|
ห่มรัก มัดย้อม พร้อมใจที่เวียงแหง#2
คาราวานรถตู้ที่กว่า 40 ชีวิตอาศัยมา พาไต่ลัดเลาะไปตามหุบเขาสูงของเมืองเชียงใหม่
หนุ่มสาวพนักงานบริษัทคอมพิวเตอร์ (กรุงเทพฯ)
กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยบูรพา
(สระแก้ว) น้องๆ นักเรียนจากสองพี่น้องวิทยา (สุพรรณบุรี)
อาสาสมัครจากมูลนิธิกองทุนไทย และอาสาสมัครคนอื่นๆ แม้จะมาจากคนละทิศละทางกัน
วันนี้...พวกเขาคือกลุ่มคนอาสา ที่มีจุดมุ่งหมายเดียวร่วมกันคือจะไปเย็บผ้าห่มมอบให้กับผู้ประสบภัยหนาวทางภาคเหนือ...
...พอดีว่าอ่านหนังสือพิมพ์ โอ้โห แม่ฮ่องสอนประสบภัยหนาว
ระดมแจกผ้าห่ม อะไรกัน? ...ทำไมแจกกันทุกปีๆ แจกกันอยู่อย่างนี้
ทำไมไม่สอนให้เขารู้จักการทำเองล่ะ?...
นั่นเป็นแนวคิดดีๆ ของ คุณไก่ อัญชนา นิติคุณ ประธานชมรมสร้างสุขเพื่อสังคม
(The Give North Club) ในช่วงที่มีการปรึกษาหารือการสร้างสรรค์กิจกรรม

จากแนวคิดในวันนั้น ฤดูหนาวปีนี้ จึงเกิดโครงการดีๆ ที่มีชื่อว่า
ห่มรัก มัดย้อม โดยความร่วมมือระหว่าง โครงการส่งเสริมการให้เพื่อสังคม
(Give2All.com) ภายใต้ร่มเงาของมูลนิธิกองทุนไทย
กับชมรมสร้างสุขเพื่อสังคม (The Give
North Club) กลุ่มคนทำงานเพื่อสังคมในพื้นที่ภาคเหนือ
และคุณอัญชนา ยังบอกถึงเหตุผลดีๆ ในการเลือกพื้นที่การทำกิจกรรมด้วยว่า
ความจริงพื้นที่ที่ประสบภัยหนาวทางภาคเหนือในเมืองไทยมีอยู่มากมาย
แต่สาเหตุที่เลือกอำเภอเวียงแหง เพราะไม่เป็นที่รู้จักเท่าใดนัก
ในสายตานักท่องเที่ยว และคนทั่วๆ ไป หากเทียบกับอำเภออื่นๆ ของเมืองเชียงใหม่
อย่างอมก๋อย หรือแม่ริม อาจเนื่องมาจากเป็นพื้นที่ติดชายแดน
มีข้อจำกัดในเรื่องความปลอดภัย จึงได้รับการช่วยเหลือค่อนข้างน้อย
จึงน่าจะได้รับโอกาสในครั้งนี้
บ้านห้วยหญ้าไทร ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาแห่งหนึ่งของอำเภอเวียงแหง
มีประมาณ 30 หลังคาเรือน ชาวบ้านที่นี่เป็นชาวเขาเผ่ามูเซอแดง
หรือที่เรียกตัวเองว่า ละหู่ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ข้าวโพด
ปลูกข้าวไร่ และปศุสัตว์ ซึ่งส่วนใหญ่มีความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก
หากเทียบกับหมู่บ้านในละแวกนี้ หรือหมู่บ้านที่อยู่ในโครงการพระราชดำริ
อีกทั้งมีข้อจำกัดหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของถนนหนทางการเข้าถึงอย่างยากลำบาก
ไฟฟ้า การศึกษา
แม้การเดินทางมาถึงที่หมายเป็นไปด้วยความทรหด แต่เหล่าคนอาสาก็หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง
เมื่อเบื้องหน้าเป็นภาพของชาวบ้าน และเด็กๆ ที่คอยส่งยิ้มต้อนรับอย่างอบอุ่น
และมีมิตรไมตรี ส่วนอีกฟากหนึ่งเป็นถังใบใหญ่ 2 ใบตั้งตระหง่านไว้บนเตา
มีฉากหลังเป็นผ้าฝ้ายดิบผืนสีขาวบริสุทธิ์ ตากเรียงรายอยู่บนราวไม้ไผ่หลายสิบผืน
รอการแต่งแต้มสีสันจากคนกลุ่มนี้อยู่ก่อนหน้า เพราะนอกจากการเย็บผ้าห่มแล้ว
ยังมีการทำผ้ามัดย้อมอีกด้วย
พี่กิ๊ก ธนศักดิ์ หนึ่งในสมาชิกหลักของ (The
Give North Club) ชมรมสร้างสุขเพื่อสังคม ผู้ชำนาญการในเรื่องผ้าและการย้อมสีธรรมชาติ
รู้จักกันในนาม ศิลปินเพลงผ้าผู้อารี กล่าวว่า
ความจริงเราซื้อมาแจกก็ได้ มีชาวบ้านมายืนเข้าแถวรับ ถ่ายรูป
กลับบ้าน แล้วมานั่งภูมิใจว่าเราได้เป็นผู้ให้แล้ว อย่างที่หลายหลายหน่วยงานเขาทำ
แต่เราไม่ใช่ เราอยากสร้างจิตสำนึก และเน้นกระบวนการในระหว่างการทำงาน
การมีส่วนร่วมระหว่างผู้ให้กับผู้รับ มากกว่า
กลุ่มคนอาสาจึงถูกแบ่งกลุ่มตามความสนใจ ในการเตรียมวัสดุอุปกรณ์การทำผ้าห่ม
คือการหาสีสำหรับย้อมผ้าจากธรรมชาติจากการเก็บใบไม้โดยเลือกใช้ใบมะม่วงที่มีอยู่ทั่วไปบริเวณหมู่บ้าน
จะให้สีเขียว หาเปลือกประดู่ซึ่งจะทำให้เกิดสีแดง และเศษไม้ใช้ทำฟืนสำหรับการต้มย้อม
และแล้ว...มือในของสาวออฟฟิศที่เคยมีแต่กระดาษเอกสารก็กลายเป็นใบมะม่วง...
มือที่เคยหยิบจับปากกาถูกเปลี่ยนมาเป็นหยิบเปลือกประดู่...
หลายคนเคยนั่งทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์บัดนี้ก็กลายเป็นชาวบ้านธรรมดาเดินหาเศษไม้อยู่กลางป่าเขา...
คราบคนเมืองเมื่อชั่วครู่ถูกสลัดทิ้งไปกับภารกิจเหล่านี้ เมื่อได้วัตถุดิบตามปริมาณที่ต้องการแล้ว
ก็เข้าสู่กระบวนการที่สำคัญที่เรียกว่า การมัดย้อม
ใบไม้ต้องสับก่อนให้สีตรงขอบมันออกมา สีมันจะซึมออกมาด้านข้าง
เปลือกไม้ก็เหมือนกัน ต้องมาช่วยกันสับ ถ้าเราไม่สับมันจะเหมือนการต้มยาไม่ได้สีสัน
ศิลปินเพลงผ้าคนเดิมอธิบายไว้อย่างชัดเจนถึงรายอะเอียดปลีกย่อย
ที่ไม่ควรมองข้าม แต่กลุ่มคนอาสาก็ขมันขมีไม่มีเสียงบ่นเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน
เวลาล่วงเลยไป แล้วเตาไฟทั้งสองถูกจุดขึ้น ถังแรกถูกกำหนดให้เป็นสีเขียว
ถังที่สองจะให้สีแดงที่เกิดจากเปลือกประดู่ อีกกิจกรรมหนึ่งที่ทำควบคูกันไปและสร้างความสนใจได้ไม่แพ้กันคือ
การมัดผ้า ผ้าผืนสีขาวที่ตากเรียงรายเมื่อตอนมาถึง กับอุปกรณ์แปลกๆ
เช่น หนังยาง เชือกฟาง ไม้ตะเกียบ ไม้ไอติม ฝาจีบ บ้างพับแล้วมัด
บ้างขยำ ตามแต่จินตนาการที่มี
พอถังสองใบเดือดได้ที่จึงนำผ้าที่มัดไว้ลงไปต้มในถังสีที่เราอยากได้
จากนั้นรอประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นนำผ้าขึ้นมา ตัดเศษฟาง หนังยางที่เรามัดออก
แล้วนำผ้าขึ้นมาล้างน้ำด่าง (น้ำปูนใส)
นำไปล้างน้ำสะอาด 3 4 น้ำก่อนนำขึ้นตาก
แม้ในหัวใจของชาวอาสาอยากจะให้กิจกรรมนั้นดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง
แต่น่าเสียดายที่แสงตะวันไม่ค่อยจะเป็นใจเท่าใดนัก จึงต้องเก็บภารกิจไว้ตรงนี้ก่อน
กลับสู่ที่พัก และพร้อมตื่นขึ้นลุยในวันถัดไป
เช้าวันอากาศแจ่มใส เข็ม ด้าย ถูกแจกจ่ายออกไปอย่างทั่วถึงทั้งอาสาสมัครและชาวบ้าน
ผ้ามัดย้อมหลากสีที่ตากไว้เมื่อวานถูกนำมาแปรสภาพให้เป็นผ้าห่มโดยการสอดใยโพลีเยสเตอร์
ไว้ตรงกลางพื่อเพิ่มความอุ่นหนา สอยปิด และเย็บตรึงให้แน่น กลายเป็นผ้าห่มสีหวานน่าห่มนอน
สังเกตว่าชาวบ้านที่นี่จะเย็บผ้าได้คล่องแคล่ว และสวยงามมากทีเดียว
ผ้าห่มผืนแรกสำเร็จลง ผืนที่ 2 ,3, 4 ,5 ตามมาติดๆ รวมๆ แล้ววันนั้นได้ผ้าห่มจำนวนกว่า
90 ผืน ไว้แจกจ่ายในหมู่บ้านนี้ หลังละ 1 ผืน และยังเหลือพอที่จะเผื่อแผ่ไปยังหมู่บ้านข้างเคียงอีกด้วย
ศิลปินเพลงผ้าท่านเดิมกล่าวให้ข้อคิดทิ้งท้าย ในมุมมองของชาวบ้าน
และอาสาสมัครที่ร่วมโครงการในครั้งนี้ว่า ในส่วนของชาวบ้านเราไม่ได้มองว่าชาวบ้านที่นี่เค้าขาดแคลนอะไร
เพียงแต่เขามีโอกาสน้อย ถ้าเกิดว่าเราไม่เอาผ้าห่มมาให้เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร
อากาศหนาวนั่งข้างกองไฟก็จบแล้ว แต่การมาครั้งนี้อย่างน้อยมันเป็นการกระตุ้นให้ชาวบ้านได้เห็นว่าการที่เขาเข้ามามันมีบางอย่าง
ที่คล้ายกับวัฒนธรรมดั้งเดิม ส่วนคนอาสาหรือคนที่มาจากในเมืองซึ่งเคยชินกับการทำอะไรเพื่อตนเอง...ก็ได้มาทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง
แม้กองไฟจะให้ไออุ่นคลายความหนาวบางเบาลงได้ แต่ถ้าได้เอนกายซุกตัวใต้ผ้าห่มผืนอุ่นย่อมดีกว่า
โดยเฉพาะหนาวนี้ ชาวบ้านจะมีผ้าห่มสีหวานไว้ห่มนอน ไม่เพียงแต่อบอุ่นกายหากแต่อุ่นลุ่มลึกไปจนถึงหัวใจว่าคนไทยยังไม่ทอดทิ้งกัน
น้ำใจที่งดงามยังไม่เหือดหายไปไหน ผ้าห่มที่เต็มไปด้วยความทรงจำดีๆ
ภาพรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ จะยังคงประทับอยู่ในจิตของหมู่ชาวอาสา
ชาวบ้าน และเด็กๆ ที่นี่ตลอดไป
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
21 ธันวาคม 2549
|