คืน 'กล้วยไม้' ... สู่ป่าชายเลน

ปัญหาจากการขยายตัวของแหล่งชุมชน แหล่งอุตสาหกรรม การเพาะเลี้ยงชายฝั่ง และกิจกรรมอื่นๆ ที่ขยายวงกว้างไปสู่ชายฝั่งทะเลในปัจจุบันนั้น นับวันยิ่งส่งผลกระทบต่อป่าชายเลนอย่างเห็นได้ชัด เพราะผืนป่ามีความเสื่อมโทรม และลดจำนวนลงอย่างรวดร็ว

ผลจากการคุกคามของฝีมือมนุษย์ ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์วิทยาในบริเวณดังกล่าวอีกด้วย เนื่องจากป่าชายเลนเป็นทรัพยากรป่าไม้ที่มีคุณค่ามหาศาล ทั้งในด้านพลังงาน และไม้ใช้สอย ตลอดจนเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำที่สำคัญ เนื่องจากเป็นที่วางไข่ แหล่งอาหาร ในห่วงโซ่อาหาร และเจริญเติบโตของสัตว์น้ำเศรษฐกิจนานาชนิด นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะเป็นเกราะกำบัง และลดความรุนแรงของคลื่นลมชายฝั่ง ช่วยดักตะกอนสิ่งปฏิกูล และสารพิษต่างๆ มิให้ไหลลงไปสะสมในบริเวณ ชายฝั่ง และในทะเลอีกด้วย แต่คนหลายคนกลับไม่รู้คุณค่าและความสำคัญของระบบนิเวศเหล่านั้น สถานการณ์ของป่าชายเลนจึงดูไม่ผิดแผกจากป่าบนผืนแผ่นดินนัก

อ่าวพังงา เป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว เช่น การบุกรุกพื้นที่ป่าชายเลนของกลุ่มทุนธุรกิจนากุ้ง การลักลอบตัดไม้ในจากคนนอกพื้นที่ ซึ่งชาวบ้านที่ผูกพันอยู่กับการทำมาหากินบนจากการจับสัตว์น้ำ ปู กุ้ง หอย ผืนป่าแห่งนี้ เล่าว่านับวันสัตว์น้ำที่เริ่มหาได้น้อยลงซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ชุมชนเริ่มตระหนักถึงปัญหาว่าต่างๆ ที่จะตามมาว่า หากไม่มีการอนุรักษ์ผืนป่าแห่งนี้ไว้ ในระยะยาวอาจไม่เหลือไว้ให้ลูกหลานได้ใช้ประโยชน์เลยก็ได้ จึงเป็นที่มาของ กลุ่มอนุรักษ์พิทักษ์ป่าชายเลน ของชาวบ้านทองหลาง ตำบลหล่อยูง อำเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา ด้วยจำนวนชาวบ้านกว่า 60 คน

"คืนกล้วยไม้สู่ป่าชายเลน" นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่ชาวบ้านกลุ่มนี้ช่วยกันคิดค้น เพื่อการอนุรักษ์ เนื่องจากพบว่า ป่าชายเลนที่พวกเขารู้จัก มิได้มีเพียงแค่ต้นโกงกาง แสม สำพู ฯลฯ อย่างที่คนภายนอกเข้าใจ หากแต่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณนานาชนิด อย่างที่ใครหลายคนอาจไม่คาดคิดไม่ถึง อย่างเช่น กล้วยไม้ป่า เป็นต้น

นายสุชีพ อับดุลหล้า หรือ "บังโกบ" ประธานกลุ่มอนุรักษ์พิทักษ์ป่าชายเลนบอกเล่าถึงที่มาของโครงการว่า สมัยก่อนกล้วยไม้มีอยู่มากมายในป่าชายเลน แต่ไม่มีใครสนใจ นอกจากการเอาไปปลูกที่บ้านเพื่อชื่นชมส่วนตัว "... วันหนึ่งเราเกิดความกลัวว่ามันจะหมดจากป่าขึ้นมา น่าจะมีการอนุรักษ์ไว้ เพื่อให้ลูกหลานได้ชื่นชม และรู้จัก ซึ่งมีอยู่หลากหลายชนิด เช่น ดอกนกแก้ว หางกระรอก กระร่อนกระเร่ และข้าหลวง ซึ่งถ้าหากนำไปขายตามตลาดจตุจักร จะมีราคามากกว่าหนึ่งพันบาททีเดียว จึงคิดว่าน่าจะมีการขยายพันธุ์ขึ้นมา แล้วเราจะเอากล้วยไม้มาจากไหนไปปลูกล่ะ? ก็จากบ้านที่พวกเราเอาไปปลูกนั่นแหละ ซึ่งถือเป็นการคืนกลับสู่ป่าตามเดิม เราจึงใช้ชื่อว่าโครงการ คืนกล้วยไม้สู่ป่าชายเลน..."

" ...ความจริงโครงการนี้ไม่ใช่กิจกรรมแรกของกลุ่ม แต่นับเป็นโครงการต่อเนื่อง เพราะก่อนหน้านี้เราได้มีการรวมตัวกันต่อสู้ในเรื่องของการบุกรุกพื้นที่ป่าของนายทุนทำนากุ้งมาก่อน เป็นการรุกล้ำป่าชายเลนที่เป็นพื้นที่สาะารณะ แต่เป็นการใช้วิธีการเจรจาอย่างสันติวิธี ซึ่งนายทุนเขาก็ยอมถอนหลักรั้วออกไป จากนั้นเราจึงมีแนวคิดที่จะปลูกป่าชายเลนในบริเวณดังกล่าวเพื่อป้องกันการบุกรุก ทั้งจากนายทุน และจากคนภายนอกที่เข้ามาตัดไม้ โดยการเชิญผู้ว่าราชการจังหวัด พี่น้อง ชาวบ้าน เยาวชน นักเรียน มาร่วมมือกัน เพื่อเป็นการประกาศว่าป่าแห่งนี้มีคนดูแล ห้ามบุกรุก ซึ่งการปลูกป่าได้ทำมาแล้วกว่าสามครั้ง นอกจากนี้ยังมีการแบ่งกลุ่มเฝ้าระวัง และติดตามผลการทำงานอีกด้วย"

พิเชษฐ์ ปานดำ เจ้าหน้าที่โครงการความมั่นคงทางด้านอาหารของชุมชนประมงชายฝั่งอ่าวพังงา ซึ่งได้มีส่วนผลักดันกลุ่มอนุรักษ์พิทักษ์ป่าชายเลนบ้านทองหลางในการต่อสู้ และการการอนุรักษ์ ได้กล่าวถึงแนวคิด และเหตุผลที่ควรมีการอนุรักษ์ป่าโดยชุมชนว่า "การดูแลป่าควรมาจากมิติของความผูกพันระหว่างคนกับป่า โดยเฉพาะป่าชายเลนกับชาวบ้านในละแวกนี้ ที่มิติความสัมพันธ์นับวันจะเลือนหายไป

สมัยก่อนชุมชนแต่ดั้งเดิม ยังไม่มีถนนหนทางออกทางทะเลจะอยู่ทางเดียว คือ คลองแห่งนี้ซึ่งต้องลากผ่านเข้าไปในป่าชายเลน จากหมู่บ้านสู่ทะเลใหญ่ เช่น การออกเรือไปทำประมง หรือการหาอยู่หากิน การจับสัตว์น้ำในป่าชายเลน ดังนั้นวิถีชีวิตของผู้คนจึงผูกพันกับป่าชายเลนสิ้นเชิง แต่ในปัจจุบันความสัมพันธ์ดังกล่าวเริ่มเลือนหายไป เพราะมีถนนหนทางในการสัญจร การส่งเสริมการปลูกยางพารา หรือการเพาะเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจอื่นๆ คนจึงพึ่งพาป่าน้อยลง ทำให้วิถีชีวิตระหว่างชุมชนกับป่าชายเลนค่อยๆ เลือนหายไป

การที่จะให้คนเข้าใจป่า หรือเข้าใจการอนุรักษ์ป่านั้น สิ่งสำคัญ คือต้องทำให้เข้าใจว่า ป่านั้นเป็นของชุมชน ชุมชนมีสิทธิที่จะดูแล ซึ่งหลายคนยังเข้าใจว่า ป่าเป็นเรื่องไกลตัวมาก เมื่อมีการถูกบุกรุกป่า จึงไม่เกี่ยวกับชุมชนแต่อย่างใด เป็นหน้าที่ของกรมป่าไม้บ้าง หน่วยงานอื่นๆ บ้าง ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด

การรวมตัวของชุมชนบ้านทองหลางในการจัดการเรื่องป่า จึงมุ่งเน้นในเรื่องของการสร้างเงื่อนไข คน - ป่าเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน เช่น การดูแลป่า การเฝ้าระวัง โดยชุมชนจะมีการแบ่งเวรในการออกไปตรวจเยี่ยมป่า เพื่อดูแลในส่วนของการบุกรุกพื้นที่ป่า การรณรงค์อย่างกิจกรรมปลูกกล้วยไม้ก็มีการแบ่งเวรออกติดตามผลด้วย ส่วนโครงการต่อเนื่องที่จะตามมาอีก คือการเลี้ยงผึ้งในป่าชายเลน เพื่อใช้ประโยชน์จากน้ำผึ้ง ช่วยใช้ชาวบ้านจะมีรายได้เสริมจากการขายน้ำผึ้งอีกทาง เกิดการพึ่งพาระหว่างคน – ป่า ซึ่งกระบวนการดังกล่าวจะเป็นตัวกระตุ้นให้ชุมชนมีจิตสำนึกรักษ์ป่าได้ดีกว่าการมานั่งอธิบายว่า ป่าชายเลนมีประโยชน์อย่างไร และทำไมต้องอนุรักษ์"

ประมวลภาพกิจกรรมคืน 'กล้วยไม้'...สู่ป่าชายเลน

ร่วมกันขนกล้วยไม้ไปปลูก

หน่ออ่อนของต้นกล้วยไม้

ปีนป่าย... เพื่อไปปลูก

กล้วยไม้...ในป่าชายเลน

กล้วยไม้ที่เฝ้ารอ

หน่วยเฝ้าระวังรักษาป่า

"โครงการคืนกล้วยไม้สู่ป่าชายเลน" เริ่มดำเนินการตั้งแต่เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2550 ที่ผ่านมา โดยกลุ่มอนุรักษ์พิทักษ์ป่าชายเลน ซึ่งเป็นกิจกรรมที่มาจากความร่วมมือของคนในชุมชนทุกกระบวนการตั้งแต่หาขนกล้าไม้ ปลูกติดกับต้นไม้ ซึ่งทำด้วยวิธีการที่เรียบง่าย คือ การนำหน่ออ่อนของกล้วยไม้พันธุ์ต่างๆ มาผูกติดไว้กับต้นไมใหญ่้ ซึ่งยึดติดด้วยตะปู และเชือกฟาง อาศัยความชุ่มชื้นของฝน และเปลือกไม้ เป็นอาหารคอยหล่อเลี้ยง จากนั้นเป็นการติดตามผลของกลุ่มชาวบ้าน เพื่อเฝ้ารอการเติบโต หลังจากที่พวกเขาได้พากล้วยไม้กลับคืนสู่บ้าน...

อีกไม่นานชาวชุมชนบ้านทองหลางคงมีโอกาสได้เห็นดอกกล้วยไม้บานสะพรั่งทั่วผืนป่า มีฝูงแมลง ฝูงผึ้ง เข้ามาอยู่อาศัย มีรายได้จากการขายน้ำผึ้งเป็นอาชีพเสริม เกิดความผูกพันในเรื่องของชุมชนกับป่าชายเลนอย่างมีเงื่อนไข โดยมีดอกกล้วยไม้หลากสีสันเป็นตัวแปร

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

7 พฤษภาคม 2550