ชาร์ม - กับทิศทางการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง

นอกจากธรรมชาติจะรังสรรค์ให้พื้นที่ชายฝั่งของไทยเต็มไปด้วยท้องทะเลที่งดงาม เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวมาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกปีละหลายล้านคนแล้ว ในอีกแง่หนึ่งที่หลายคนอาจมองข้ามไป พื้นที่ชายฝั่งยังเป็นรากฐานการผลิตที่สำคัญ ซึ่งส่งผลต่อเศรษฐกิจทั้งระดับชุมชนและระดับประเทศอีกด้วย

เนื่องจากรอยต่อระหว่างแผ่นดินกับผืนทะเลเป็นระบบธรรมชาติที่มีความซับซ้อน ประกอบด้วยทรัพยากรชายฝั่งที่สำคัญ อาทิ ป่าชายเลน ปะการัง หญ้าทะเล จึงมีลักษณะทางกายภาพที่ช่วยลดคลื่นลม และรักษาสภาพชายฝั่ง เป็นแหล่งวางไข่และอนุบาลสัตว์น้ำ ชายฝั่งทะเลจึงเป็นแหล่งประกอบกิจกรรมที่สำคัญของกลุ่มคนหลากหลายอาชีพนับตั้งแต่ กลุ่มชาวประมงท้องถิ่น การประมงพาณิชย์ ไปจนถึงกลุ่มนายทุนและผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ฯลฯ

แต่จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก ทรัพยากรชายฝั่งจึงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ถูกคุกคามจากมนุษย์ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงไม่ถึงการณ์

การขยายตัวของชุมชนเมืองและอุตสาหกรรม การปล่อยของเสียลงสู่แหล่งน้ำ ก่อให้เกิดมลภาวะทางน้ำทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและแหล่งวางไข่ การล่าสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ ส่งผลให้ปัจจุบันสัตว์น้ำที่จับได้มีขนาด และปริมาณที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ความต้องการบริโภคและการใช้ทรัพยากรชายฝั่งกลับมีปริมาณเพิ่มขึ้นแปรผันตามจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คำถามที่ตามมาคือ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ควรเป็นหน้าที่ของใคร รัฐบาล? เอกชน? หรือเป็นเพียงปัญหาของชาวประมงในชุมชน ที่ต้องดูแลแก้ไข เพียงลำพัง

เป็นระยะเวลากว่า 5 ปีที่ "โครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง" (Coastal Habitats and Resources Management Project: CHARM) หรือ "โครงการชาร์ม" ได้พยายามจัดการกับปัญหาดังกล่าว โดยมีเป้าหมายที่สำคัญคือ การมุ่งเน้นให้ชุมชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการวางแผนในระดับตำบล โดยเฉพาะการส่งเสริมแนวทางการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลอย่างมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

นายสัญชัย ตัณฑวณิช ผู้อำนวยการโครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่งกล่าวให้สัมภาษณ์ภายในงาน สัมนาสรุปโครงการ"ความสำเร็จและบทเรียนสำคัญสำหรับอนาคตในการบริหารจัดการร่วมทรัพยากรชายฝั่งในประเทศไทย" ระหว่างวันที่ 22 – 24 สิงหาคม 2550 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมมารีไทม์ ปาร์ค สปา แอนด์ รีสอร์ท จังหวัดกระบี่ เพื่อนำเสนอผลงาน โดยเฉพาะการบริหารจัดการทรัพยากรายฝั่งสู่ระดับนโยบาย กล่าวถึงความสำเร็จของโครงการชาร์ม ว่า

"โครงการฯ ของเราโชคดีหลายอย่าง ประการแรกก็กระแสอนุรักษ์ที่มีส่วนช่วยผลักดันให้โครงการสามารถก้าวเดินต่อไปได้ ถ้าเราทำโครงการแบบเดียวกันนี้เมื่อ 20 ปีก่อนคงทำไม่ได้หรอก ส่วนประการที่ 2 คือในช่วงนั้นมีผู้ว่า CEO บางท่านที่เห็นดีเห็นชอบกับแนวคิดของเรา ก็สามารถจัดการปัญหาต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว เช่นสั่งให้รื้อถอน อวนรุน โพงพาง และหันมาส่งเสริมให้ใช้เครื่องมือที่ถูกกฎหมาย มันเป็นความพยายยามอย่างสูงที่จะดำเนินเรื่องนี้

รูปแบบการทำงานของโครงการฯ ก็คือ ศึกษารูปแบบการจัดการทรัพยากรชายฝั่งอย่างเหมาะสม ซึ่งภายในระยะเวลา 5 ปี เราจะต้องได้โมเดลออกมา ว่าการจัดการทรัพยากรชายฝั่งแต่ละพื้นที่ควรเป็นอย่างไร เพื่อนำเสนอสู่ระดับนโยบาย และสามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศต่อไป"

นายสัญชัยได้อธิบายเพิ่มเติมว่า โครงการชาร์มมีวิธีการดำเนินงานที่พิเศษคือ อาศัยแนวทางในการดำเนินงานเน้นในการจัดการร่วม หรือ Co - management คือการทำงานแบบบูรณาการระหว่างภาคีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐบาล องค์กรปกครองท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน และชุมชนเอง คือต้องทำงานไปด้วยกัน คือการเป็นหุ้นส่วนกัน ไม่ใช่ต่างคนต่างทำอย่างในอตีด

"สมัยก่อนการทำงานจะเป็นลักษณะต่างคนต่างลงสู่พื้นที่ แย่งชิงชาวบ้านกัน เราก็พยายามปรับให้ดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งในบางหน่วยงานได้รับความร่วมมือดี แต่เราพยายามเน้นให้ชุมชนมีส่วนร่วม ให้ชุมชนเกิดการรวมตัวกัน ให้มีความเข้มแข็ง เมื่อมีความเข้มแข็งแล้วก็เปิดพื้นที่ให้ได้มารู้จักแลกเปลี่ยนกันในแต่ละชุมชนเกิดการสร้างเป็นเครือข่ายขึ้นมา โดยอาศัยอาศัยหลักการทรงงานตามแนวพระราชดำริคือ เมื่อมีความเข้มแข็งภายในก็ให้เชื่อมโยงออกสู่ภายนอก

กับภาคีต่างๆ เราเน้นการทำงานเป็นหุ้นส่วน คือ คือไม่ใช่แค่การมีส่วนร่วม แต่เป็นการทำเป็นหุ้นส่วนมันมีข้อตกลงว่าใครทำส่วนไหน อย่างไร เพื่อส่งเสริมงานให้ไปในทิศทางเดียวกัน อย่างมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืชก็ทำในเรื่องของชุมชน ซึ่งมีเครือข่ายอยู่แล้วก็ใช้เครือข่ายตรงนั้นให้เกิดประโยชน์ ส่วนมูลนิธิรักษ์ไทยทำเกี่ยวกับอาชีพก็ผลักดันเรื่องอาชีพอย่างชาวประมงบางครอบครัวที่เคยทำประมงผิดกฎหมาย พอเขาจะเลอกก็ต้องมีอาชีพเสริมเพื่อช่วยให้เขามีรายได้ที่เพียงพอ มูลนิธิกองทุนไทย ก็มาช่วยทำในเรื่องศูนย์การเรียนรู้ เราก็หาหุ้นส่วนมาช่วยทำตามความถนัด ไม่ใช่ชาร์มทำเองทั้งหมด ก็คิดว่าประสบผลสำเร็จได้ในระดับหนึ่งนะครับ"

โครงการชาร์มได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสหภาพยุโรปเป็นเงิน 8 ล้านยูโร และรัฐบาลไทยอีก 8.5 ล้านบาท โดยดำเนินการในพื้นที่บริเวณอ่าวบ้านดอน ของฝั่งอ่าวไทย จังหวัดสุราษฎ์รานี และอ่าวพังงาของชายฝั่งทะเลอันดามันซึ่งครอบคลมพื้นที่จังกวัด ภูเก็ต พังงา กระบี่ และตรัง รวมกว่า 356 หมู่บ้านตามแนวชายฝั่ง มีจำนวนประชากร กว่า 300,000 คน โดยมีพันธมิตรจากองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ การปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์กรพัฒนาเอกชนได้แก่ มูลนิธิสัตว์ป่าและพันธุ์พืชแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมป์ ช่วยพัฒนาเครือข่ายอันดามัน เครือข่ายความช่วยเหลืออันดามัน และมูลนิธิพัฒนาอย่างยั่งยืน ช่วยพัฒนาแผนการจัดการทรัพยากรชายฝั่งของทะเลตรัง โครงการท่องเที่ยวเพื่อชีวิตและธรรมชาติ ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยชุมชน มูลนิธิรักษ์ไทย ช่วยจัดทำคู่มือส่งเสริมอาชีพและการพัฒนาอาชีพทางเลือก มูลนิธิพัฒนาเอเชีย ช่วยอบรมคณะกรรมการที่ปรึกษาตำบล มูลนิธิกองทุนไทยช่วยจัดตั้งข้อมูลศูนย์การเรียนรู้ และพัฒนาวิธีบริหารจัดการ และมูลนิธิฟ้าเดียว ซึ่งช่วยทำหลักสูตรการสอน และการดำเนินปลูกจิตสำนึกด้านการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง


นายประสาร ทุ่ยอ้น ครูโรงเรียนบ้านหยงสตาร์ อำเภอประเหลียน จังหวัดตรัง หนึ่งในผู้นำชุมชนที่มีส่วนร่วมในโครงการชาร์มกล่าวว่า "สิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุดของผมคือสามารถรวมกลุ่มชาวบ้านให้เลิกการประมงแบบทำลายล้างคืออวนรุน ผมเป็นครูก็ใช้หน้าที่ตรงนี้ในการสั่งสอนนักเรียนให้มีจิตสำนึกรักทะเล สอนนักเรียนให้ไปบอกแก่พ่อแม่ว่ามันจะเกิดผลกระทบอย่างไร รวมทั้งการทำหอกระจายข่าวสิ่งแวดล้อม ผมไม่ได้สั่งให้ชาวบ้านเลิกนะ แต่จะใช้วิธีการตั้งคำถามว่า มันจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง สิ่งแวดล้อมทรัพยากร ลูกหลานเรา มันเกี่ยวโยงกันอย่างไร มสัยก่อนมีเรือกว่า 177 ลำ เป็นอวนรุนนะครับ เดี๋ยวนี้พอเลิกใช้อวนรุนกันแล้ว ทรัพยากรมันก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม ช่วงหลังก็มีปลูกป่าชายเลนด้วย"

ภาพบรรยากาศในงานสัมนาสรุปโครงการชาร์ม

แม้โครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่งจะสิ้นสุดระยะเวลาในเดือนพฤษศจิกายนในปลายปีนี้แล้วก็ตาม ซึ่งก็คงเป็นเพียงแค่การยุติบทบาทการทำงานของเจ้าหน้าที่ในส่วนของโครงการเพียงเท่านั้น แต่หากผลลัพธ์ที่ได้จากโครงการหมายถึง การที่ชุมชนมีความเข้มแข็งขึ้น มีความเข้าใจ และความพร้อมที่จะดูแลรักษา และใช้ทรัพยากรมากขึ้น ก็นับว่าบทเรียนการทำงานที่ผ่านมาไม่ได้สูญเปล่าแต่อย่างใด ตัวอย่างเช่น กลุ่ม MCS หรือเครือข่ายตรวจตราเฝ้าระวังทรัพยากรชายฝั่ง กล่าวคือให้เรือประมงทุกลำใช้วิทยุสื่อสารในการตรวจตราท้องทะเลร่วมกับเรือตรวจลาดตระเวนในการแจ้งข่าวสารต่างๆ รวมทั้งการลักลอบจับสัตว์น้ำด้วยวิธีการที่ผิดกฎหมาย กลุ่มนำท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์บ้านลีเล็ด การแปรรูปสัตว์น้ำ หรือกลุ่มอาชีพเสริมต่างๆ เป็นต้น

"5 ปีที่ผ่านมา ได้รับเสียงตอบรับจากชุมชนค่อนข้างดี แล้วทำอย่างไรที่บทเรียนตรงนี้จะสามรถนำไปสู่ระดับนโยบาย นำไปดำเนินการต่อและขยายผล ใช้ในพื้นที่ชายฝั่งอื่นๆ ของประเทศไทยได้อีกเพื่อไม่ให้กิจกรรมทั้งหมดมันสูญหายไป ซึ่งในบางเรื่องจะมีงบประมาณบางส่วนจากรัฐบาลไทย มาช่วยสนับสนุน โดยเฉพาะสิ่งที่ชาร์มได้สังเคราะห์ ออกมาก็ได้มีส่วนบรรจุลงในแผนแม่บท 5 ปี เรื่องการประมงทางทะเลของไทย กรมทรัพยากรประมงทะเลชายฝั่ง ก็จะนำส่วนนี้ไปเสนออนุกรรมการที่อยู่ภายใต้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ" ผู้อำนวยการโครงการชาร์มกล่าวทิ้งท้าย

ความพยายามในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอยู่คู่กับการทำลายมาทุกยุคสมัย แต่ในปัจจุบันกระแสการทำลายล้างที่เชี่ยวกรากยิ่งขึ้น คงไม่อาจทัดทานได้ด้วยคนเพียงส่วนน้อย แต่ต้องอาศัยแรงพลังที่มากยิ่งขึ้นไปอีก นั่นคงหมายถึงการร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งองค์ความรู้ ประสบการณ์ บทเรียน จากชุมชน นักพัฒนา และนักวิชาการที่ช่วยกันระดมออกมานำเสนอเป็นกลยุทธ์และมาตรการต่างๆ ล้วนมีวัตถุประสงค์เดียวกันคือ การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีส่วนร่วมในระดับนโยบาย

ไม่เช่นนั้นแล้วมาตรการต่างๆ หรืองานวิจัยเหล่านี้ ก็คงเป็นแค่เพียงงานวิชาการชิ้นโบว์แดง ที่นอนเขลอะฝุ่นอยู่บนหิ้ง แต่ไม่สามารถทำมาปฏิบัติได้จริง ดังเช่นงานวิชาการดีๆ ที่มีอยู่ทั่วไปในบ้านเรา

 

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

23 กันยายน 2550

**ข้อมูลเพิ่มเติมจากโครงการจัดการทรัพยากรชายฝั่ง
http://www.charmproject.org/cms