|
โครงการ "บรรเทาทุกข์
และปลอบขวัญผู้ประสบภัยในเขตพื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์"
จัดขึ้นเมื่อวันที่
2- 4 เดือนกุมภาพันธ์ 2550 ที่ผ่านมา ณ บ้านกิ่วเคียน ตำบลจริม
อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยโครงการส่งเสริมการให้ มูลนิธิกองทุนไทย
และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งเป็นการส่งมอบข้าวเปลือกจำนวน 95
กระสอบ ให้กับพี่น้องที่ประสบอุทกภัยโคลนถล่มในช่วงเดือนพฤษภาคม
2549 ที่ผ่านมา
กิจกรรมในครั้งนี้มีอาสามัคร สนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก อาทิ
นิสิตคณะต่างๆ จากมหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยรามคำแหง
อาสาสมัครจากมูลนิธิกองทุนไทย องค์กรและหน่วยงานต่างๆ โดยมีตัวแทนชาวบ้านผู้ประสบภัยเดินทางมารับมอบจากพื้นที่ต่างๆ
อาทิ บ้านกิ่วเคียน ตำบลจริม บ้านน้ำต๊ะ บ้านน้ำลี ตำบลน้ำหมัน
อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์
ข้าวเปลือกที่นำมาบริจาคในครั้งนี้ ถูกเคลื่อนย้ายมาจากวัดบ้านดอนนา
อำเภอกันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งมาจากน้ำพักน้ำแรงของอาสาสมัครในโครงการ
"เกี่ยวข้าวใหม่ กินปลามัน ปั้นข้าวจ้ำ
ร่วมทำบุญ" เป็นการร่วมแรงลงแขกเกี่ยวข้าวในพื้นที่ของชาวนาผู้ใจดี
และการร่วมบริจาคข้าวเปลือกของชาวบ้านผู้มีจิตศรัทธาในละแวกนั้น
และเป็นความตั้งใจร่วมกันของกลุ่มผู้นำหมู่บ้านว่า จะนำมาจัดตั้งเป็นกองทุนข้าวเปลือกโดยมีพ่อนิคม
เป็นตัวแทนชาวบ้านผู้บริจาคข้าวเปลือกจากจังหวัดมหาสารคามเดินทางมาส่งมอบในครั้งนี้ด้วย
นายพนัส ปรีวาสนา หัวหน้ากลุ่มงานกิจกรมนิสิต กองกิจการนิสิต
(อดีตนิสิตชมรมอาสาพัฒนา) มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ได้กล่าวถึงกิจกรรมในครั้งนี้ว่า "ผมรู้สึกประทับใจในกิจกรรมนี้
ความจริงผมเคยมีแนวคิดที่จะทำโครงการลงแขกเกี่ยวข้าวมาก่อน แต่ก็ไม่มีโอกาสทำ
พอดีมาเจอกิจกรรมนี้ ชื่อมันแปลก และมันฝังใจมาก่อน เลยให้ความสนใจเป็นพิเศษ
  
โดยส่วนผมตัวชอบแนวคิดและรูปแบบกิจกรรม
รูปแบบการให้ การแลกเปลี่ยน การแบ่งปัน ทุกอย่างมันเกิดในกิจกรรมนี้
คือความจริงการให้ หรือการบริจาค มันมีรูปแบบที่ง่ายกว่านี้
ไม่ต้องเปลืองค่าน้ำมันขนส่ง ไม่ต้องออกแรงเกี่ยว แต่มีข้าวเปลือกมากองตรงนี้
ก็ย่อมทำได้ แต่กิจกรรมนี้ตั้งแต่เริ่มต้นมามันสอนให้ทุกคนรู้จักให้กันเป็นทอดๆ
มันเกิดกระบวนการ ซึ่งผมฝากขอบคุณผู้จุดประกายแนวคิดนี้ด้วย...
อีกอย่างหลักๆ ของผมคือการมาศึกษากระบวนการทำงานของนิสิต
กระบวนการจัดการ วิธีคิด ในงานอาสา ผมอยากให้มันมีอยู่อย่างต่อเนื่อง
โดยส่วนตัวเชื่อว่าคนเราจะทำงานเหล่านี้ได้ดี นอกจากจะมีจิตใจอาสาแล้ว
ยังต้องมีกระบวนการจัดการที่ดีอีกด้วย ผมหวังว่าน้องๆ นิสิต
คงได้แนวคิดดีๆ กลับไปต่อยอด..."
นายวีระศักดิ์
ไชยคุณ หรือ มิกซ์์ นิสิตวิทยาลัยการเมืองการปกครอง
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งเป็นแกนนำหลัก ตั้งแต่เริมดำเนินการ
และครั้งหนึ่งเคยใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ในฐานะอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบภัย
กล่าวถึงความรู้สึกว่า "รู้สึกดีใจ
ที่ได้กลับมาที่นี่อีกครั้ง แม้สภาพบางอย่างมันเปลี่ยนแปลงไปแต่ชาวบ้านยังให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นเหมือนเดิม
ความจริงผมเป็นนักกิจกรรมแต่ผมทำทุกอย่างเพื่อตนเองทั้งนั้น
ผมทำแล้วมีความสุขผมก็ทำไม่ว่าจะเหนื่อยยังไง ผมดีใจที่ได้เห็นรอยยิ้มของทุกคนที่นี่"
โดย วีรศักดิ์ ยังฝากทิ้งท้ายว่า อยากให้คนรุ่นใหม่มีจิตใจที่ดีงาม
อยากให้ช่วยเหลือคนบ้าง ไม่เอาแต่สนใจในเรื่องของตัวเอง อะไรก็ได้ง่ายๆ
ที่จะทำให้คนอื่นได้รู้สึกว่าสังคมไทยยังไม่แล้งน้ำใจ
พ่อนิคม ได้กล่าวในฐานะที่เป็นตัวแทนผู้บริจาคข้าวว่า
"ข้าวเป็นสิ่งที่เราปลูกกันทุกปีอยู่แล้ว
เพราะคนเราต้องกินข้าว อย่างคนที่นี่เขาไม่มีที่ปลูกแล้ว เขาจะเอาข้าวจากไหน
เราพอมี เราบริจาคได้ ไม่ได้คิดอะไรมาก อย่างน้อยเราเป็นคนไทยเหมือนกันมีอะไรก็ต้องแบ่งปันกัน"
นอกจากพิธีมอบข้าวแล้วยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกเช่น
กิจกรรมฟื้นฟูสภาพแวดล้อม โดยเหล่าอาสาสมัครร่วมมือกันซ่อมแซมฝายหินทิ้ง
การเรียนรู้วิถีชุมชนว่าชาวบ้านมีความเป็นอยู่อย่างไร โดยการแบ่งบ้านนอนร่วมกับชาวบ้าน
และร่วมเดินทางออกพื้นที่ทำสวนทำไร่ กับพ่อแม่บ้านพัก ยามค่ำคืนมีเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
การแสดงต้อนรับจากเด็กๆ โรงเรียนบ้านกิ่วเคียน และวงดนตรีจากโรงเรียนท่าปลาประชาอุทิศ
"วงเมี่ยงหวาน"
แสดงพื้นเมืองจากชาวบ้าน การแสดงของชาวค่าย ซึ่งสร้างสีสันแก่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก
ทำให้หมู่บ้านกิ่วเคียนที่เคยเงียบเหงามานานกลับคึกคักและมีชีวิตชีวาขึ้น
พ่อบุญส่ง เต็มรินทร์ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านบ้านกิ่วเคียน
กล่าวทิ้งท้ายในฐานะตัวแทนผู้รับบริจาคว่า
"ตัวผมเองสามารถพูดแทนของชาวบ้านที่รับบริจาคในครั้งนี้ว่าทุกคนรู้สึกภูมิใจ
ซาบซึ้งใจ และไม่รู้จะขอบคุณอย่างไร แม้ความจริงตัวผมขอสละสิทธิ์ในการรับข้าวเปลือกในครั้งนี้เพราะผมยังพอที่นาบางส่วนที่สามารถทำนาได้
และมีข้าวพอกินตลอดปี ผมไม่คิดว่าน้ำท่วม โคลนถล่ม ในหมู่บ้านเล็กๆ
มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ไปได้สำหรับคนอื่น เดือดร้อนคนมาช่วย
ไปแย่งเวลาเรียนนักศึกษาให้เจียดเวลามาช่วยเกี่ยวข้าว แทนที่ชาวนาเขาจะได้ข้าวเยอะๆ
เขากลับต้องแบ่งมาช่วยเหลือพวกเรา มันกระทบกันไปหมดเลย ถ้าไม่เกิดเหตุการณ์โคลนถล่มขึ้นพวกเราอาจไม่ได้รู้จักกัน
ในสิ่งร้ายๆ มันยังมีส่วนดีๆ เข้ามาอยู่ ผมรู้สึกดีกับโครงการนี้จริงๆ
"
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
12 กุมภาพันธ์ 2550
|