ค่ายดนตรีดนตรีเยาวชนประชาธิปไตย

หลายคนอาจสงสัยว่า ระหว่าง ดนตรี เยาวชน กับประชาธิปไตย 3 สิ่งนี้มันจะเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร?ในยามที่บ้านเมืองกำลังตกอยู่ในภาวะระส่ำระสาย ผู้คนเริ่มแบ่งฝ่ายสังกัดกลุ่ม เพื่อแสดงจุดยืนทางการเมือง ต่างฝ่ายต่างออกมาเรียกหาความเป็น "ประชาธิปไตย" ทั้งที่ในความเป็นจริงบ้านเมืองเราก็ได้เดินเข้าสู่ระบอบการปกครองนี้มากว่า 70 ทศวรรษ นั่นแสดงให้เห็นว่าประชาชนยังมีความเข้าใจในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่คลาดเคลื่อนกันอยู่ใช่หรือไม่? แล้วกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ จะมีความสนใจและเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน? เพราะคนเหล่านี้จะเติบโตมาเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศชาติของเราในอนาคต จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่การสื่อความหมายบางอย่างให้กับคนบางกลุ่ม ไม่จำเป็นต้องว่ากันเป็นตัวหนังสือ หรือจำกัดสถานที่ภายในรั้วโรงเรียนเพียงเท่านั้น เช่นการใช้เสียงเพลงหรือเสียงดนตรีเป็นสื่อในการเชื่อมโยงเยาวชนเข้าหาประชาธิปไตย จึงเป็นที่มาของ "ค่ายดนตรีเยาวชนประชาธิปไตย" ที่จะมีขึ้นตลอดช่วงเดือนกรกฎาคม 2550 นี้ โดยสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส คนพิการ และผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

พล พลพนาธรรม อนุกรรมการโครงการเครือข่ายเยาวชนประชาธิปไตย กล่าวถึงที่มาของโครงการว่า "เราต้องการสร้างขบวนเด็กและเยาวชน ที่สนใจวิถีประชาธิปไตยขึ้นมา จึงคิดว่าสื่อที่เขาถึงวัยรุ่นได้ง่ายที่สุดก็คือดนตรี แต่เป็นดนตรีที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคม เพราะเพลงมันทำให้คนตื่นตัว อย่างตอนช่วงเหตุการณ์เดือนตุลาฯ คนที่ชอบเพลงก็เข้ามาร่วมขบวนเยอะ เพราะเพลงมันสร้างกระแสได้

เราจึงคิดถึงขั้นที่ว่า มันต้องทะลุโหมดเพลงเพื่อชีวิต เรามองว่าอย่างกรณีของพี่หงา (คาราวาน) โตขึ้นมาเป็นเพลงเพื่อชีวิต เพราะพี่หงาทะลุเพลงสตริงในสมัยนั้นอย่าง Royal Sprites (รอยัลสไปรท์ส ),The Impossible ขึ้นไป มันก็มาเกิดเป็นแนวเพลงเพื่อชีวิต แต่ถ้าเราคิดแค่เพลงเพื่อชีวิตมันก็จะอยู่ในร่มของพี่หงา (คาราวาน) พี่แอ๊ด (คาราบาว) พี่หมู พงษ์เทพ แค่นั้น เพราะดังไปกว่านั้นคงไม่ได้ เพราะฉะนั้นทำอย่างไร ไม่จำกัดแนวเพลงให้มีเนื้อหาเพื่อสังคมเป็นหลัก นี่คือเนื้อหาที่เป็นรูปธรรมลงมา ก็คิดว่าจะทำประกวดดนตรี

แต่ถ้าประกวดวงดนตรีมันพอจบต่างคนก็ต่างไป ประกวดเสร็จได้รางวัลก็กลับบ้าน เพลงที่ใช้ก็อาจไม่ตรงกับความต้องการ แนวคิดมันก็ไม่ได้ ก็ยังมีเนื้อหาเดิมๆ เอาเพลงเก่าๆ มาร้อง ก็เลยคิดเป็นค่ายดนตรีขึ้นมา"

ค่ายดนตรีเยาวชนประชาธิปไตยที่จัดขึ้นนี้มีทั้งหมด 10 ค่าย โดยกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เช่น กรุงเทพมหานคร ระยอง เพชรบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่นฯลฯ เป็นต้น โดยเปิดโอกาสให้เยาวชนที่มีสนใจ และมีความถนัดเกี่ยวกับดนตรีไม่ว่าจะเป็นด้านการขับร้อง การเล่น หรือการแต่งเพลง ได้มาพัฒนาความรู้ความสามารถในด้านดังกล่าวกับผู้ชำนาญการอาทิ อาจารย์ดุษฎี พนมยงค์ , วงโฮปแฟมิลี่ , นิต ลายสือ เป็นต้น รวมทั้งสามารถนำความรู้ความสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติได้อีกทางหนึ่ง ซึ่งนอกจากจะมีการสอนในเรื่องทักษะต่างๆ ในด้านดนตรีแล้ว ยังมีการสอดแทรกเนื้อหาของวิถีประชาธิปไตยในลักษณะของเกมส์ การละเล่น และบทเพลง อีกด้วย



"คือคนทั่วไปเข้าใจประชาธิปไตยแค่ระบอบการปกครอง แต่ความจริงมันคืออุดมการณ์อย่างหนึ่ง ซึ่งเราสอดแทรกอยู่ในเกม เขาจะได้รู้ เขาไม่รู้เนื้อหาประชาธิปไตย พอเราอธิบายเรื่องการปกครอง เขาก็เบื่อ ที่โรงเรียนมี แต่สิ่งที่ไม่มีคือ สำนึกประชาธิปไตย คือการมีจิตอาสา การช่วยเหลือซึ่งกันเขาไม่รู้หรอกว่าไม่เป็นประชาธิปไตย ยกตัวอย่างว่า หน่วยงานราชการมีบันได เขาจะสร้างทางลาดเพื่อทำให้คนพิการสามารถใช้สิทธิได้เหมือนเรา เพราฉะนั้นการจูงคนชราคนตาบอดข้ามถนนก็เป็นการทำให้เขาสามารถใช้สิทธิ์ได้คล่องเหมือนอย่างเรา อย่างที่เขาควรจะเป็น นี่เป็นน้ำใจประชาธิปไตย จริงๆ แล้วเดี๋ยวนี้คนเราไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้แล้ว มันกลายเป็นสำนึกทั่วๆ ไปแล้ว เช่นสมัยก่อนเวลาจะซื้อตั๋วหนังเราไม่มีการเข้าแถว เดี๋ยวนี้ธรรมเนียมไทยเริ่มเป็นแล้ว แต่ยังไม่มีการตอบโต้รักษาสิทธิ เช่นเวลาเราถูกแซงคิวเราไม่พอใจคนเราไม่ตอบโต้ ไม่กล้าค้าน เราไม่ปกป้องสิทธิ์เรารู้สึกว่าอันนั้นมันไม่ถูก

เราคาดหวังว่าเด็กจะเข้าใจว่าประชาธิปไตยไม่ใช่รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การเลือกตั้งก็พอ เป็นการจุดประกายโดยใช้ดนตรีเป็นสื่อ อย่างการเคารพกัน เขาให้เกียรติกันก็เป็นประชาธิปไตยซึ่งเราอยากให้เข้าใจตรงนี้ โดยเฉพาะประชาธิปไตยไม่ใช่แค่ การมีจิตสาธารณะ มันต้องมีจิตอาสาด้วย ไม่ใช่แค่หวงแหนทรัพยากรธรรมชาติ แต่มันต้องลงมือปฏิบัติ เราเน้นตรงนี้มันเป็นรากฐานของประชาธิปไตย

เราสรุปว่าประชาธิปไตย คือ
1) เป็นเรื่องของฐานะอุดมการณ์ อย่างอุดมการสังคมนิยม อุดมการณ์คอมมิวนิสต์ อุดมการที่เป็นประชาธิปไตย ที่มันเป็นเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิเสรีภาพ
2) เป็นระบบการปกครอง การใช้สิทธิทางตรงทางอ้อม
3) คือประชาธิปไตยในชีวิตประจำวัน อันนี้เลยที่จะมาปรับเข้าสู่ค่ายในครั้งนี้ได้

ถ้าเขาคิดว่าการเขียนเพลงให้สังคม ช่วยเหลือคนอื่น ยอมรับในบทบาทชายหญิง แค่นั้นก็ดีแล้ว เราเป็นห่วงแต่เรื่องประชาธิปไตยในการปกครอง ยกตัวอย่างเหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยในปัจจุบัน ไม่ว่าม็อบที่สนามหลวงก็ดีเนื้อแท้จริงๆ มันไม่ใช่ประชาธิปไตยเลย หากเราคิดว่ามันเป็นการใช้สิทธิของเขาก็อาจใช่ แต่ ผลลัพท์ของมันไม่ใช่ สมมติว่าฝ่ายใดชนะ คือนักการเมืองชนะแล้วเข้าไปซื้อสิทธิซื้อเสียงเข้าไปเป็นสส. อันนี้ก็ไม่เรียกประชาธิปไตยแล้ว การเลือกตั้งครั้งนั้นก็ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำอย่างไรถึงจะให้ประชาชนเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

ผมถามว่านักสู้ยุคประชาธิปไตย เขียนอะไรต่อมิอะไรโดยเฉพาะฝ่ายประชาชน ต้องเปลี่ยนแปลงการปกครองต้องอะไรก็ไม่เคยสำเร็จ แต่ความสำเร็จที่เขามองไม่เห็นคือ วันนี้ใครไม่คุยเรื่องการเมืองผิดปกติ วันนี้วิถีชีวิตประชาธิปไตยของไทยได้เปลี่ยนไปแล้วไม่ต้องไปเขียนในรัฐธรรมนูญเลย และคนในสมัยนี้เขาไม่เชื่อหรอกว่าคุยเรื่องการเมือง 5 คนขึ้นไปจะติดคุก คือมันมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม" อนุกรรมการโครงการเครือข่ายประชาธิปไตยกล่าวโดยสรุป

นายวัฒนา ไกรวาส หรือ "ทาย" นักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนแกลงวิทยสถาวร หนึ่งในผู้สืบสานวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างตำนานเพลงแหล่ ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมค่ายดนตรีฯ ในครั้งนี้ได้กล่าวถึงความรู้สึกว่า "ปกติผมจะมีงานที่ได้ทำอยู่เป็นประจำก็คือการแหล่ตามงานทำขวัญนาค ซึ่งผมรักในงานนี้มากเพราะได้สืบทอดศิลปะพื้นบ้านที่กำลังจะสูญหายไป ส่วนแนวเพลงที่ชอบก็เป็นเพลงลูกทุ่งที่เนื้อหา มีเรื่องราว แต่เสียดายที่เด็กรุ่นใหม่ๆ ไม่ค่อยชอบฟังกัน

การที่ได้มาเข้าค่ายในครั้งนี้ได้ความรู้หลายอย่างเลยครับ เช่นการร้อง การหายใจ ทักษะ มันนำไปใช้กับงานของผมได้ด้วยเพราะมันเกี่ยวข้องกันอยู่แล้ว และยังได้เรียนรู้ถึงการอยู่ร่วมกันในสังคม การเคารพสิทธิ การให้เกียรติซึ่งกันและกัน และหลักประชาธิปไตยเบื้องต้นอีกด้วยครับ"

ปริตอนงค์ ถวัลย์วิวัฒนกุล สมาชิก "วงโฮป แฟมิลี่" หรือ คุณครูโซ่ ของเด็กๆ ผู้ฝึกส่อนทักษะการเปล่งเสียงร้องอย่างถูกต้องให้กับน้องๆ เยาวชน กล่าวถึงการจัดโครงการค่ายดนตรีเยววชนประชาธิปไตย ณ เพ-เสม็ด วิลล่าในวันที่ 28 มิถุนายน - 2 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา และที่กำลังจัดขึ้นในจังหวัดเพชรบุรีว่า "กิจกรรมในค่ายนำเนินไปด้วยดีค่ะ น้องๆ ที่มาร่วมค่ายน่ารักทุกคนโดยส่วนใหญ่มีความตั้งใจ และความมุ่งมั่นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะสอนอะไรเด็กๆ ก็จะทุ่มเทอย่างเต็มที่ และนอกเหนือจากนั้นก็จะคอยให้เราช่วยสอนเพิ่มเติมนอกเหนือากที่สอนในค่ายฯ อีกด้วย

มันทำให้เราได้รู้ว่า เราไม่ควรดูถูกเด็กว่าเขารู้ หรือไม่รู้เกี่ยวกับอะไรบ้าง โดยเฉพาะในเรื่องของประชาธิปไตย บางครั้ง เขาตอบโจทย์ในเรื่องเหล่านี้ได้ดีกว่าผู้ใหญ่บางคนในคำถามเดียวกันด้วยซ้ำ

เราถือว่าค่ายฯ เป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกันมากกว่า โดยที่เด็กๆ ไม่ได้มองว่าเราเป็นครู หรืออะไร แต่เราเป็นพี่ที่จะคอยสอนน้อง และมองเด็กๆ กลุ่มนี้ว่า เขาเป็นเด็กกลุ่มใหม่ ซึ่งมีอนาคตที่สดใส มีอุดมการณ์ และอาจเป็นศิลปินที่มีผลงานสร้างสรรค์สังคมอย่างแท้จริงเลยทีเดียว"


อีกไม่นานเกินรอ... เสียงบทเพลงแห่งประชาธิปไตย ที่มาจากพลังของเยาวชนไทย ก็จะดังกระหึ่มไปทั่วประเทศ


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

13 กรกฎาคม 2550