จากป่าพรุ สู่ลมหายใจของลูกปลาทู

หลายคนคงรู้จักปลาที่อยู่คู่ครัวไทยมาแต่ช้านาน และเป็นอาหารของผู้คนทุกชนชั้น อย่าง "ปลาทู" แต่จะมีซักกี่คนที่รู้ว่า ปลาทูมาจากไหน? และมีวงจรชีวิตเช่นไร?

เรื่องราวของฝูงปลาตัวเล็กๆ นี้เอง ได้เชื่อมโยงให้เห็นถึงการพึ่งพาธรรมชาติ ของสิ่งมีชีวิตบนผิวโลกได้อย่างลงตัว อธิบายระบบนิเวศน์ได้อย่างน่าทึ่ง ระหว่างสิ่งมีชีวิตเล็กๆ จนไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า อย่างแพลงตอน ปลาทู และมนุษย์

"ปลาทู" พบมากในอ่าวไทย จากรายงานวิชาการกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่า แหล่งวางไข่ที่สำคัญของปลาทู อยู่บริเวณแหลมแม่รำพึง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร และบริเวณหมู่เกาะอ่างทอง เกาะพงัน เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และมีการวางไข่เกือบตลอดทั้งปี

ส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณปากแม่น้ำ ซึ่งน้ำทะเลมีความเค็มต่ำ มีแพลงตอนพืช อยู่มากมายให้จับกิน โดยแหล่งสร้างแพลงตอนพืชที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย อยู่ที่ป่าพรุ บางสะพานนี่เอง

สภาพป่าพรุ บริเวณป่าแม่รำพึง หมู่ 1 ต.แม่รำพึง อ.บางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่ทางกลุ่มบริษัทสหวิริยา เลือกให้เป็นพื้นที่สร้างโรงถลุงฯ นอกจากจะไม่ได้เป็นป่าเสื่อมโทรมอย่างที่ทางสหวิริยาใช้กล่าวอ้างแล้ว ในทางตรงข้าม จากการสำรวจพื้นที่ของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชกลับพบว่า ผืนป่าที่กินเนื้อที่กว่า 1,200 ไร่ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่ยังมีความอุดมสมบูรณ์ และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีนกน้ำกว่า 70 ชนิด และนกอพยพอีกหลายชนิด มีพืชพันธุ์ไม้ชุ่มน้ำที่หลากหลาย เช่นไม้เสม็ดขาว ต้นจาก หวายลิง ต้นกก เฟิร์น กระจูด ฯลฯ และยังเป็นแหล่งอนุบาล เพาะพันธุ์ปลา หรือสัตว์น้ำหลายชนิด

ป่าที่มีน้ำขังตลอดทั้งปี จึงเป็นแหล่งสร้างแพลงตอนพืชได้อย่างดี แม้แต่ในรายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโรงถลุงฯ ก็เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ในป่าพรุ คลองแม่รำพึง (ไหลจากป่าพรุลงแหลมแม่รำพึง) ปลายคลอง ต้นคลอง กลางอ่าว มีแพลงตอนพืชในปริมาณที่สูงกว่า 1,500,000 ต่อลูกบาศเมตร แต่ไม่ได้ระบุว่า มันคืออาหารของลูกปลาทู นั่นคือ ป่าพรุเป็นแหล่งสร้างแพลงตอนพืช หรืออาหารลูกปลาทูนั้นเอง

แม้รายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ ที่ ยังไม่ผ่านความเห็นชอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ทางสหวิริยาก็พยายามที่จะดำเนินการต่างๆ เช่น การบุกรุพื้นที่โดยใช้รถแบ็คโฮไถบางส่วนของป่าเพื่อทำการปรับที่ดิน ซึ่งเป็นสิ่งที่ชาวบ้านเป็นกังวล และคอยเฝ้าระวังเป็นอย่างสุดกำลัง เพราะการกระทำใดๆ ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิศาสตร์ ย่อมส่งผลกระทบต่อชาวบางสะพานอย่างแน่นอน เช่นปัญหาน้ำท่วมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากการถมคันดินขวางทางระบายน้ำ ระบบนิเวศน์ในบริเวณป่าพรุเปลี่ยนสภาพหากมีการก่อตั้งโรงถลุงในบริเวณดังกล่าวจริง

แล้วถ้าความหลากหลายทางชีวภาพในพรุ เกิดความเสื่อมโทรมจะส่งผลกระทบอย่างไรต่ออ่าวไทย และอาหารของคนไทยอีกหลายล้านคน


เส้นทางของปลาทูในอ่าวไทย


พื้นที่แรเงาแสดงเขตปิดอ่าว - กรมประมง
การเดินทางของปลาทู - มาตรการอนุรักษ์ทรัพยากรปลาทู จากกรมประมงที่เป็นรูปธรรม คือมาตรการปิดอ่าว ห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงบางชนิดทำการประมงในฤดูปลาที่มีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อน ในท้องที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี ภายในระยะเวลาที่กำหนด โดยมีระยะเวลาตั้งแต่ 15 กุมภาพันธ์ ถึง 15 พฤษภาคม ของทุกปี ซึ่งได้รับความร่วมมือกับชาวประมงในท้องถิ่นเป็นอย่างดี

แต่สิ่งที่กลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง ห่วงใยในวิถีของปลาทูนั้นใช่เพียงเพื่อชาวประมงในบางสะพาน เพราะหากลองศึกษาวิถีของปลาทูแล้วจะพบว่ามันกระทบกับคนทั้งประเทศ

เนื่องจากปลาทูเป็นปลาที่มีการอพยพย้ายถิ่น เมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ในช่วงประมาณเดือนธันวาคม – มกราคม ปลาทูที่อาศัยอยู่ในบริเวณอ่าวไทยตอนใน (จังหวัดสมุทรสาครและสมุทรสงคราม) ซึ่งมีขนาดโต พร้อมที่จะสืบพันธุ์ได้จะเริ่มอพยพไปยังแหล่งวางไข่ ซึ่งทอดตัวตามแนวชายฝั่งตะวันตกของอ่าวไทยตั้งแต่ อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จนถึงทิศตะวันออกของเกาะพะงัน เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เริ่มทยอยวางไข่ตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งลูกปลาที่เกิดขึ้นมาใหม่เริ่มเดินทางเข้าหาฝั่งในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม จวบจนเดือนมิถุนายน – กรกฎาคม ปลาทูมีขนาดโตซึ่งเรียกว่า "ปลาทูสาว" ก็จะเริ่มเคลื่อนตัวเข้าสู่พื้นที่อ่าวไทยตอนใน ค่อยๆ เพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นลำดับ โดยพบมากที่สุดในช่วงเดือนตุลาคม หลังจากนั้นเริ่มเคลื่อนตัวลงสู่แหล่งวางไข่ สำหรับปลาทูที่วางไข่แล้วส่วนใหญ่จะดำรงชีวิตอยู่ในน่านน้ำฝั่งตะวันตกเพื่อวางไข่ในครั้งที่สองระหว่างเดือนมิถุนายน – สิงหาคม ไม่ได้เดินทางอพยพเข้าสู่อ่าวไทยตอนใน เช่นปลาทูสาว

"ตรงนี้ผมชัดเจนนะ ป่าพรุเป็นแหล่งสร้างแพลงตอนพืชที่ใหญ่ที่สุดแห่งเดียวในอ่าวนี้ มากที่สุดที่เดียวในอ่าวไทยคือ แหลมแม่รำพึง เรือประมงในอ่าวไทยมีเป็นพันๆ ลำนะ หนึ่งลำ หาเลี้ยงคนทั้งประเทศได้ 1,000 คน ต่อวัน แล้วที่สำคัญ ปลาทู ไม่ได้กระทบแค่ที่นี่ที่เดียว วางไข่บางสะพาน อำเภอหลังสวน จังหวัดสุราษฎ์ ช่วงโตขยับขึ้นเหนือ ช่วงกลางๆ อยู่ที่เพชรบุรี โตเต็มวัยเต็มที่แม่กลอง พอตั้งท้องกลับที่เดิม" วิฑูรย์ บัวโรย แกนนำกลุ่มนุรักษ์แม่รำพึงกล่าว

วิถีของปลาทูเริ่มอยู่ในความสนใจของกลุ่มอนุรักษ์ฯ เมื่อครั้งที่กรมชลประทานวางโครงการขุดลอกคลองใหม่ ขนาด กว้าง 100 เมตร ลึก 4 เมตร ยาว 20 กิโลเมตร ทางตอนใต้ของป่าพรุ เพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วมบางสะพานซ้ำซาก โดยระบายน้ำออกสู่ทะเลออกอีกทางหนึ่ง ซึ่งอ้างว่าคลองที่ขุดขึ้นใหม่นี้จะสามารถแบ่งน้ำเหนือจากเทือกเขาตะนาวศรีได้ แต่ถูกชาวบ้านคัดค้านเนื่องจากเป็นการเอื้อผลประโยชน์ให้กับโรงถลุงเหล็กมากกว่าการใส่ใจแก้ปัญหาน้ำท่วมอย่างจริงจัง โดยอ้างว่าจะเป็นการตัดห่วงโซ่อาหารลุกปลาทูในแหลมแม่รำพึง

"ถ้าขุดคลองใหม่ซึ่งไม่ได้เป็นคลองธรรมชาติ มันกระทบแหล่งวางไข่ปลาทูแน่นอน วันนั้นก็ได้ถามกรมชลประทานว่าไม่ได้ปรึกษากระทรวงเกษตรเหรอว่าเขาเป็นคนกำหนดไว้เองนะว่าปิดอ่าวตรงนั้นเพราะอะไร คุณเอาห่วงโซ่อาหารมันไปออกทิศทางใหม่ แล้วไม่กระทบเหรอปลาทู ถ้าชาวบ้านละเมิดจับนอกฤดูกาลอย่างไรก็ไม่มีวันหมด แต่คุณไปตัดอาหารลูกมันเลย ลูกปลาทูกินแพลงตอนพืช แล้วทำไมเอาแพลงตอนพืชไปสู่ทะเลเปิด ทะเลเปิดไม่เหมาะสมกับการวางไข่ของปลาทู ทำไมไม่คุยกัน กรมชลฯ คิดแต่ว่าจะเอาน้ำออกอย่างไรให้ไวที่สุด ตรงนี้ไม่ควรขุดออกไป เพราะถ้าขุดจะทำให้ชายหาดเสียหายในระยะยาวต่อไป ตรงนี้จะเป็นโคลนทั้งหมด

ข้อเสนอของชาวบ้านคือ ถ้ามีความจำเป็นจะแบ่งน้ำเหนืออกมาจริง ก็ไม่ควร ที่จะขุดทะลุมาฝั่งนี้ ขุดมาฝั่งนี้ก็ได้นอุทยานเนี่ย แต่ไม่ควรให้คันดินมันสูง ให้น้ำมันเข้าป่าพรุเหมือนเดิม ไม่ควรเอาน้ำบายพาส ก็ขุดลอกคลอแม่รำพึงเนี่ย ให้มันดีขึ้น ถ้ามันสามารถแหบ่งน้ำเหนือมาได้จริง ป่าพรุก็จะอุดมสมบูรณ์ขึ้น โดยที่เส้นนี้ไม่ควรที่จะขุดออกทะเลโดยตรง" แกนนำกลุ่มอนุรักษ์ฯ กล่าว

แม้ล่าสุดโครงการดังกล่าวถูกระงับไปแล้ว แต่ชาวแม่รำพึงยังยืนยันว่า จะไม่ยอมให้โรงถลุงเหล็กเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด เพราะไม่เพียงแต่ทำลายผืนป่าพรุของชาวบ้านแล้ว ยังกระทบต่อประมงพื้นบ้าน และต่อชีวิตปลาทู ที่เป็นอาหารของคนไทย โดยกล่าวว่าทางกลุ่มฯ ไม่ได้ต่อสู้เพื่อชาวบางสะพานเท่านั้น แต่ยังต่อสู้เพื่อชาวประมงอีกหลายชีิวิต

ล่าสุดทางกลุ่มอนุรักษ์แม่รำพึง กำลังเสนอครม. ให้พื้นที่ป่าพรุี้กลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติ ตามมติครม. ที่เป็นสมาชิกสนธิสัญญานานาชาติ ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา ด้วยความหวังว่า ถ้าประกาศออกมาเป็นเขตพื้นที่ชุ่มน้ำนานาชาติก็ไม่มีใครมารุกล้ำได้ เก็บไว้ใช้ประโยชน์ร่วมกันชั่วลูกหลาน


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

4 ธันวาคม 2550