|
ความเท่าเทียมอยู่ตรงไหน
ถ้าไม่แก้กฎหมาย มาตรา 276
"วันสตรีสากล"
ซึ่งตรงกับวันที่ 8 มีนาคม ของทุกปี ในหลายประเทศเช่น อาแมเนีย
รัสเซีย ยูเครน เวียดนาม มองโกเลีย และอื่นๆ ได้กำหนดให้วันนี้เป็นวันสำคัญและถือเป็นวันหยุดราชการวันหนึ่ง
และอีกหลายประเทศใช้โอกาสนี้ ในการเฉลิมฉลองโดยจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ
เกี่ยวกับการยกย่องการมีส่วนร่วมของสตรีในบทบาทต่างๆ ทางสังคม
การประกาศเกียรติคุณให้กับสตรีที่ประพฤติตนเป็นแบบอย่าง ประหนึ่งการสะท้อนให้เห็นว่าสังคมยังให้ความสำคัญของการต่อสู้และการผลักดันเพื่อรับรองว่าในปัจจุบันผู้หญิงได้รับสิทธิแห่งความเท่าเทียมในสังคมแล้วในทุกภาคส่วน
ในปัจจุบันผู้หญิงทำงานนอกบ้านมากขึ้น
มีส่วนร่วมในการหาเลี้ยงครอบครัว มีการศึกษาสูงมีตำแหน่งหน้าที่การงานในระดับสูง
และหลากหลายขึ้น ผู้หญิงหลายคนเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในบทบาททางการเมือง
และเศรษฐกิจ แต่สัญญาณการเปลี่ยนแปลงในทิศทางเหล่านี้ตอบคำถามได้แน่ชัดแล้วหรือไม่ว่า
ผู้หญิงได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมจริง โดยเฉพาะในแง่มุมของกฎหมายและการการกดขี่ทางเพศ
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2550 หรือวันสตรีสากล ที่ผ่านมา แอมเนสตี้
อินเตอร์เนชั่นแนล แห่งประเทศไทย กลุ่มองค์กรบูรณาการแรงงานสตรี
และภาคีร่วมได้ใช้โอกาสนี้ ออกมาเดินขบวนเรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา
276 ที่ว่า "ผู้ใดข่มขืนกระทำชำเราหญิงอื่นใดที่ไม่ใช่ภรรยาตน"
เป็น "ผู้ใดข่มขืนหรือกระทำชำเราผู้อื่น"
เพื่อให้กฎหมายฉบับนี้คุ้มครองทุกคนในสังคมที่ี่ตกเป็นผู้ถูกกระทำ
นางสาวขวัญระวี วังอุดม เจ้าหน้าที่ประสานงาน แอมเนสตี้เปิดเผยถึงสาเหตุที่มีการเดินขบวนเรียกร้องในครั้งนี้ว่า
"เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ยังไม่ให้การคุ้มครองภรรยาที่ถูกสามีข่มขืน
ซึ่งความเป็นจริงแล้วมันคือรูปแบบหนึ่งของการใช้ความรุนแรงในครอบครัวที่เกิดขึ้นในสังคม
มีทั้งการทำร้ายร่างกายร่วมกับการข่มขืนเพื่อตอบสนองความต้องการทางเพศ
การกระทำการร่วมเพศในลักษณะต่างๆ กับภรรยาโดยที่ฝ่ายหญิงไม่ยินยอม"
และยังกล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากจะให้มีการแก้ไขมาตราดังกล่าวโดยเปลี่ยนจาก
"หญิงอื่นใดที่มิใช่ภรรยา"
เป็น "ผู้อื่น"
แล้ว ยังเรียกร้องให้มีการแก้ไขคำนิยามการข่มขืนกระทำชำเราอีกด้วย
"ตามนิยามของการข่มขืนกระทำชำเราของกฎหมายฉบับนี้
หมายความว่าจะต้องมีการร่วมเพศและสอดใส่อวัยวะเพศชายเข้าไปในช่องคลอดเพศหญิงเท่านั้น
แต่จริงๆ แล้วรูปแบบของการข่มขืนมันมีมากกว่านั้นเช่น ทางปาก
ทางทวารหนัก หรือการใช้วัตถุอื่นหรือสิ่งของอื่นแทนอวัยวะเพศชายสอดใส่เข้าไปในช่องคลอด
แต่กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ครอบคลุม เพราะถือว่าการกระทำแบบนี้ไม่ถือเป็นการร่วมประเวณี"
เมื่อถามถึงตัวเลขประมาณการของผู้หญิงที่ถูกสามีตนเองข่มขืนในปัจจุบันได้ทราบว่ามีมากถึงร้อยละ
8 ซึ่งเธอบอกว่าตัวเลขจริงจะต้องมีมากกว่านี้แน่นอนโดยที่ผู้หญิงไม่กล้าออกมาเปิดเผย
"จำนวนร้อยละ 8 เป็นตัวเลขของผู้หญิงที่ถูกสามีตนเองข่มขืน
และกล้าออกมาเปิดเผย แล้วที่ไม่กล้าล่ะ ผู้เป็นภรรยามักไม่มีทางออกที่ดีกว่า
ต้องยอมจำนน รับกับสภาพเหล่านั้น นอกจากนี้แล้วยังถูกทำร้ายทั้งร่างกายและจิตใจอีกด้วย"
การรวมพลังพิทักษ์สตรีในครั้งนี้มีจุดเริ่มขึ้น ณ ลานพระบรมรูปทรงม้าก่อนจะเคลื่อนขบวนโดยมีมีการถือป้ายผ้าระบุข้อความรณรงค์การยุติความรุนแรง
การแก้ไขมาตรา 276 สิทธิแรงงานสตรี มายังทำเนียบรัฐบาล สลับกับแกนนำจากแมเนสตี้
และกลุ่มแรงงานสตรี ขึ้นกล่าวปราศัย และการแสดงดนตรีจาก วงโฮป
และวงพาราดอนเพื่อเป็นกำลังใจให้ผู้ร่วมขบวนกว่า 500
ชีวิต
คุณบุษปรัชต์ ถวัลวิวัฒนกุล หรือ "แม่แดง
วงโฮป" หนึ่งในผู้ร่วมขบวนในครั้งนี้ กล่าวว่า
แม้ส่วนตัวจะเป็นคนไม่รู้รายละเอียดของกฎหมายแต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรงในครอบครัว
พร้อมกับเปิดเผยความรู้สึกที่ได้มาร่วมงานในครั้งนี้ว่า "ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน
ที่สามีจะไปข่มขืนภรรยา เราเป็นผู้หญิง เป็นเพศแม่สมควรที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครองมากกว่า
อีกทั้งการที่คนสองคนจะมีอะไรกันส่วนตัวมองว่ามันน่าจะเกิดมาจากความรัก
และความเข้าใจ และเกิดมาจากการยินยอมจากคนทั้ง 2 ฝ่าย
เรามีชีวิต มีความรู้สึก ไม่ใช่สิ่งของของใคร
ที่ต้องการใช้ก็เรียกมาเมื่อไหร่ก็ได้ มันต้องให้เกียรติซึ่งกันและกัน
ตรงนี้คนที่ไม่มีครอบครัว ไม่มีสามี ไม่มีลูก อาจไม่มีวันเข้าใจว่ามันเป็นอย่างไร"
ฝั่งคุณสุเทพ
ถวัลวิวัฒนกุล แม้จะเป็นชายชาตรีแต่ก็ไม่พลาดที่จะมาร่วมแสดงความเป็นสุภาพบุรุษเพื่อสิทธิสตรีในวันนี้
เพราะเป็นเรื่องของสิทธิแห่งความเท่าเทียม และยังให้ความคิดเห็นต่อการแก้มาตรา
276 นี้อีกด้วย "เราควรมองย้อนกลับไปถึงวาทะที่ใช้ในการร่างกฎหมายก่อนว่า
แต่ละมาตราที่แสดงออกในเชิงของความยุติธรรมระหว่างเพศชาย เพศหญิง
สามี ภรรยา หรือว่าการใช้ความรุนแรงกับเด็กหรือคนในสังคม วาทะคำมันซับซ้อนเกินไป
ซับซ้อนเกินกว่าที่คนสามัญชีวิตธรรมดาทั่วไปอย่างเราๆ จะเข้าใจ
ในเมื่อกฎหมายที่ร่างออกมาโดยภาษากฎหมายแล้วต้องมานั่งตีความเป็นภาษากฎหมาย
นั่นเป็นประการแรกที่ควรจะแก้ไข เพื่อที่เราจะได้เข้าใจในภาษาที่ถูกต้องและไม่ซับซ้อนจนเกินไปว่ากฎหมายระบุไว้ว่าอย่างไร
ส่วนประการที่สองเรื่องของจริยธรรมต่อครอบครัวมันเป็นสิ่งที่เราควรปฏิบัติต่อกันอยู่แล้ว
เรื่องความชอบธรรมก็ดี ระหว่างสมีหรือภรรยาที่ปฏิบัติต่อกันก็ดี
แต่กฎหมายจะเปรียบเสมือนหลักประกันที่จะให้ความชอบธรรมระหว่างคนในสังคม
และช่วยสร้างความมั่นใจให้เรา"
นอกจากประเด็นเรื่องเพศ และการคุกคามทางเพศดังกล่าวแล้ว กลุ่มแรงงานสตรีที่มาร่วมงานในวันนี้มาจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือส่วนใหญ่ได้บอกเล่าสภาวะของแรงงานสตรีในปัจจุบันอีกด้วย

คุณสาวิกา สิริสุข แกนนำสหภาพแรงงานฟอร์เรน ที่พาแรงงานสตรีจากสระบุรมาีร่วมเดินขบวนกว่า
5 คันรถ กล่าวว่า
"สิ่งที่ยังมองว่าแรงงานสตรียังไม่ได้รับความเป็นธรรมคือ
เรื่องสิทธิในการลาคลอดที่สามารถทำได้ 90 วัน เราได้เงินเดือนจริง
แต่เขากลับมองว่าช่วงนั้นเราไม่ได้ทำผลผลิตให้กับบริษัท เขาจะนำไปคิดรวมกับการประเมินผลงานถือว่าเราขาดงาน
ผลการประเมินออกมาคือเราอยู่ในเกณฑ์ที่แย่ ก็จะส่งผลคือ เราไม่ได้ขึ้นเงินเดือนในปีนั้นหรืออะไรก็แล้วแต่
ซึ่งในขณะนี้เรากำลังผลักกันให้เกิดข้อตกลงที่ดี อาจมีการผลักดันไปถึงระดับประเทศให้มีการร่างเป็นกฎหมายต่อไป
และอีกประการหนึ่งคือ แรงงานหญิงที่ทำงานหนักเกินไป
กระทั่งที่กำลังตั้งครรภ์ก็ไม่ได้รับการดูแลและจัดการที่ดี เราเรียกร้องให้ขอเก้าอี้ให้ด้วยซ้ำแต่ได้รับการปฏิเสธจากโรงงาน
ซึ่งหลายคนอาจคิดว่ำม่มีแบบนี้แล้วในเมืองไทยแต่ความจริงยังคงปรากฎอยู่
วันนี้มาในฐานะสตรีคนหนึ่ง เนื่องในวันตรีสากล อย่างน้อยก้ได้มารำลึกถึงการต่อสู้ของแรงงานสตรีจนทำให้กลุ่มผู้ใช้แรงงานอย่างเรามี
3 แปด หรือ ใช้จนถึงทุกวันนี้"
นอกจากนี้
ขวัญระวี ยังกล่าวสรุปในวันนี้ว่า "ความจริงแล้วไม่ใช่ว่าประเทศไทยไม่มีพัฒนาเลย
ที่ผ่านมาบทบาทของผู้หญิงมีการพัฒนาขึ้นเรามีผู้หญิงเป็นผู้นำมากขึ้น
แต่สัดส่วนผู้หญิงต่อจำนวน สว.หรือ สส. ยังเป็นจำนวนที่น้อยอยู่
จำเป็นต้องมีผู้หญิงเข้าไปอยู่ตรงนั้นด้วย จะได้มีการกำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงออกมา
เพราะประเทศเราไม่ได้มีแค่ผู้ชายเราประกอบไปด้วย
ผู้ชาย ผู้หญิง และกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ สังคมเราต้องเดินไปพร้อมๆ
กันไม่ใช่ให้เพศใดเพศหนึ่งมานำได้ แอมเนสตี้จะต้องผลักดันต่อไปจนกว่าจะได้รับสิทธความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง
ดังนั้นผู้หญิงต้องกล้าที่จะออกมาพูด
ถึงปัญหาของตน พร้อมๆ กับเจ้าหน้าทีรัฐที่ต้อเงปลี่ยนทัศนคติใหม่
ผู้ชายเองก็ต้องเคารพผู้หญิงเพราะสังคมเราจะเดินไม่ได้ถ้าขาดผู้หญิง
แอมเนสตี้จะดำเนินการต่อไปจนกว่าสังคมจะได้รับสิทธิความเท่าเทียมกันในทุกฝ่าย"
หากมาถึงตรงนี้แล้วท่านใดยังไม่เปิดใจยอมรับ เพราะความมีอคติหรือมองว่ายังเป็นเรื่องภายในครอบครัว
และเข้าไม่ถึงสาเหตุที่ว่า เหตุใดกลุ่มสตรีที่ออกมาเรียกร้องในเรื่องของสิทธิความเท่าเทียม
การปลดแอกจากการถูกกดขี่ ข่มเหง หรือถูกรังแก จึงมีมาทุกยุคทุกสมัยเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับการพัฒนาเลยก็ว่าได้
แนะนำให้ลองใช้จินตนาการว่า..สุภาพสตรีที่ต้องทนทุกทรมานกับการถูกกดขี่เพียงเพื่อตอบสนองตันหาราคะ
ที่ไม่กล้าแม้แต่จะปริปากบอกกับใครได้คนนั้นกลายเป็นเพื่อนสนิท
ญาติสนิท บุตรสาว หรือมารดาของตน มันคงดูเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเข้ามาแล้ว
และลองคิดต่ออีกสักนิดว่า เด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่มีสภาพปัญหาความรุนแรงแบบนั้น
จะมีสภาพจิตใจอย่างไร หากหลายๆ ครอบครัวเป็นอย่างนั้นสภาพสังคมเราจะมีรูปร่างหน้าตาพี่พิกลพิการแบบไหน
เพราะไม่ว่ามาตรา 276
จะถูกแก้ไขหรือไม่ อย่างไร คนดีๆ ในสังคม หรือคนที่ไม่้คิดที่จะข่มขืนรังแกใครก็ไม่น่าที่จะได้รับความเดือดร้อน
มิใช่หรือ?
ทีมงาน
ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
13 มีนาคม 250
|