|
เบิกทาง
'นักพัฒนารุ่นใหม่'... สานดวงใจรับใช้สังคม
กว่า 30 ปีมาแล้วที่งานขององค์กรพัฒนาเอกชนได้ถือกำเนิดขึ้นในบ้านเรา
งานในลักษณะดังกล่าวมาจากแนวความคิดของกลุ่มคนที่ปฏิเสธการมีระบบ
แต่มีความมุ่งมั่น ความจริงใจ แสวงหาความยุติธรรม แสวงหาสังคมใหม่
หรือที่เรียกกันว่าผู้มี "วิญญาณขบถ" ได้บุกเบิกเส้นทางแห่งนักพัฒนาขึ้นมา
วันเวลาได้เปลี่ยนผ่านผู้คน จากรุ่นสู่รุ่น จากยุคสมัยสู่อีกยุคสมัย
บนถนนสายอุดมการณ์เส้นนั้นถูกแยกย่อยออกไปตามแขนงของปัญหาต่างๆ
ที่เกิดขึ้นอย่างหลากหลายและไม่มีที่สิ้นสุดตามกระแสสังคมแห่งวัตถุนิยม
แต่ถนนสายดังกล่าวก็มิเคยร้างลาจากผู้คนที่มีหัวใจขบถ ณ วันนี้จึงเกิดคนรุ่นใหม่
มีแนวคิดแปลกใหม่ เดินทางผ่านเข้ามาตามช่องทางต่างๆ ที่เปิดรับมากขึ้น
แต่สิ่งหนึ่งที่ตามมาคือ ปัญหาจากการเชื่อมโยงแนวความคิดระหว่างกัน
จึงนับเป็นโอกาสที่ดี
สำหรัีบการเปิดพื้นที่ให้กลุ่มคนทำงานภาคสังคม หรือองค์กรพัฒนาเอกชนทั้งรุ่นเก่า
- รุ่นใหม่ ได้มาแลกเปลี่ยนแนวคิด และเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกันว่า
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้นเราทำอะไรไปบ้าง? ทบทวนจุดยืน รวมทั้งการเชื่อมโยงกันเพื่อศักยภาพในการพัฒนาที่ก้าวหน้ายิ่งขึ้น
ในโครงการ "สัมนา นักพัฒนารุ่นใหม่ ในเขตกรุงเทพมหานคร"
จัดขึ้นโดย มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม (มอส.)
และสถาบันต้นกล้า ณ สวนแสงอรุณ จังหวัดปราจีนบุรี ระหว่างวันที่
16 - 18 กรกฎาคม 2550 ที่ผ่านมา โดยมีนักพัฒนารุ่นใหม่จากองค์กรต่างๆ
อาทิ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิสื่อชาวบ้าน (กลุ่มมะขามป้อม)
ฟอรั่ม - เอเชีย และองค์กรอื่นๆ สนใจเข้าร่วมกว่า 30 คน
นายกิตติชัย งามพิศิษฐ์ หรือ "อ้วนYT"
ผู้อำนวยการสถาบันต้นกล้า กล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันการรวมตัวกันขององค์กรพัฒนาเอกชนมีน้อยมากทั้งๆ
ที่ลักษณะงานมีความจำเป็นต้องพึ่งพา และเกี่ยวโยงกันอยู่มาก
เพื่อเป็นการเชื่อมโยงแนวความคิดระหว่างกลุ่มคนทำงานด้านสังคมร่วมกัน
จึงมีแนวคิดที่จะจัดโครงการนี้ขึ้น
"ปัญหาในเรื่องการเชื่อมโยงงานระหว่างรุ่นมีเยอะมาก
ยังไม่รวมระหว่างองค์กรที่ทำงานแตกต่างกันนะ ซึ่งทุกคนจะมองว่างานของตนมีความสำคัญที่สุดอยู่แล้ว
ผมจะยกตัวอย่างเรื่องการลงพื้นที่ ซึ่งเด็กรุ่นใหม่ๆ ลงชุมชนไม่เป็น
ส่วนหนึ่งชาวบ้านก็โตมากขึ้นด้วย เมื่อก่อนเอ็นจีโอ นักศึกษา
หรือปัญญาชนจะลงไปให้ความรู้แก่ชาวบ้านหรือชุมชน แต่ตอนนี้มันไม่ใช่
เดี๋ยวนี้ชาวบ้านให้ความรู้แก่นักศึกษาก็มี
ส่วนพี่ๆ
ก็ยุ่งอยู่กับงานเชิงนโยบายมากขึ้น ไม่มีเวลา เทรนด์น้อง หลายครั้งก็ใช้วิธีการสั่ง
หรืออธิบายว่าเป็นอย่างนั้นอย่างโน้นอย่างนี้นะ นั่งรถสายนี้ไป
ลงหมู่บ้าน แล้วน้องก็ร้องไห้กลับมา คือน้องลงพื้นที่ไม่เป็น
พี่แทบไม่มีเวลาด้วย เอาเข้าจริงๆ คนรุ่นพี่ก็ลงพื้นที่ไม่เป็น
จึงเป็นปัญหาในการเชื่อมโยงต่องาน
การถ่ายทอดความคิดความใฝ่ฝันคนละอย่าง
ผ่านประวัติศาสตร์คนละชุด ภาษา อารมณ์ ความคิดความใฝ่ฝันมันถ่ายทอดประสบการณ์กันไม่ได้
ผมคิดว่ามันเป็นปัญหานะ อย่างการพูดถึงมาร์กซิสต์ การพูดถึงสังคมนิยม
อารมณ์ของคนรุ่นใหม่ กับอารมณ์ของคนยุคนั้นที่เขาปฏิบัติการมา
ลองผิดลองถูกมาคนละอารมณ์ อันที่สองคือในแง่วัฒนธรรม คนรุ่นใหม่ผ่านวัฒนธรรมมาคนละแบบ
เพลงคนละเพลง อาหารคนละชนิด การ์ตูนคนละเรื่อง แล้วก็ความใฝ่ฝันคนละอย่าง
2-3 ที่ผ่านมา เริ่มมีคนรุ่นใหม่ผุดขึ้นมาเรื่อยๆ
ช่องทางการมาของแต่ละคนก็แตกต่างกัน บางคนเติบโตมากับนักกิจกรรม
บางคนผ่านเข้ามาทางช่องทางการรับสมัครงาน รุ่นพี่ก็เริ่มเล็งเห็นปัญหาในการเชื่อมต่อรุ่น
ปัจจุบันหลายคนใช้ความสนิทสนมส่วนตัวในการเชื่อมโยงงานกันและกัน
แต่ส่วนใหญ่ก็เชื่อมโยงกันบางประเด็นเฉพาะในลักษณะงานของตัวเอง
สำหรับงานนี้จึงคิดว่าอยากให้ทุกคนมารู้จักกันก่อน เกิดกลุ่มศึกษา
เกิดความสนิทสนม รู้จักและเข้าใจเนื้องานของแต่ละฝ่ายว่า พวกเอดส์ทำอะไรกัน?
สื่อทำอะไรกัน? เพราะนักพัฒนารุ่นใหม่ที่มาทำงานในครั้งนี้มาจากต่างองค์กรกัน
ผมว่าการเชื่อมโยงถ้ามันค่อยๆ เริ่มจากความสัมพันธ์มันจะง่ายกว่า
ส่วนตัวผมไม่ชอบคำว่าเครือข่ายนะ ซึ่งช่วงหลังมันมีเยอะมาก ผมชอบคำว่า
ชุมชนมากกว่า ที่มันจะมีความรู้สึกเข้ามาร่วมด้วย คือมีความเป็นพี่เป็นน้อง
มีความใฝ่ฝันที่มีจุดร่วม สรุปแล้วหลักๆ คือมาเรียนรู้ร่วมกันก่อน
อย่างน้อยคนรุ่นใหม่น่าจะมาทำความรู้จักประวัติศาสตร์
อาจไม่ใช่ทั้งหมด ซึ่งเป็นเพียงแค่เรื่องราวแง่มุมของคน 3 คน
ได้เห็นภาพรวม จากนั้นก็มารู้จักตนเองมากขึ้นรู้จักกันและกัน
การรู้จักตัวเองยอมรับตัวองก็จะช่วยให้รู้จักคนรุ่นอื่นๆ มากขึ้น
และการที่เราแสดงความคิดอะไรออกมาคนรุ่นอื่นก็จะได้เข้าใจเรามากขึ้น
และอยากให้รวมตัวกัน ถ้าเป็นไปได้"
ภาพกิจกรรรมงานสัมนานักพัฒนารุ่นใหม่
(กรุงเทพฯ) ณ สวนแสงอรุณ

 
ผู้อำนวยการสถาบันต้นกล้ายังกล่าวอีกว่าเคยจัดงานในลักษณะแบบนี้มาแล้วสำหรับองค์กรพัฒนาเอกชนในภาคอื่นๆ
เช่นภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเกิดผลตอบรับค่อนข้างดี
คือเกิดความสนิทสนม เกิดการทำงานร่วมกันมากขึ้น จึงมีแนวคิดที่จะจัดงานดังกล่าวในภาคกลาง
โดยเฉพาะเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีองค์กรพัฒนาเอกชนที่มีความหลากหลายด้านการทำงาน
โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความเชื่อมั่นเรื่องความใฝ่ฝันยังแรงมาก
อาจจะเพิ่งเข้ามาสู่โลกแห่งนี้ ยังไม่โดนสภาพความเป็นจริงภายในองค์กรทำร้ายมากจนเกินไป
"คุณสมบัติคนรุ่นใหม่คือยังใหม่
ยังไม่เข้าสู่ระบบกลืน ยังมีภาระหน้าที่รับผิดชอบต่อองค์กรน้อย
ต้องยอมรับว่ารุ่นพี่หลายๆ ส่วนหลายองค์กรอย่างคนรุ่นกลาง ซึ่งมีหน้าที่ภาระที่ต้องรับผิดชอบต้องเขียนโครงการหาเงิน
ต้องทำระบบบัญชี บางครั้งสิ่งเหล่านี้มันบั่นทอนความใฝ่ฝันได้เช่นกัน"
กิจกรรมในงานสัมนาเริ่มต้นด้วยการแนะนำสมาชิกแต่ละองค์กรได้มารู้จักกัน
แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงาน ภาระหน้าที่ ก่อนจะเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกันระหว่างสถานการณ์องค์กรพัฒนาเอกชนในอดีตถึงปัจจุบันว่ามีทิศทางการเปลี่ยนแปลงมาอย่างไรบ้าง
สถานการณ์นักพัฒนา และขบวนการประชาชนในปัจจุบัน เช่นปัญหาจากการขาดแคลนแหล่งทุน
ปัญหาการจัดการ และทิศทางในอนาคตรวมทั้งวิธีการเชื่อมโยงงานการทำงานร่วมกันในแต่ละภาคส่วน
นางสาวอัญญาณี
สิทธิอาสา อาสาสมัครจากเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน
(LPN) เปิดเผยความรู้สึกในทรรศนะของนักพัฒนารุ่นใหม่หลังจากที่ร่วมงานสัมนาในครั้งนี้ว่า
"อัญเติบโตมาจากกิจกรรมนักศึกษาภาคเหนือสมัยเรียนอยู่ที่แม่ฟ้าหลวง
พอมาอยู่ที่ภาคกลางก็ต้องปรับตัวเยอะเพราะการทำงานของแต่ละที่ก็มีความแตกต่างกัน
สำหรับการร่วมงานสัมนาครั้งนี้ รู้สึกประทับใจการทำงาน การแลกเปลี่ยนผ่านวงคุย
จากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่เคยทำงานมาก่อน ได้มุมมองใหม่ๆ มากขึ้น
การทำงานในด้านนี้มันมีแรงกดดันเยอะพอสมควร
อัญคิดว่าเราควรจะทบทวนตัวเองอยู่ตลอดเวลา เคยมีคำพูดหนึ่งที่บอกว่า
จงมองตัวเองให้เหมือนกับที่ผู้อื่นมองเรา และอัญเชื่อว่าหัวใจรับใช้สังคมมันมีอยู่ในตัวของนักพัฒนาทุกคน
นั่นคือสิ่งที่จะทำให้สังคมเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยถ้าเราทบทวนตัวเองอยู่ตลอดเวลาเราก็จะรู้จุดยืนของเราเองทุกเมื่อ"
ผู้อำนวยการสถาบันต้นกล้ากล่าวถึงจุดด้อยที่้ยังเป็นปัญหาในการเชื่อมโยงวิธีคิดระหว่างคนรุ่นเก่ากับคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันว่า
"ผมมองว่าเอ็นจีโอยังอยู่ในโลกของตัวเอง
และอยากให้คนอื่นเข้ามาในโลกของของเขา นักศึกษาก็มีโลกของเขาเองและพยาพยามเสาะแสวงหาโลกอื่นๆ
อยู่ ซึ่งตรงจุดนี้ เอ็นจีโอ น่าจะเปิดช่องมากขึ้น อาจเป็นเรื่องของงานต่างๆ
ทีมงานลึกก็ทำไป ทีมงานกว้างก็ทำไป อย่างการทำงานรุ่นผม ถ้าไปงานเสวนาหรือเวทีต่างๆ
ก็มักจะพาน้องนักศึกษาไปด้วย ไปเชื่อมโลกกัน ปรับกลยุทธิ์เชื่อมโยงงานมากขึ้น
ว่าตอนนี้ความสนใจเขาอยู่ตรงไหน เพื่อที่ว่าเราจะได้ช่วยเหลือกันในอนาคต"
นับว่าเป็นก้าวแรกที่งดงามสำหรับการเปิดพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างแนวคิดของผู้บุกเบิกกับผู้มาใหม่
ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมการทำงานร่วมกันในอนาคต
หากเราคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโลกแต่ไม่ยอมที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีคิดของตนเองแล้ว
ก็ไม่มีทางที่จะได้เห็นสังคมใหม่ที่ทุกคนใฝ่ฝันร่วมกันอย่างแน่นอน
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
26 กรกฎาคม 2550
|