สิทธิในความเป็นมนุษย์ของคนพลัดถิ่นบนผืนแผ่นดินไทย: คนไทยทำอะไรได้บ้าง

ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย – พม่า ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ถูกเรียกว่า "คนไร้สัญชาติ" ทั้งที่ในความเป็นจริงผู้คนเหล่านี้ก็มีชาติพันธุ์ วัฒนธรรม และภาษาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน เพียงแต่พวกเขาถูกมองว่าไร้สัญชาติไทยเท่านั้นเอง

การไร้สัญชาติ ย่อมหมายถึงการไร้สิทธิ และเสรีภาพ ในอีกหลายๆ ด้านที่ปุถุชนทั่วไปควรได้รับ ไม่ว่าจะเป็น สิทธิในด้านการศึกษา สิทธิในด้านการรักษาพยาบาลยามเจ็บไข้ได้ป่วย สิทธิเสรีภาพในการเดินทาง สิทธิหน้าที่ต่างๆ ทั้งที่บางส่วนเกิด และลืมตามาดูโลกบนผืนแผ่นดินที่เรียกว่า ประเทศไทย

การเรียกร้องเพื่อให้ได้มาซึ่งสัญชาตินั้น มีตำนานการต่อสู้ที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน การถูกยอมรับทางสังคม และได้รับการปฏิบัติตอบอย่างมีมนุษยธรรมเป็นสิ่งที่พวกเขาถวิลหา อย่างน้อยก็สิทธิที่เขาควรได้รับจากการเป็นมนุษย์

หลายคนอาจมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่มันคือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมบ้านเรา การมีสัญชาติเป็นเรื่องที่จำเป็นมากน้อยเพียงใด คนไร้สัญชาติมีสภาพความเป็นอยู่อย่างไร และในฐานะคนไทย ทำอะไรได้บ้าง ? เป็นสิ่งที่คนในสังคมไทยควรเปิดใจรับรู้ ดังนั้นมูลนิธิกองทุนไทยจึงจับมือร่วมกับคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ ประสานมิตร จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "สิทธิในความเป็นมนุษย์ของคนพลัดถิ่นบนผืนแผ่นดินไทย: คนไทยทำอะไรได้บ้าง" ณ ห้องประชุมชั้น 2 ตึกคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรตประสานมิตร เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งกลุ่มคนทำงานเกี่ยวกับคนพลัดถิ่น และคนไร้สัญชาติมาเป็นวิทยากรร่วมเวทีเสวนาในครั้งนี้ได้แก่ คุณสุรพงษ์ กองจันทึก จากสภาทนายความแห่งประเทศไทย คุณอรรณพ นิพิธเมธาวี มูลนิธิกองทุนไทย คุณนิรันดร์ แก้วไทรหงวน ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน ร่วมอภิปรายและดำเนินรายการโดย อาจารย์ดร.สุรพล จรรยากูล ภาควิชาสังคมวิทยา โดยมีคณาจารย์จากคณะต่างๆ และนิสิตนักศึกษาเข้าร่วมรับฟัง

เริ่มจากคุณนิรันดร์ แก้วไทรหงวน ได้กล่าวถึงสภาพทั่วไปของของกลุ่มคนไร้สัญชาติ ว่ามีที่มา และสภาพความเป็นอยู่อย่างไร โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษา ที่ตำบลแม่สามแลบ อำเภอ สบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เนื่องจากเป็นพื้นที่การทำงานโดยตรงว่า "แต่เดิมบริเวณดังกล่าวเคยเป็นเหมืองแร่มาก่อน จึงมีแรงงานอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก มาอาศัยอยู่หลายชาติพันธุ์ เช่น กะเหรี่ยง ไทยใหญ่ พม่า คนเมือง กลายเป็นชุมชนที่มีหลายเผ่าพันธุ์มาอาศัยอยู่รวมกัน บ้างมีการแต่งงานออกเรือนในเผ่าเดียวกัน บ้างก็ข้ามเผ่า ดำรงชีวิตกันสืบมา จนกระทั่งสิ้นสุดการทำเหมือง แต่ผู้คนบางส่วนก็ยังคงอยู่ที่นี่ต่อ เพราะกลับประเทศไม่ได้ ไม่มีบ้านให้อยู่กลายเป็นคนพลัดถิ่น ไม่มีสัญชาติ

คำว่าไร้สัญชาตินี่เอง การติดต่อกับทางราชการก็ดูลำบากไปหมด กลัวถูกจับ เจ็บป่วยก็ไม่กล้าไปหาหมอ ไม่มีเงิน จึงรักษากันตามมีตามเกิด มีลูกก็ไม่กล้าไปแจ้งเกิด เด็กที่เกิดมาจึงไม่มีสัญชาติ แม่ว่าจะเกิดบนผืนแผ่นดินไทยก็ตาม"

ปัญหาเรื่องสิทธิในการศึกษา คุณนิรันดร์ ได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาของ นางสาวมึดา นาวานาถ ที่ต่อสู้จนได้รับการศึกษา ในมหาวิทยาลัยพายัพ "กรณีของน้องมึดาเช่นเดียวกัน แม้ว่าเธอจะได้เรียนต่อก็จริง แต่ก็ยังมีปัญหาที่ว่า ต้องมารายงานตัวกับทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองทุกๆ 6 เดือน เพราะกฎหมายระบุไว้ว่าเมื่อเดินทางออกนอกพื้นที่ต้องกลับมารายงานตัวตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งการเดินทางระหว่างจังหวัดมันป็นเรื่องที่ยากลำบากไม่น้อยด้วย ไม่ว่าจะเสียเวลา ค่าเดินทาง ...น่าเห็นใจ" คุณนิรันดร์ กล่าว

ต่อมาคุณสุรพงษ์ กองจันทึก ได้ปูพื้นฐานในเรื่องความสำคัญ ความหมายของการมีสัญชาติ และการแสวงหาชาติบ้านเมืองที่สงบของคนในอดีตว่า "เราโชคดีที่เกิดมาบนผืนแผ่นดินไทย ที่มีพระมหากษัตริย์ผู้เปี่ยมล้นไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ในสมัยก่อนเราจะเห็นได้ว่า มีผู้คนอพยพมาอยู่ในดินแดนสยามหลายเชื้อชาติ หลายเผ่าพันธุ์ พระมหากษตริย์ก็ทรงยินดีที่จะรับไว้ แล้วจัดไปให้อยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมแล้วตั้งขึ้นเป็นหัวหน้านายกอง เพื่อดูแลทุกข์ สุขของชุมชน จะเห็นได้ว่า ทุกพระองค์ ให้การต้อนรับไม่ว่าชาติใดภาษาใด แต่บ้านเมืองเราเพิ่งจะมีการไม่ต้อนรับคนเหล่านี้ก็เมื่อไม่กี่ 10 ปีที่ผ่านมานี้เอง เมื่อรัฐบาลไม่มีนโยบายที่ชัดเจนกับคนเหล่านี้

เมื่อครั้งที่สมเด็จพระเทพฯ เสด็ฐออกเยี่ยมราษฎร ในถิ่นทุรกันดาร พระองค์ จะทรงตรัสถามอยู่เสมอว่า ได้รับสัญชาติหรือยัง ? ท่านทรงห่วงใย และอยากให้ได้รับสัญชาติโดยไว"

ในระหว่างการเสวนาได้มีการฉายวีดีทัศน์ เกี่ยวกับงาน "วันเด็กไร้สัญชาติ ครั้ง ที่ 5" ซึ่งจัดขึ้นที่ โรงเรียนบ้านสบเมย ตำบลแม่สามแลบ อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน เมื่อวันที่ 8 – 10 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความร่วมมือร่วมใจขององค์กรพัฒนาเอกชนต่างๆ แกนนำเยาวชนจากภาคเหนือ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ สื่อมวลชน เด็กๆ และชาวบ้าน เป็นกิจกรรมที่เปิดพื้นที่ให้เด็กได้มีการแสดงออกอย่างสมวัย เฉกเช่นเด็กทั่วไป และเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้รับรู้ข่าวสารของคนไร้สัญชาติผ่านสื่อมวลชนเพื่อรับรู้และแก้ไขปัญหาร่วมกัน

คุณอรรณพ นิพิธเมธาวี ได้กล่าวถึงความสำคัญของการมีสัญชาติไว้ว่า "เมื่อวันที่ 6 มกราคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปรับแม่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งแม่เพิ่งกลับมาจากอเมริกา หลังจากไปใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นระยะหนึ่ง

แม่ถามผมว่าทำไมไม่ไปทำงานกับท่าน จะได้กรีนการ์ด คือมีสัญชาติอเมริกัน ได้รับสิทธิหลายประการ สิทธิในการประกอบอาชีพ ได้เรียนฟรี สวัสดิการต่างๆ หรือถ้าผมมีครอบครัว มีลูก ลูกของผมก็จะถือสัญชาติ อเมริกันด้วย นั้นแสดงให้เห็นว่า 'สัญชาติ' เป็นเรื่องสำคัญโดยสากล

ความจริงฐานะทางครอบครัวของผมจัดอยู่ในฐานะชนชั้นกลาง ไม่ได้เดือดร้อนอะไร ผมเรียนจบที่เอแบค มีงานทำ มีชีวิตที่สบาย กระนั้นแม่ยังต้องการให้มีสัญชาติอื่นที่เชื่อว่าทำให้ชีวิตดีกว่า... แล้วกับคนที่เขาไม่มีล่ะครับ คนไร้สัญชาติเขาจะต้องการมันมากแค่ไหน กับสิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ"

นอกจากนี้คุณอรรณพ ยังได้พูดเกี่ยวประเด็นที่ว่า ในฐานะคนรุ่นใหม่จะช่วยคนไร้สัญชาติได้อย่างไรว่า "ผมขอยืมคำพูดของพี่อิ๊ด ฟุตบาต ที่กล่าวเอาไว้ว่า 'เด็กรุ่นใหม่ไม่รู้จักคุณค่าในตัวเอง เพราะว่าพวกเขาอยู่กับตัวเองมากเกินไป' ผมอยากแนะนำให้น้องๆ ปิดหนังสือ ตำราเรียน แล้วออกจากห้องเรียนไป ไปที่ไหนก็ได้ ไปพบปะกับชาวบ้าน คนทำงาน พูดคุยแลกเปลี่ยน แล้วเราจะได้เห็นคุณค่าในตัวเองว่าเรามีความสามารถมากน้อยแค่ไหน คือการเรียนรู้นอกห้องเรียน"

"สำหรับคนไร้สัญชาติแล้ว การมีบัตรประชาชนหนึ่งใบ มันไม่ใช่แค่แผ่นพลาสติกที่ระบุ ชื่อ – สกุล วันเกิด และหมายเลขบัตรเท่านั้น หากแต่มันหมายถึง การที่พวขาจะได้มาซึ่งสิทธิ หน้าที่ และเสรีภาพ อันพึงได้รับ และการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมจากคนในสังคม ที่ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งหรือ กลุ่มคนทำงานในเรื่องนี้เท่านั้น แต่มันหมายถึงคนทุกคนในสังคมที่ควรรับรู้และร่วมกันแก้ไขปัญหา" อาจารย์ดร.สุรพล จรรยากูล กล่าวสรุปการเสวนา


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

19 กุมภาพันธ์ 2550