"จาหน๊าด" วันเด็กแห่งชาติของมอแกน

ด้วยวิถีชีวิตที่ต้องร่อนเร่เคลื่อนย้ายที่ทางทำมาหากินตามวิถีเผ่าพันธุ์ ปัญหาหลักๆ ของชาวเล จึงตกเป็นคนไร้ที่อยู่อาศัย ไร้ที่ทำกินเป็นของตนเอง บางกลุ่มยังตกเป็นคนไร้ซึ่งสัญชาติเข้าไม่ถึงสวัสดิการพื้นฐานในภาครัฐ ทั้งเรื่องการศึกษา และสาธารณสุขอีกด้วย

แม้ภายหลังจากเหตุการณ์สึนามิ เมื่อปลายปี 2547 ชนกลุ่มน้อยหรือ "ชาวเล" ที่เราคุ้นชื่อกันอย่าง มอแกน มอแกลน และอุรัคลาโว้ย ได้เริ่มปรากฏตัวเป็นที่รู้จักในสังคมมากขึ้น ปัญหาของพวกเขาได้รับความสนใจในวงกว้าง บทบาทของชาวเลได้ถูกยอมรับมากขึ้น เช่นการลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาทรัพยากรในท้องถิ่นของตนเอง แต่อย่างไรก็ตามหลายๆ ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข โดยเฉพาะการถูกคุกคามกรรมสิทธิ์ที่ดินจากกลุ่มนายทุน


บ้านทับปลา อ.ท้ายเหมือง จ.พังงา เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่มีชาวเลอาศัยอยู่จำนวนมาก ชาวบ้านเล่าว่าพวกเขาเคลื่อนย้ายมาจากบ้านลำปีเรื่อยมา ตั้งถิ่นฐานอยู่ที่นี่กว่า 40 ปีแล้ว วิถีชีวิตในอดีตคือการทำไร่ และหาปลา แต่ด้วยพื้นที่ทำมาหากินที่แคบลง วิถีชีวิตจึงต้องปรับเปลี่ยนด้วยการผันตัวเองทำงานรับจ้างบ้าง ประมงพื้นบ้านบ้าง กับรายได้ที่ไม่เป็นกอบเป็นกำนัก ในขณะที่วิถีชีวิตยุคใหม่ต้องข้องแวะกับระบบทุนนิยมมากขึ้น

วันนี้ชะตากรรมชาวเล หรือที่รัฐบาลขนานนามว่า "ชาวไทยใหม่" จะเป็นเช่นไรในสังคม โดยเฉพาะกับเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันเริ่มหันหน้าเข้าสู่การศึกษาในระบบมากขึ้น เสมือนความหวังที่จะช่วยยกระดับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชน และการยอมรับในสังคม

กิจกรรม "วันเด็กมอแกน" จึงเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ปิดโอกาสให้เด็กๆ ลูกหลานชาวเลได้มีพื้นที่แสดงออกตามพัฒนาการอย่างสมวัย ซึ่งในปีนี้ (พ.ศ.2551) ถูกจัดขึ้นที่ศาลากลางหมู่บ้านทับปลา โดยมีเด็กๆ ชาวมอแกน กว่า 200 คน จากหมู่บ้านข้างเคียงได้แก่ บ้านขนิม ต.ทุ่งมะพร้าว บ้านหินลาด บ้านลำปี และบ้านหินลูกเดียว ต.ไม้ขาว อ.ถลาง จ.ภูเก็ต เดินทางมาร่วมงาน

คุณวิโชติ ไกรเทพ อดีตเจ้าหน้าที่ มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า เป็นอีกผู้หนึ่งที่สนใจศึกษาเรื่องกลุ่มชาติพันธุ์ตามชายฝั่งทะเล และเป็นแกนนำร่วมกับกลุ่มเพื่อนๆ มาจากหลากหลายอาชีพ ทั้งนักธุรกิจ และอาจารย์มหาวิทยาลัย ในการจัดงานครั้งนี้ เล่าถึงที่มาที่ไปของกิจกรรมว่า

"พอดีผมมาเที่ยวที่นี่กับเพื่อนๆ เด็กๆ บอกว่าไม่เคยมีวันเด็กที่นี่เลย ผมเลยคุยกันว่าน่าจะจัดงานในหมู่บ้าน ซึ่งเรามองว่าการจัดที่โรงเรียนมันก็เป็นเพียงแค่พิธีกรรมเด็กคงไม่สนุกอะไร เขาไม่ได้ปลดปล่อยอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโรงเรียนที่เรียนกับเด็กไทยทั่วๆ ไป เขามีปัญหาเยอะมากนะ อย่างเรื่องการถูกเหยียดถูกเพื่อนๆ ล้อ ไอ้ชาวเล เด็กๆ จาก บ้านทุ่งมะพร้าวเวลาไปโรงเรียนเขาต้องเกาะกลุ่มกันเองนะ ซึ่งจริงๆ เด็กพวกนี้มีพรสวรรค์ที่โดดเด่นทั้งในเรื่องศิลปะ วัฒนธรรม และกีฬา"

คุณวิโชติ เล่าว่าได้รวมตัวกันกับกลุ่มเพื่อนระดมทุนการศึกษาให้กับเด็กๆ ซึ่งแต่ละทุนก็ไม่มากมายอะไร ขณะนี้มีเด็กนักเรียนในการดูแลทั้งสิ้น 16 คน โดยดูจากความตั้งใจที่จะศึกษาต่อเป็นหลัก

"เด็กที่นี่มีโอกาสแค่ 2-3 เปอร์เซ็นต์ที่ได้เข้าสู่ระบบ จบป.6 ก็ไม่ได้เรียนต่อแล้ว ในหมู่บ้านนี้มีเด็กแค่คนเดียวที่เรียนจบปริญญาตรี ปัญหาคือฐานะทางบ้านถือเป็นเรื่องใหญ่ การทำมาหากินส่วนใหญ่ประมงในรูปแบบที่ถือว่าล้าหลัง รายได้น้อย ประการที่สองคือ เขาไม่รู้ว่าเรียนไปทำไม มีแด็กคนหนึ่งเดินเข้ามาหาผม ‘ผมเป็นชาวเล ผมต้องลงทะเล ผมไม่รู้ว่าจะไปเรียนเพื่ออะไร’ ทั้งตัวเด็ก และพ่อแม่เองต่างตอบไม่ได้ว่า เรียนไปเพื่ออะไร และสุดท้ายเป็นเรื่องของวัยเจริญพันธุ์ หลายคนอาจรับไม่ได้ แต่ที่นี่คือ จบป.6 แต่งงาน 13-16 คือช่วงวัยเจริญพันธุ์ของเขา ถ้า 20 ปีคือแก่เกินไปแล้ว ไม่ใช่ชาวเลที่นี่นะ มันเป็นทั่วๆ ไป"

นอกจากนี้คุณวิโชติยังกล่าวอีกว่า ปัญหาหลักๆ ของกลุ่มชาติพันธุ์ริมฝั่งทะเลที่เรื้อรังมาอยู่ทุกวันนี้คือ คือ การไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาจากภาครัฐ โดยมองว่าชนกลุ่มน้อยถูกกระทำให้กลายเป็นคนไร้ที่ยืนมาโดยตลอด และเป็นการไม่ฉลาดที่ภาครัฐจะเพาะเลี้ยงปัญหาเหล่านี้ไว้ โดยไม่รีบหาทางออก อีกทั้งอคติเดิมๆ ยังคงหลงเหลืออยู่กับคนในท้องถิ่นที่ว่า ชาวเลทั้งสกปรก และขี้เกีียจ นับว่าเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและการยกระดับคุณภาพชีวิต

"ในเรื่องชนกลุ่มน้อยเราพูดให้มันหรูหรามาโดยตลอด จริงๆ ที่เราบอกว่าประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยมีความเท่าเทียมเป็นเพียงวาทะกรรมที่หรูหรา ความจริงไม่ได้เท่าเทียมกันเลย ความเท่าเทียม คือมันพูดได้ แต่การปฏิบัติยังทำไม่ได้ ในภูเก็ตถ้าเราลองไปดูชาวเล 3-4 แห่งกลุ่มนี้กำลังไม่มีทางไป ยกตัวอย่างที่หาดราไวย์ เขาไม่มีที่ดินทำกิน บ้านขยายไม่ได้แล้ว ที่ดินของคนอื่น บางส่วนไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ขนาดห้องน้ำยังต้องเสียเงินเข้า

การที่เราเพาะเลี้ยงคนเหล่านี้ไว้ คือรัฐบาลไม่ได้คิดไกล ผมว่าเป็นการไม่ฉลาดที่รัฐทำให้คนๆ หนึ่งแพ้สุดๆ กับอีกคนหนึ่งชนะสุดๆ ผมหมายถึงชนชั้นนายทุนนักธุรกิจมีทุกอย่าง และอีกส่วนหนึ่งไม่เหลืออะไรเลย เพราะนี่คือการเพาะเชื้ออคติที่สั่งสมกันมา หากเราดูในข่าวที่แอฟริกาที่คนผิวดำออกมาไล่ คนขาวที่เคยเป็นเจ้าของที่ดิน คนเหล่านั้นก็ไม่ต่างกันจากคนที่นี่เท่าไหร่ คือเป็นคนไม่สู้มาก่อน ขี้กลัว แต่ในวันหนึ่งเมื่อมันถูกบีบ ขับ จนไม่มีที่ไป ผมว่าชนกลุ่มน้อยในเมืองไทยก็ถูกทำเช่นนี้มาโดยตลอด ไม่มีที่ยืน ไม่มีบทบาท ไม่มีการยอมรับ ไม่มีที่ไป นอกจากเขาจะเผชิญช่องทางที่ไม่มีทางไป แล้วสวิงตัวกลับ แล้วลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างได้

ผมไม่แปลกใจถ้าได้ยินข่าวว่าชาวบ้านในราไวย์เดินเข้าไปในเซเว่นแล้วหยิบฉวยของออกมา เพราะว่ามันไม่มีทางไป ตอนนี้ในทะเลทุกที่ของภูเก็ตมันเต็มไปด้วยเจ้าของใหม่ เป็นอุทยาน หน้าหาดเป็นของโรงแรม ตามเกาะของโรงแรม ปะการังก็ไม่ให้ดำ ถ้าเป็นลูกหมาลูกแมวก็เดินไปร้านไหน ก็ถูกเจ้าของเตะออกมา"

นอกจากเรื่องทุนการศึกษาแล้ว คณะทำงานอิสระกลุ่มนี้ยังสอนให้เด็กๆ มีภาวะการเป็นผู้นำ รู้จักการแสดงออก และการพาออกไปเปิดโลกกว้างทำกิจกรรมต่างๆ อยู่เรื่อยๆ เพื่อให้รู้เท่าทันโลกภายนอก ด้วยความหวังว่า เมื่อเด็กๆ จบการศึกษาตามกำลังเท่าที่จะส่งเสริมได้ พวกเขาจะนำความรู้ความสามารถที่ได้ร่ำเรียนมาช่วยพัฒนา และเป็นกระบอกเสียงแทนคนในชุมชนบ้าง แต่ยังท้วงติงหลักสูตรการศึกษาว่า น่าจะมีหลักสูตรที่ตอบสนองต่อคนในชุมชนพร้อมเสนอทางออกว่าภาครัฐควรดำเนินการอย่างไร ที่จะให้คนเหล่านี้หยัดยืนอยู่ในสังคมได้ในระยะยาว

"ปัจจุบันการศึกษาสอนให้คนรุ่นใหม่จบออกไปเป็นแรงงานที่ดี เป็นคนทำงานที่ดี แต่ไม่ได้ให้เขากลับมาแล้วมายืนอยู่ที่บ้านได้ เด็กหลายคนออกไปเรียนแล้วกลับมาเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ พ่อแม่ก็ตั้งคำถามว่าระบบโรงเรียนสอนให้รังเกียจการใช้แรงงาน สอนให้ทำงานให้น้อยหาเงินให้ได้มากๆ ซึ่งความเป็นจริงชาวเลมันไปไม่ได้ กับระบบการศึกษาแบบนี้

ชนกลุ่มน้อยที่เป็นชนดั้งเดิมควรมีการปฏิบัติที่เป็นอีกมาตรฐานหนึ่ง มันเป็นไปไม่ได้ที่จะให้มาเท่ากันทุกอย่าง ผมว่าในลักษณะที่เป็นชาวเล ต้องมีอีกมาตรฐานหนึ่ง เพราะเขาไม่สามารถแข่งกับคนอื่นได้ อย่างพื้นที่ควรเปิดเว้นไว้ ให้ชาวบ้านเขายืนอยู่ได้ เราให้ทุนชาวต่างชาติมาซื้อได้เสรี เศรษฐีมีเงินจนจำไม่ได้ว่าแปลงไหนบ้าง ขณะที่คนดั้งเดิมถูกเอารัดเอาเปรียนบจากการมาครอบครองแล้วออกฉโนดยึดไว้

อย่างการศึกษาฟรีต้องฟรีจริงๆ เสื้อผ้า การศึกษาต้องสอดคล้องกับวิถีชีวิตประจำวัน ไม่ใช่เรียนอะไรที่มันว่างเปล่า 3 ปี เขาสอนลูกจับปลายังได้รูปธรรมมากกว่า ดังนั้นเขาไม่รู้ว่าจะให้ลูกไปเรียนทำไม

พ่อแม่ของเด็กก็บอกว่าชาวเลที่นี่ไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสิอ อ่านหนังสือไม่ออก จบแค่ ม.3 ตอบแทนคำสบประมาทที่บอกว่า ชาวเลโง่นะ พ่อแม่ภาคภูมิใจว่าถึงเราไม่ได้เรียนแต่ลูกเราจบม.3 นะ และที่สำคัญคือก่อนหน้านี้ชาวเลจะกลัวการปฏิสัมพันธ์กับภาครัฐมาก ไม่กล้าติดต่อกับหน่วยงานราชการ คนเหล่านี้และที่จะป็นหน่วยกล้าตายเข้ามาจัดเวทีพูดคุยพวกเขาก็กลาแสดงออกมากขึ้น อย่างเด็กๆ กลุ่มนี้ก็พยายามฝึกให้เป็นคนกล้าแสดงออกเพื่อให้เขาได้มีที่ยืนในอนาคต" คุณวิโชติ กล่าวย้ำ

เด็กหญิงชนัดดา นาวารักษ์ นักเรียน มัธยมศึกษาปีที่ 1 นักเรียนที่ได้ทุนการศึกษาจากผู้ใหญ่ใจดีกลุ่มนี้เล่าว่า โตขึ้นเธออยากเป็นสถาปนิก เพราะชอบวาดรูปและการออกแบบต่างๆ

"ดีใจค่ะที่พี่ๆ มาจัดงานวันเด็กให้สนุกมาก มีของขวัญเยอะแยะด้วย เพราะปกติก็ไม่ค่อยได้ซื้อเองเท่าไหร่ ตอนนี้เรียนอยู่ ม.1 แล้วค่ะ ได้รับทุนของพี่ๆ เรียนต่ออยู่" ชนัดดายังบอกอีกด้วยว่า เธอและเพื่อนๆ จะเป็นเด็กดี และตั้งใจเรียนให้สมกับที่ทุกคนฝากความหวังไว้

แม้บรรยากาศวันเด็ก หรือ "วันจาหน๊าด" ในภาษามอแกลนของพวกเขา จะเป็นไปอย่างเรียบง่าย แต่ดูจากใบหน้าและรอยยิ้มแล้ว ช่างเต็มไปด้วยความเบิกบาน เด็กๆ ร้อง เล่น เต้นกันอย่างสนุกสนาน อาจเนื่องมาจาดตรงนี้เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่พวกเขามีโอกาสได้ยืนอยู่อย่างภาคภูมิใจ แม้จะเป็นเพียงพื้นที่เล็กๆ ในระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม

 

ธิดามนต์ พิมพาชัย
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน

12 กุมภาพันธ์ 2551