|
บุญกุ้มข้าวใหญ่ รวมน้ำใจชาวอาสา
"บุญกุ้มข้าว"
เป็นประเพณีทำบุญข้าวหลังฤดูกาลเก็บเกี่ยวของชาวนาทางภาคอีสาน
เพื่อเป็นการรำลึกถึงพระคุณของพระแม่โพสพ และเป็นสิริมงคลแก่ยุ้งข้าว
(หรือเล้าข้าว ในภาษาถิ่น) ซึ่งจะจัดขึ้นในวันขึ้น
3 ค่ำ เดือน 3 ของทุกปี และในปีนี้ตรงกับวันที่ 21 มกราคม 2550
โดยโพธาราม (วัดบ้านดอนนา) อำเภอกันทรวิชัย
จังหวัดมหาสารคาม ได้มีการจัดประเพณีนี้อย่างยิ่งใหญ่กว่าทุกปี
เนื่องจากข้าวที่นำมาทำบุญในครั้งนี้ ส่วนหนึ่งจะนำไปบริจาคให้กับผู้ประสพอุทกภัยทางภาคเหนือ
สืบเนื่องมาจากมหกรรมคนอาสา "เกี่ยวข้าวใหม่
กินปลามัน ปั้นข้าวจ้ำ ร่วมทำบุญ" ซึ่งจัดขึ้นโดยโครงการส่งเสริมการให้เพื่อสังคม
(Give2all) มูลนิธิกองทุนไทย ร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคาม และภาคีนิสิตนักศึกษา
กว่า 26 องค์กร
ได้ร่วมกันจัดโครงการอาสาพานักศึกษาลงแขกเกี่ยวข้าวตลอดช่วงเดือนธันวาคมที่ผ่านมา
ในเขตพื้นที่บ้านดอนนา ตำบลกุดใส้จ่อ อำเภอกันทรวิชัย และพื้นที่บางส่วนของจังหวัดร้อยเอ็ด
เพื่อเป็นการเรียนรู้วิถีชีวิตชาวนาภาคอีสาน และขอบริจาคข้าวเปลือกส่วนหนึ่งไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยดังกล่าว
ดังนั้น ปริมาณข้าวเปลือกที่นำมาทำบุญในปีนี้จึงมีมากกว่า 100
กระสอบ ทั้งข้าวเปลือกที่เดินทางมาจากจังหวัดร้อยเอ็ด หมู่บ้านในเขตตำบลกุดใส้จ่อ
อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม และพื้นที่บ้านดอนนาด้วย โดยผู้เข้าร่วมงานส่วนใหญ่เป็นเหล่านิสิตนักศึกษาที่เคยไปร่วมกิจกรรม
ชาวบ้าน อาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม เจ้าหน้าที่จากมูลนิธิกองทุนไทย
และตัวแทนชาวบ้านจากจังหวัดอุตรดิตถ์ บรรยากาศภายในงานจึงเป็นไปอย่างชื่นมื่น
พ่อชุม บุญหล้า อายุ 72 ปี ผู้เฒ่าผู้แก่ที่เคารพรักของชาวบ้านดอนนา
ได้กล่าวถึงงานบุญในครั้งนี้ด้วยความชื่นชมว่า
"
ปกติแล้วจะมีการบริจาคข้าวทำบุญให้วัดจากชาวบ้านในละแวกนี้ทุก
เอามาเก็บไว้เฉยๆ หรือไม่ก็ขายเพื่อนำเงินมาทำนุบำรุงวัด แต่ปีนี้ได้เอาไปบริจาคที่อื่นด้วย
ในปีก่อนๆ
คนที่มาร่วมงานจะเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ ไม่ค่อยมีวัยรุ่นมาหรอก แต่ปีนี้เห็นนักศึกษามาเต็มวัดพ่อก็ดีใจ
นับเป็นเรื่องที่ดี เราเป็นเมืองพุทธเราควรแบ่งปันกัน โดยไม่ต้องแบ่งว่ารู้จักกันหรือไม่
เป็นญาติกันหรือเปล่า ซึ่งความไม่เห็นแก่ตัว และความมีน้ำใจแบบนี้อยากให้คงอยู่
ต่อไปในอนาคต เราเคยช่วยเหลือกันจะทำอะไรมันก็ง่าย
จะพัฒนาบ้านเมืองก็ง่าย เพราะเรามีน้ำใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
นายพิษณเดช สุคำภา นักศึกษาที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมตลอดระยะเวลาของโครงการตั้งแต่การลงแขก
จนถึงการทำบุญกุ้มข้าวในวันนี้ กล่าวถึงความรู้สึกที่ได้ร่วมกิจกรรมว่า
"กิจกรรมนี้เป็นปีแรก เราเจออุปสรรคเยอะมากไม่ว่าเรื่องกระบวนการจัดการ
การจัดสรรคน แต่นั่นก็ถือเป็นบทเรียนในการปรับปรุงการทำงานต่อไป
แต่สำหรับผม ผมพอใจ เพราะรู้สึกว่ามันมีคุณค่ามากกว่าการเรี่ยไรเงินไปซื้อข้าวเพื่อนำไปบริจาค
เพราะนี่คือข้าวจากน้ำพักน้ำแรง ...อย่างบ้านพ่อโส (บ้านหัวงัว
ต.กุดใส้จ่อ) ที่ผมไปเกี่ยวแกให้มาเลย 10 กระสอบ แกบอกว่า
ไม่เป็นไร พ่ออยากทำบุญ ผมซาบซึ้งมาก
...ถ้าถามผมว่าคุ้มไหมกับกิจกรรมนี้ ถ้ามานั่งคิดคำนวณต้นทุนกำไร
ค่ารถเดินทาง ค่ากินอยู่อาสาสมัคร ค่าดำเนินงาน แบบนี้ก็ไม่คุ้ม
แต่มันคุ้มในแง่ของการได้เรียนรู้นอกห้องเรียน เรียนรู้ชุมชน
นักศึกษาได้เรียนรู้วิถีชีวิตชาวนา ชาวนาได้แรงงานได้เพื่อนพูดคุยแลกเปลี่ยน
เราทั้งสองฝ่ายได้ข้าวไปร่วมบริจาค มีแต่เรื่องดีๆ เกิดขึ้น
ผมว่ามันคุ้มนะ..."
โดยงานบุญกุ้มข้าวใหญ่ของวัดบ้านดอนนาในครั้งนี้
เริ่มขึ้นตั้งเมื่อแต่เย็นวันที่ 20 มกราคม ซึ่งมีขบวนนักศึกษาออกเดินแห่ขอรับบริจากข้าว
(แผ่ข้าว) และสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
เพื่อเข้าร่วมทำบุญ และได้มีการถวายเพลทำบุญเลี้ยงพระ รวมถึงการบายศรีสู่ขวัญข้าวในช่วงเย็น
ในวันที่ 21 มกราคม 2550
หลังจากนั้นเป็นการสดงต้อนรับแขกโดยวงโปงลางของนักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคาม
สลับกับเวทีการแลกเปลี่ยนแนวคิด วิถีการดำเนินชีวิต ในวงสนทนาระหว่างชาวบ้านทั้ง
2 (เจ้าบ้าน และแขกจากจังหวัดอุตรดิตถ์)
ถึงสภาพความเป็นอยู่แตกต่างกัน โดยมีการฉายภาพถ่ายสภาพความเป็นอยู่ทั้งก่อน
และหลังเกิดเหตุการณ์โคลนถล่มในเดือนพฤษภาคมให้ชมในงาน สร้างความเห็นใจแก่ผู้ที่ได้รับชม
และเข้าใจถึงเหตุการณ์มากยิ่งขึ้น
นายราชัน มหาวัน นายกองค์การบริหารส่วนตำบลจริม
อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ ตัวแทนของชาวบ้านที่ประสพอุทกภัย
ได้เปิดใจถึงความรู้สึกที่ได้มาร่วมงาน และกล่าวถึงแนวทางที่จะจัดการกับกองทุนข้าวเปลือกที่ได้รับบริจาคในครั้งนี้ว่า
"โครงการนี้ถือว่าเป็นโครงการที่ดี ที่ทางมูลนิธิกองทุนไทยและอาสาสมัครนักศึกษาที่เข้าร่วมโครงการได้ทำ
เพื่อที่จะได้ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทางอำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์
ซึ่งในขณะนี้ก็ได้รับการช่วยเหลือเป็นบางส่วนเพียงระยะสั้นๆ
แต่ในระยะยาวนั้น ทางชาวบ้านยังขาดแคลนอยู่เป็นจำนวนมาก ...ในงานนี้รู้สึกประทับใจกับ
ที่ได้เห็นความร่วมไม้ร่วมมือกันทุกส่วน ได้เห็นความรักความสามัคคี
ความเอื้อเฟื้อ ความเอื้ออาทร และความมีน้ำใจของทุกส่วนที่ได้จัดงานขึ้น
และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการดี ๆ ภาพดี ๆ แบบนี้จะคงอยู่กับทุกส่วนที่ได้จัดงานนี้ขึ้นต่อไปอีกยาวนาน
...ในการบริหารจัดการข้าวเปลือกที่ได้รับจากโครงการนี้ก็คิดว่า
ส่วนหนึ่งก็จะแบ่งปันให้กับพี่น้องที่ประสบภัยแบบให้เปล่า และอีกส่วนหนึ่งก็จะบริหารจัดการโดยการจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อให้พี่น้องที่เดือดร้อนได้ยืมไปและมีการนำมาใช้ไม่ได้รับความเดือดร้อน
เพื่อที่จะให้กองทุนนี้อยู่ได้นานๆ และเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยในระยะยาว
และในฐานะเป็นตัวแทนของผู้ประสบภัยในเขตพื้นที่อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์
ต้องขอขอบคุณ ทางมูลนิธิกองทุนไทย อาสาสมัครนักศึกษา จากหลายสถาบัน
หลายองค์กร ตลอดถึงพี่น้องบ้านดอนนา บ้านหนองขี้เหล็ก จังหวัดมหาสารคาม
และพี่น้องบ้านโคกสูง จังหวัดร้อยเอ็ด ที่มีจิตใจเอื้ออาทร ต่อผู้ที่ประสบภัยในครั้งนี้
กระผมในฐานะตัวแทนผู้ประสบภัยในพื้นที่อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์
ไม่มีอะไรที่จะตอบแทนท่านที่ได้ให้ความช่วยเหลือในครั้งนี้.."
คุณสุวรรณี จันทร์ดำเนินพงศ์ ผู้จัดการงานประสานเครือข่ายโครงการส่งเสริมการให้เพื่อสังคม
(Give2all) มูลนิธิกองทุนไทย ได้กล่าวสรุปถึงผลตอบรับจากกิจกรรมและความคาดหวังจากอาสาสมัคร
ในอนาคตว่า "เป็นงานที่น่าประทับใจงานหนึ่งค่ะ เป็นการฟื้นฟูประเพณีวัฒนธรรมท้องถิ่น
ผูกโยงกับความเชื่อเดิมที่ระลึกถึงคุณของพระแม่โพสพ ไม่แน่ใจว่าเดี๋ยวนี้ในภาคอีสานยังมีการทำบุญกุ้มข้าวใหญ่ในพื้นที่ใดบ้าง
แต่อย่างน้อยที่นี่ก็ได้ฟื้นประเพณีนี้ขึ้นมา และยิ่งริเริ่มโดยน้องๆ
นักศึกษาก็ทำให้เห็นว่านักศึกษายังสนใจ ให้ความสำคัญกับคุณค่าประเพณีนี้อยู่
ที่สำคัญข้าวทั้งหมดที่นำมาทำบุญก็ยังเป็นข้าวที่นักศึกษาและชาวบ้านร่วมใจกันบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง
ที่ จ.อุตรดิตถ์ เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างชุมชน
2 พื้นที่อีกด้วย ต้องขอบคุณชาวบ้านดอนนา บ้านทางตำบลกุดใส้จ่อ
และทางจังหวัดร้อยเอ็ด รวมถึงนักศึกษามหาวิทยาลัยมหาสารคามและที่อื่นๆ
ที่เป็นหัวเรียวหัวแรงในการผลักดันงานเกี่ยวข้าวจนมีวันนี้
...ส่วนในอนาคตสิ่งที่อยากเห็น คงไม่ใช่เพียงแค่พิธีกรรม
หรืองานบุญประเพณีประจำปี แต่อยากเห็นการช่วยเหลือ การแบ่งปันของคนในชุมชน
การทำงานเพื่อสังคมของนิสิต นักศึกษาที่มีความต่อเนื่อง อยากเห็นรูปธรรมของการให้เพื่อสังคมที่ทำได้จริงในทุกระดับ
อย่างเช่นการลงแรงเกี่ยวข้าวของนักศึกษา แทนที่จะใช้เวลาไปกับการเที่ยวเตร่
สังสรรค์ หรือเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า การช่วยเหลือ การบริจาคของชาวบ้าน
แม้ไม่มากมายแต่ก็เปี่ยมไปด้วยน้ำใจ และการเห็นความทุกข์ยากของชุมชนอื่นๆ
เป็นเรื่องที่ไม่ควรนิ่งนอนใจ ไม่ทอดทิ้งกัน"
โดยข้าวเปลือกที่ได้รับบริจาคในครั้งนี้จะมีการขนย้ายจากวัดโพธาราม
อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ไปยังอำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์
เพื่อส่งมอบให้กับชาวบ้านที่ประสพอุทกภัย ภายในวันที่
2 - 4 กุมภาพันธ์ 2550 ในโอกาสต่อไป
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
31 มกราคม 2550
|