ชีวิต...ชาวประมงพื้นบ้าน ชุมชนไทรตก

ชีวิตของชาวประมงพื้น กลุ่มหนึ่งใน ชุมชนไทรตก อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่ ในวันธรรมดาพวกเขาจะสวมวิญญาณนักล่า ออกหาปลาเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง

ส่วนไหนวันที่ไม่ธรรมดา นั่นหมายถึงวันที่มีผู้คนแปลกหน้าในนาม “นักท่องเที่ยว” แวะมาเยี่ยมเยียนในชุมชน พวกเขาก็จะสวมบทบาท “ไกด์ (จำเป็น)” พาเหล่านักท่องเที่ยวล่องเรือชมความงามของเกาะแก่งต่างๆ ในละแวกบ้าน บางครั้งก็สวมวิญญาณครูผู้ใจดีสอนให้นักท่องเที่ยวจับปลาหาปูในทะเล แล้วนำมาประกอบอาหารร่วมกัน อีกด้วย

ทุกครั้งที่ได้รับภารกิจนี้ พวกเขามักจะทำมันด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม และภาคภูมิใจต่อความสวยงามของโบราณสถาน ภูมิปัญญาพื้นบ้าน และความอุดมสมบูรณ์ที่ยังหลงเหลืออยู่ในท้องถิ่นซึ่งไม่อาจประเมินค่าได้

แม้หลากหลายอาชีพของคนกระบี่ที่เคยสืบทอดกันมา แต่ครั้งบรรพกาลจะถูกทิ้งร้างให้เลือนหายไปตามกระแสธุรกิจการท่องเที่ยว ที่รุกคืบเข้ามาอย่างนัก แต่สำหรับผู้คนที่ชุมชนไทรตกแห่งนี้ “ประมงพื้นบ้าน” กับพวกเขาดูเหมือนจะแยกออกจากกันไม่ขาดนัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะใจรัก หรือเป็นเพราะ มันถูกซึมซับอยู่ในสายเลือดแล้ว “ศูนย์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ - ชุมชนไทรตก” ที่เกิดจากการนำเอาอาชีพดั้งเดิมอย่างการทำประมงพื้นบ้านนำไปสู่หนทางการท่องเที่ยว จึงนับว่าเป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัว

นายหลี ฝั่งขวา ประธานกลุ่มศูนย์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ของชุมชนไทรตกเล่าว่า โครงการฯ นี้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2548 แล้ว ภายหลังจากเกิดเหตุการณ์สึนามิ แม้ที่นี่จะไม่ได้รับความเสียหายของบ้านเรือนมากนัก แต่เป็นผลกระทบในเรื่องปากท้อง การหาอยู่หากิน เนื่องจากปริมาณสัตว์น้ำลดจำนวนลงอย่างเห็นได้ชัด

“ในช่วงนั้น สัตว์ทะเลมันลดลงมาก บางวันก็ไม่คุ้มกับค่าน้ำมันเวลาออกเรือเลย ก็เลยมีการคุยกันว่า น่าจะมีการทำบ้านปลา เพื่อให้ปลาได้มาวางไข่ ไม่กี่เดือนหลังจากนั้นสัตว์น้ำก็เพิ่มขึ้นเลย มันดีจริง ผมว่า แล้วก็คุยกันต่อว่าจะหาอาชีพเสริมเพื่อหารายได้พิเศษ แต่พวกเรามันชาวเล เกิดมาก็อยู่กับท้องทะเล จับปูจับปลาเป็นอย่างเดียว จะทำอะไรได้

พอดีช่วงนั้นทางมูลนิธิพัฒนรักษ์ได้มาช่วยเหลือก็เลยทำเป็นโครงการท่องเที่ยว ซึ่งแหล่งท่องเที่ยวก็มีอยู่ในท้องถ่นของพวกเรา เช่นปล่องไฟโบราณ เขาหลักถ้ำค้างคาว เลยคิดว่าเออ... เราน่าจะทำได้”


มูลนิธิพัฒนรักษ์นับว่าเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการจัดตั้งกลุ่มท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของชุมชนไทรตกแห่งนี้ นับตั้งแต่ช่วงโครงการฟื้นฟูผู้ประสบภัยจากสึนามิ ด้วยการช่วยชาวบ้านซ่อมแซมเรือ ทำบ้านปลา และส่งเสริมอาชีพให้ชาวชุมชน เนื่องจากเล็งเห็นว่าพื้นที่ในแถบนั้นมีสถานที่ท่องเที่ยวที่งดงามและยังไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้างนัก

อานน หลานตำ เจ้าหน้าที่การศึกษา มูลนิธิพัฒนรักษ์กล่าวถึงการทำงานร่วมกับชาวชุมชนไทรตกว่า “ผลจากการที่สัตว์น้ำลดจำนวนลงมันทำให้รายได้ของชาวบ้านไม่เพียงพอ ต้องมีการหาอาชีพเสริม เลยถามชาวบ้านว่าจะจัดตั้งศูนย์ท่องเที่ยวฯ ดีไหม เพราะมันเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างกระแสการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ได้ก็เลยอยากจัดทำขึ้น ซึ่งในแถบนั้นก็มีสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์อยู่มากมาย

โครงการนี้ทางมูลนิธิฯ ช่วยในเรื่องของรวบรวมข้อมูลของสถานที่ต่างๆ ที่เห็นว่าน่าจะนำมาท่องเที่ยวได้ ค้นประวัติจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ ตรวจสอบข้อมูล และคอยประสานงานร่วมกับองค์กรอื่นๆ ให้กับชาวบ้าน เช่นทำแผ่นพับแนะนำสถานที่ ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อวิทยุ ร่วมกับภาครัฐ อบต. อบจ. และภาคเอกชนต่างๆ ในเบื้องต้น ส่วนเรื่องการบริหารจัดการภายใน อย่างรายได้ ก็เป็นส่วนของชุมชนจัดการกันเอง”


ที่พบปะกัน ระหว่าง “คนกินปลา - คนหาปลา” คือปรัชญาการดำเนินงานของศูนย์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ที่ ชุมชนไทรตกแห่งนี้ เพราะนอกจากจะได้ล่องเรือชมความงดงามของสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ แล้วยังได้เรียนรู้และสัมผัสถึงวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้าน การวางอวน จมไทรปู หาหอยชักตีน ด้วยตัวของท่านเองอีกด้วย

แหล่งท่องเที่ยวที่ชาวชุมชนไทรตกที่สำคัญได้แก่ เขาฝากซึ่งเต็มไปด้วยความงดงามของถ้ำต่างๆ เช่นถ้ำหินเพชร ลานนอกชาน ถ้ำแสงลอด เกาะฮั่งชมความงดงามชองปล่องไฟโบราณอายุกว่า 100 ปี หลุมหลบภัยของทหารญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หินแดง - ความงามที่เกิดจากการกัดเซาะชองน้ำทะเล เขาหลัก - ความวิจิตรของถ้ำต่างๆ และฝูงค้างคาวนับร้อยพัน

ชาวบ้านเล่าว่าปัญหาของการจัดทำศูนย์การท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ก็พอมีอยู่บ้างในเรื่องของการขาดแคลนงบประมาณในปรับปรุงซ่อมแซม เพราะนอกจากที่ศูนย์ฯ ที่มีจำนวนไม่มากแล้ว ยังมีกลุ่มผู้นำเที่ยวจากที่อื่นๆ พานักท่องเที่ยวมาลงบ้าง จนบางครั้งเกิดความเสียหาย ชาวบ้านต้องช่วยกันซ่อมแซมเอง เช่นทางเดินชมธรรมชาติ

สมศักดิ์ พันหญ้า หนุ่มชาวเล ผู้มากด้วยอารมณ์ขัน เล่าว่า “นักท่องเที่ยวที่แวะมาใช้บริการส่วนใหญ่จะมาเป็นครอบครัวซึ่งในบางครั้งมาแล้วก็กลับมาเที่ยวอีก บางทีเรือก็เต็มทุกลำเลย ช่วงอย่างช่วง High Season แต่ถ้าไม่เต็มเราก็เอาออกหาปลาตามปกติได้ ซึ่งพวกเรามีการจับฉลากกันเข้าคิวรับนักท่องเที่ยว แล้วก็แบ่งรายได้กัน ส่วนหนึ่งก็ค่าน้ำมัน ค่าแม่ครัวทำกับข้าว ส่วนหนึ่งก็เข้ากองกลางเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ด้วย ถ้าถามว่ารายได้ดีไหม ผมว่ามันก็พออยู่ได้นะ เพราะพวกเราทำเป็นอาชีพเสริมอาชีพหลักก็ยังเป็นชาวประมงอยู่ แต่มันมีความสุขเวลาที่มีคนมาเที่ยว ได้มาเห็นว่าวิถีชีวิตพวกเราอยู่กันอย่างไร”

ที่ชุมชนไทรตกแห่งนี้มีเรือไว้บริการนักท่องเที่ยวรวมทั้งสิ้น 4 ลำ ซึ่งเป็นเรือลำเดียวกับที่ใช้ออกหาปลาของชาวบ้าน มีอาหารพื้นบ้านไว้บริการถึง 2 มื้อ และรูปแบบการบริการที่เป็นกันเอง

หากใครอยากลองเปลี่ยนบรรยากาศการท่องเที่ยวทะเลกระบี่ในรูปแบบใหม่ ก็อย่าลืมแวะมาท่องเที่ยวกับชาวชุมชนไทรตก ซึ่งชาวบ้านเล่าว่า บรรยากาศความสดใสและความเป็นกันเองมักจะเกิดอยยู่บ่อยๆ ที่ชุมชนไทรตกแห่งนี้ ท่ามกลางรอยยิ้ม และเสียงหัวเราะระหว่าง “คนกินปลา” ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวและส่วนใหญ่ดำรงวิถีชีวิตแบบคนเมือง ได้มีโอกาสมาสัมผัสวิถีชีวิตแบบชาวประมงพื้นบ้านอย่างแท้จริง กับ “คนหาปลา” คือชาวชุมชนไทรตก มิตรภาพอันงดงามจึงมักเกิดขึ้นอยู่เสมอระหว่างการช่วยกันวางอวน จมไซปู หาหอยชักตีน บนท้องทะเลกระบี่ แทบไม่อยากเชื่อว่ากำลังอยู่ในทะเลผืนเดียวกันกับที่มีโรงแรม รีสอร์ทหรู และบังกะโล รายเรียงอยู่ตามฟากฝั่ง


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

24 ตุลาคม 2550