื้นที่ป่าพรุแม่รำพึง อ.บางสะพาน
จ.ประจวบคีรีขันธ์ พร้อมทั้งรับฟังข้อมูลจากชาวบ้าน ภายหลังได้รับหนังสือจากกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง
ขอให้มาตรวจสอบผลกระทบด้านทรัพยากรทางทะเล น้ำ และชายฝั่ง
26 ตุลาคม 2550
คณะอนุกรรมการสิทธิในการจัดการที่ดินและป่า ในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
จัดการประชุมเพื่อรับทราบความคืบหน้าเรื่องที่ดินสาธารณะ
ระหว่างกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง บริษัทสหวิริยา และตัวแทนหน่วยงานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ณ ศาลากลางจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ และในวันเดียวกัน กลุ่มเสื้อเหลืองตัวแทนชาวบ้าน
และพนักงานงานสหวิริยาออกก็มาเดินขบวนสนับสนุนการสร้างโรงถลุงเหล็ก
1-6 พฤศจิกายน 2550
ทีมงาน ThaiNGO.org ลงพื้นที่ ทำข่าว โดยร่วมกับโครงการค่าย
"กอดทะเลด้วยเสียงเพลง" โดย วงโฮป แฟมมิลี่
และ กลุ่มรองเท้าแตะ (www.9dern.com) เพื่อจัดค่ายเยาวชนให้ตระหนักถึงปัญหาและให้กำลังใจชาวบ้าน
9 พฤศจิกายน 2550
นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแม่รำพึง อนุมัติการปรับถมที่ดินในพื้นที่โครงการก่อสร้างโรงถลุงเหล็กสหวิริยา
จำนวนกว่า 1,142 ไร่ โดยที่รายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมยังไม่ได้ยื่นขออนุมัติความเห็นชอบจากผู้ชำนาญการแต่อย่างใด
(นายกอบต.แม่รำพึง ได้รับการแต่งตั้งเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน
2550 และมีการเซ็นอนุมัติการถมดินเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน
2550) |
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
23 พฤศจิกายน 2550
CLICK!! ** กลุ่มรองเท้าแตะ **
ชวนเพื่อน พี่ๆ น้องๆ
ช่วยกันส่งโปสการ์ด ให้กำลังใจชาวบ้านบางสะพาน...กันหน่อย
|