Home ข่าวเด่น ข่าวรายวัน English News รายงาน บทความ Sound & VDO Webboard ข้อมูลย้อนหลัง
Beyond Disaster 1 : ก่อนภัยฯ ...จะใกล้ตัว

มหันตภัยที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน อย่าง "ภัยพิบัติธรรมชาติ" เป็นสิ่งที่หลายคนมีความกังวลใจ เพราะบทเรียนที่โลกได้รับจากประสบการณ์ที่ผ่านมา เช่นเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิถล่มชายฝั่งทะเลอันดามัน พายุนาร์กีสในประเทศพม่า และล่าสุดเหตุการณ์แผ่นดินไหวในประเทศจีน ทำให้เกิดการทำลายล้างทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างมหาศาล

แม้ภัยพิบัติต่างๆ ที่กล่าวมาจะมีความรุนแรงเป็นที่น่าหวาดเกรง ทั้งยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่หากมีการเตรียมความพร้อมที่ดี หรือมีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพยอ่มช่วยลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินได้ โดยมีปัจจัยที่สำคัญคือ ระบบการเตือนภัย ระบบแผนการเตรียมพร้อมรับภัย และอาคารหลบภัย จากกรณีของประเทศบังกลาเทศซึ่งอยู่ในเขตอ่าวเบงกอล และมักจะได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติพายุหมุนเขตร้อน (โซโคลน) อย่างรุนแรง โดยในปี 2513 มีผู้เสียชีวิตจากพายุไซโคลนโบรา กว่า 5000,000 คน และในปี 2534 มีผู้เสียชีวิต 143,000 คน เนื่องจากระบบการบริหารจัดการยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แต่ในปี 2545 เมื่อระบบการจัดการได้รับการพัฒนา พบว่า มีผู้เสียชีวิตจากพายุไซโคลนซีค เพียง 3,363 คนเท่านั้นเอง

ในส่วนของประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติต่างๆ กว่า 8 ประเภท เช่น แผ่นดินไหว แม้ที่ผ่านมาจะไม่รุนแรงอย่างในประเทศจีน ญี่ปุ่น หรืออินโดนีเซีย เนื่องจากไม่ได้ตั้งอยู่ในแนวแผ่นดินไหว แต่ความเสี่ยงทจะี่เกิดแผ่นดินไหวจากรอยเลื่อนที่ยังมีพลังกว่า 13 แห่งทั่วประเทศ (ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเหนือและภาคตะวันตก) เรียกได้ว่าประเทศไทยยังมีโอกาสเกิดแผ่นดินไหวได้เช่นกัน โดยความเสียหายส่วนใหญ่จะเกิดกับสิ่งปลูกสร้างที่สร้างคร่อมแนวรอยเลื่อน เช่น สะพาน ฟุตบาท แหล่งเก็บกักน้ำ ฯลฯ ซึ่งจะมีการเลื่อนเหลื่อมออกจากแนวเดิมอย่างช้าๆ นอกจากนี้กรุงเทพมหานครของไทยยังเป็นดินตะกอนแม่น้ำซึ่งหากมีคลื่นแผ่นดินไหวเคลื่อนที่ผ่านก็จะส่งผลให้ ขนาดของคลื่นแผ่นดินไหวขยายตัวได้อีก 3-4 เท่า สร้างความเสียหายให้กับสิ่งปลูกสร้าง อาคาร ที่ไม่ต้านทานแรงสั่นสะเทือนได้ ภัยที่มักเกิดตามมาภายหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหว สงบลง ซึ่งต้องมากว่า 7 ริกเตอร์ขึ้นไปที่ควรให้ความสำคัญคือ คือ สึนามิ ประเทศไทยเคยได้รับบทเรียนจากภัยพิบัติดังกล่าวมาแล้ว เมื่อปลายปี 2547 ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่คนไทยได้รู้จักกับภัยประเภทนี้

เมื่อเกิดแผ่นดินไหวใต้ทะเล น้ำทะเลจะถูกดูดเข้าไปตามรอยแยก และถูกดันออกมา ทำให้น้ำทะเลกระเพื่อม โยนตัวไปมาเป็นคลื่นขนาดใหญ่หรือที่เรียกกันว่า คลื่นสึนามิ แต่บริเวณที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหว และมีคลื่นสึนามิได้จะอยู่ในแนวเขตแผ่นดินไหวใหญ่ๆ โดยเฉพาะในมหาสมุทรแปซิฟิก เนื่องจากใต้พื้นมหาสมุทรเป็นบริเวณรอยต่อแผ่นเปลือกโลก ทำให้มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหว หรือภูเขาไฟปะทุ ได้มากกว่าบริเวณอื่นๆ นักธรณีวิทยาให้ชื่อบริเวณที่มักเกิดแผ่นดินไหว และภูเขาไฟปะทุในมหาสมุทรแปซิฟิกนี้ว่า "วงแหวนไฟ หรือวงแหวนอัคนี (Ring of fire)" ซึ่งแต่เดิมมีความเชื่อว่าในมหาสมุทรอินเดียจะไม่เกิดคลื่นสึนามิ เนื่องจากประวัติที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สึนามิในครั้งนั้นจึงนับเป็นครั้งแรกในมหาสมุทรอินเดีย

พายุหมุนเขตร้อน เป็นพายุที่เกิดขึ้นในทะเลหรือมหาสมุทรในแถบเขตร้อน (แถบเส้นศูนย์สูตร) ซึ่งมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ เช่น บริเวณตะวันตกเฉียงเหนือของมหาสมุทรแปซิฟิกและในทะเลจีนใต้ เรียกว่า พายุไต้ฝุ่น เกิดในอ่าวเบงกอล และทะเลอาหรับ ในมหาสมุทรอินเดีย เรียกว่า พายุไซโคลน เกิดบริเวณมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทะเลแคริบเบียน อ่าวเม็กซิโก เรียกพายุเฮอริเคน ฯลฯ

ประเทศไทยตั้งอยู่ระหว่างแหล่งกำเนิดของพายุหมุนเขตร้อนทั้ง 2 ด้าน คือ ด้านชายฝั่งทะเลตะวันออกทางมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีนใต้ (พายุไต้ฝุ่น) กับด้านชายฝั่งทะเลตะวันตกทางอ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน (พายุไซโคลน) แต่ส่วนใหญ่พายุหมุนเขตร้อนที่เคลื่อนตัวเข้าสู่ประเทศไทยมาจากฝั่งตะวันออก คือด้านทะเลจีนใต้ มากกว่าด้านตะวันตกหรืออ่าวเบงกอล ซึ่งมักจะอ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่นเป็นส่วนมาก เนื่องจากพื้นดินและเทือกเขาของประเทศพม่า เวียดนาม ลาว และกัมพูชาที่ล้อมรอบประเทศไทยตอนบน เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดความรุนแรงของพายุก่อนที่จะเคลื่อนเข้ามาถึง ความเสียหายที่เกิดจากแรงลมจึงน้อยกว่าภาคใต้ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นพื้นที่เปิดสู่ทะเล พายุที่เคลื่อนเข้าสู่อ่าวไทยและขึ้นฝั่งที่ภาคใต้ขณะมีกำลังแรงขนาดพายุโซนร้อน หรือไต้ฝุ่นจะมีผลกระทบเป็นอย่างมากจากคลื่นพายุซัดฝั่งลมที่พัดแรงจัด และฝนที่ตกหนักถึงหนักมากจนเกิดอุทกภัย รวมทั้งคลื่นลมแรงในอ่าวไทย บทเรียนที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับผลกระทบจากพายุไต้ฝุ่นเพียงครั้งเดียวคือ พายุไต้ฝุ่นเกย์ ในปีพ.ศ 2532 ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักทั้งจากวาตภัยและอุทกภัย นอกจากนี้ยังมีพายุหมุนเขตร้อนที่อาจมีความเร็วไม่ถึงไต้ฝุ่น แต่เคยสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยมาก่อนหน้านี้คือ พายุลินดา ซึ่งพัดเข้าถล่มจังหวัดชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และ เพชรบุรี ในปี 2540

น้ำท่วมและน้ำป่าไหลหลาก เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นประจำทุกปีในทั่วทุกภาคของประเทศไทย ตั้งแต่ในตัวเมือง ไปจนถึง เรือกสวน ไร่นา และหมู่บ้านที่ห่างไกล ซึ่งปัญหาน้ำท่วมนอกจากจะส่งผลกระทบต่อเรื่องการสัญจรไปมา และสุขอนามัยแล้ว น้ำที่ท่วมขังระยะเวลานายยังก่อให้เกิดการสูญเสียความสมดุลของชุมชม และระบบนิเวศน์ในบริเวณพื้นที่ถูกน้ำท่วม เนื่องจากน้ำท่วมได้สร้างความเสียหายให้พื้นที่การเกษตร เนื่องจากการชะล้างของหน้าดินมีสูง สูญเสียธาตุอาหารไปจากหน้าดินส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง


น้ำท่วม และโคลนถล่ม

ปัญหาน้ำท่วมขึ้นอยู่กับสภาพลมฟ้า อากาศ และปริมาณฝนเป็นหลักเป็นสิ่งที่ไม่สามารถกำหนดได้ก็จริง แต่การเตรียมรับมือป้องกันที่มีประสิทธิภาพ เช่นการขุดทางระบายน้ำ การเตรียมกระสอบทราย หรือการเตรียมตัวอพยพเคลื่อนย้ายผู้คน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เคยเกิดปัญหาน้ำท่วมซ้ำซาก เป็นเรื่องที่เราสามารถเตรียมพร้อมรับมือเพื่อลดความสูญเสียจากปัญหาดังกล่าวได้

อีกภัยหนึ่งที่มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ฝนตกหนักคือ โคลนถล่ม เนื่องจากเมื่อฝนตกหนัก น้ำจะซึมลงไปในดินอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ดินอุ้มน้ำจนอิ่มตัว จนเหลวไม่สามารถยึดเกาะกันต่อไปได้ จึงเกิดการเลื่อนไหลตามลักษณะพื้นที่เอียงลาด โดยพื้นที่เสี่ยงภัยส่วนใหญ่จะอยู่ตามที่ลาดเชิงเขา ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดดินโคลนถล่มในประเทศไทย เชื่อว่าเกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างภูเขา และป่าไม้บนภูเขาถูกทำลาย เช่นการทำถนนหนทาง การถางป่าเพื่อทำการเกษตร จะส่งผลให้ขาดรากต้นไม้คอยยึดหน้าดิน และดูดซับน้ำเอาไว้ เมื่อมีฝนตกหนัก หรือตากต่อเนื่องกันเป็นเวลานานจึงทำให้พื้นที่ดังกล่าวมีความเสี่ยงที่จะเกิดโคลนถล่มตามมา

แม้ประเทศไทย จะขึ้นชื่อว่าเมืองแห่งอู่ข้าวอู่น้ำ แต่เกษตรกรไทยก็ยังต้องเจอกกับ ปัญหาภัยแล้ง แทบทุกปี โดยเฉพาะในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ประเทศไทยจัดอยู่ในเขตภูมิอากาศชื้นและแห้ง มีลักษณะภูมิอากาศ แบ่งเป็น 2 ช่วง คือช่วงแล้งระยะสั้น คือความชื้นในดินไม่เพียงพอให้พืชได้เจริญเติบโตโดยไม่หยุดชะงัก และช่วงแห้งแล้งระยะยาว คือ ความชื้นในดินหมดไป จนกระทั่งพืชบางชนิดต้องตายไป หรือไม่ก็ต้องปรับตัวโดยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ดำรงชีพได้ในช่วงที่แห้งแล้ง ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหาภัยแล้งในประเทศไทยคือ ฝนทิ้งช่วง และฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล

ปัญหาที่ตามมาจากภัยแล้งส่วนใหญ่ คือ ผู้คนขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ เนื่องจากน้ำตามแหล่งเก็บกักน้ำตื้นเขินไม่เพียงพอ ในส่วนของเกษตรกรจะส่งผลต่อพืชพรรณต่างๆ ที่ปลูกเอาไว้ เช่นข้าว และพืชไร่ต่างๆ ล้มตาย และไม่เจริญเติบโต อาจส่งผลให้เกิดภาวะการขาดแคลนอาหารตามมา ซึ่งระบบการชดเชยความเสียหายในพื้นที่ประสบภัยแล้งยังอยู่ในอัตราที่ต่ำ ยังไม่คุ้มกับต้นทุนการผลิตที่เกษตรกรสูญเสียไป นอกจากนี้ยังมีภัยซ้ำซ้อนที่อาจเกิดขึ้นจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งคือ การเกิดไฟป่า หรือสภาวะอากาศแปรปรวน พายุฟ้าคะนองตามมา ลูกเห็บตก ตามมาได้

ภัยหนาว แม้ในบ้านเราภัยหนาวจะไม่รุนแรงอย่างในต่างประเทศ จนเกิดปรากฏการณ์อาคาร ตึก ร้าว หรือรางรถไฟบิดงอได้ แต่ภัยหนาวก็ส่งผลกระทบต่อคนไทยในเรื่องสุขภาพ และโรคภัยที่มาพร้อมกับอากาศนาว โดยเฉพาะผู้คนที่อาศัในแถบเทือกเขาสูงทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มักได้รับผลกระทบจากภัยนี้มาก เนื่องจากขาดแคลนผ้าห่มและเครื่องกันหนาว รวมทั้งวิธีการดูแลสุขภาพเพื่อรับมือกับอากาศหนาวที่ดี นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบในด้านการเกษตรและสัตว์เลี้ยง เช่น พืชที่ไม่ทนต่อสภาพอากาศหนาว หรือสัตว์ที่ล้มตายเนื่องจากสภาพอากาศที่หนาวจัด

ไฟป่า เป็นภัยสุดท้ายที่กล่าวถึง มักเกิดในแถบภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือในช่วงฤดูแล้ง ส่วนใหญ่จะเกิดจากฝีมือมนุษย์ เช่นการจุดหาของป่าในยามค่ำคืน การเผาไร่เพื่อทำการเกษตร หรือแม้แต่การทิ้งก้นบุหรี่ลงสองข้างทางก็อาจทำให้เกิดไฟป่าได้แล้ว ผลกระทบจากไฟป่า จะทำให้เกิดทัศนวิสัยที่ไม่ดีในการจราจรจนก่อให้เกิดอุบัติเหตุ และก่อให้เกิดโรคทางเดินหายใจที่ส่งผลเสียต่อทั้งร่างกายและจิตใจของผู้ที่อยู่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่เกิดไฟป่าด้วย นอกจากนี้เราทราบดีว่าป่าเป็นแหล่งกำเนิดต้นน้ำลำธารเมื่อเกิดไฟป่าขึ้นจึงทำให้ ยังทำให้สูญเสียระบบนิเวศน์ที่สำคัญเนื่องจากต้นไม้ถูกทำลาย เกิดโรคระบาดที่มากับแมลง ทำให้พืชบางชนิดหายไป โครงสร้างของป่าเปลี่ยนแปลงไป ขณะที่สัตว์ป่าที่อาศัยอยู่ในป่าลดปริมาณลงจากความแห้งแล้งเพราะขาดแคลนแหล่งอาหาร นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่อโครงสร้างดินเกิดการเปลี่ยนแปลง ความชื้นลดลง ทำให้ความอุดมสมบูรณ์ในดินเปลี่ยนแปลงไป ความสามารถในการดูดซับน้ำของดินก็จะลดลง เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนอาจทำให้เกิดดินโคลนถล่มในบริเวณนั้นได้


ภัยหนาว และไฟป่า

ทั้ง 8 ภัยพิบัติที่กล่าวมาถือเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวและไม่ควรนิ่งนอนใจ ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานที่ให้ความสำคัญและความตื่นตัวในเรื่องดังกล่าว ออกมาให้ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับภัยต่างๆ อยู่เป็นระยะๆ แต่การจัดการภัยพิบัติเป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องกันทุกภาคส่วน นับตั้งแต่หน่วยงานภาครัฐที่คอยวางนโยบายและมาตรการต่างๆ ในการดูแลการเตรียมความพร้อมรับมือ องค์กรสนับสนุนต่างๆ ที่คอยให้ข้อมูล และการติดตามเฝ้าระวังภัยอย่างมีประสิทธิภาพ องค์กรท้องถิ่น อาสาสมัคร โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย ที่จะร่วมมือกันวางแผนรับมือภัยพิบัติประเภทต่างๆ เพื่อลดความสูญเสียในทุกๆ ด้านให้ลดน้อยลง

Beyond Disaster เป็นความร่วมมือจากมูลนิธิกองทุนไทย และมูลนิธิการะจกเงา ภายใต้การสนับสนุนขององค์กรแอคชั่นเอด (Actionaid Thailand) เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ตระหนักถึงความรุนแรงจากภัยพิบัติต่างๆ ในประเทศไทย จึงได้รวบความรู้ ได้แก่ สาเหตุการเกิดภัย ผลกระทบ การป้องกัน จากแหล่งความรู้ต่างๆ รวมทั้งภูมิปัญญาในการสังเกตภัยอีกด้วย เพื่อเป็นคู่มือ และเอกสารเผยแพร่ เพื่อให้อาสาสมัคร ตลอดจนผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เสี่ยงภัยได้มีความรู้ความเข้าใจและทราบถึงลักษณะการเกิดภัย วิธีการปฏิบัติตนเมื่อเกิดภัย โดยมีความมุ่งหวังให้ประชาชนเกิดการตื่นรู้ และตระหนักถึงความมรุนแรงของพิบัติ เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพสินซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา


ทีมงาน ThaiNGO

มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org

10 ธันวาคม 2551

สนใจ ลงโฆษณา กับ ThaiNGO.org
ดูรายละเอียดที่นี่...

ThaiNGO Columnists
มุมมอง ของ..อุสตาซ (อับดุชชะกูร์ บินชาฟิอีย์)
ห้องส้วมความคิด (วรภัทร วีรพัฒนคุปต์)
ลูกลิง...แสนซน (วฤทธรัชต์ ถวัลย์วิวัฒนกุล)
มุมเล็กๆ (ZingarO - ธิดามนต์ พิมพาชัย)
6 Board
ประชาสัมพันธ์ งานกิจกรรม (Activities Board)
สมัครงาน หางาน (Jobs Board)
ร่วมปันน้ำใจ ให้สังคม (Charity Board)
ซื้อขาย แลกเปลี่ยน (Classifieds Board)
แหล่งทุน หาทุน (Grant Board)
กระดานสนทนา (ThaiNGO Webboard)






Thai Fund Foundation (TFF)
2044/23 New Phetburi Road, Bangkapi, Huaykwang, Bangkok 10310,Thailand
Tel: 66 (0) 2318 3959 , 66 (0) 2314 4112 , 66 (0) 2314 4113 Fax: 66 (0) 2718 1850
Website: www.TFF.or.th - E-mail: webmaster@thaingo.org