|
ขอบคุณ ยายคำ...
พยานรับรู้ว่าหนูคือใคร
นานมาแล้วที่เด็กๆ ริมฝั่งสาละวินเฝ้าฝันว่า "สักวันหนึ่ง...
พวกเขาจะได้สิทธิความเป็นพลเมืองบนแผ่นดินที่ตนเกิดเช่นเดียวกับบุคคลอื่น"
นั่นคือ การได้มาซึ่งสัญชาติไทย...
ดูเหมือนความฝันของเด็กน้อยเริ่มมีเค้าความจริงขึ้นมาบ้างแล้ว
เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.)
มีมติเห็นชอบการแก้ไขกฎหมาย 2 ฉบับ คือ พ.ร.บ.สัญชาติ และ พ.ร.บ.การทะเบียนราษฎร
เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2550 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เด็กๆ ไร้สัญชาติหลายคนที่มีหลักฐานแสดงความเป็นตัวตนอยู่บ้างแล้วจะได้รับสัญชาติไทยภายใน
90 วัน ส่วนเด็กๆ ไร้รากเหง้าอีกหลายคนจะได้รับโอกาสการจดทะเบียนการเกิด
นี่คือ หลักฐานชิ้นแรก ที่พวกเขาจะมีไว้เพื่อแสดงที่มาที่ไปของตัวเองว่า
หนูเกิดที่ไหน? หนูเป็นลูกเต้าเหล่าใคร? แทนการเกิด และดับสูญไปอย่างไร้ตัวตนบนโลก
ดังที่เคยเป็นมา

ยายคำ |

งานวันเด็กไร้สัญชาติ ครั้งที่ 6 |
งานวันเด็กไร้สัญชาติ ครั้งที่ 6 ในปีนี้จึงมีสีสันจากรอยยิ้มกว้างๆ
บนดวงหน้าของบรรดาเด็กไร้สัญชาติ รวมไปถึง "ยายคำ"
ผู้เป็นแม่เก็บ หรือ หมอตำแย บุคคลสำคัญที่สามารถเป็นพยานรู้เห็นการเกิดของเด็กๆ
ไร้สัญชาติมากที่สุดคนหนึ่ง ดูเหมือนแกจะยิ้มกว้างไม่แพ้กันเมื่อรู้ว่าเด็กๆ
ที่แกเป็นผู้ทำคลอดให้จะได้รับสิทธิ์ดังกล่าว หลังจากที่เฝ้ามองความเป็นไปของผู้คนในหมู่บ้าน
ริมฝั่งสาละวินที่เป็นอยู่อย่างไร้สถานะมากว่า 3 ช่วงอายุคน
อย่างเจ็บปวด
หมู่บ้านแม่สามแลบ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นที่ๆ
ยายคำตั้งรกรากอยู่มากว่า 40 ปี กับพรสวรรค์ในวิชาแม่เก็บที่ติดตัวมา
อย่างน้อยเด็กที่สามารถสืบไล่ได้ว่ามียายคำเป็นผู้ทำคลอดให้
มีร้อยกว่าชีวิต และที่ยังระบุไม่ได้อีกจำนวนหนึ่ง แต่ปัญหาก็คือ
แม้แต่ตัวยายคำผู้จะมาเป็นพยานคนสำคัญ ก็ยังเป็นบุคคลไร้สัญชาติเช่นเดียวกัน
นายสุรพล
กองจันทึก นักกฎหมายจากสภาทนายความกล่าวว่าปัญหาเรื่องไร้สัญชาติเป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไข
เราจะจัดการให้เขาอยู่ในสังคมไทยได้อย่างไร ด้วยเหตุผลง่ายๆ
คือ เขาเป็นคนไทย เขาเสียภาษีให้รัฐแล้ว จากการจ่ายภาษีทางอ้อมในรายการใช้จ่ายในสิ้นค้าอุปโภคบริโภค
แต่ที่ผ่านมาคนเหล่านี้ถูกรัฐมองและปฏิบัติอย่างไม่รู้ ไม่เห็น
แต่เป็นปัญหา
"ถ้ารัฐมองว่า พวกเขาคือปัญหา ก็ต้องแก้ไขปัญหาสิครับ
ไม่ว่าจะเป็นปัยหาเรื่องเชื้อโรค อาชญากรรม ต้องแก้ไขโดยการให้เขาถึงระบบบริการสาธารณสุขของรัฐ
เข้าถึงเรื่องการศึกษา เราต้องดูแล อย่าลืมว่านี่เป็นการลงทุนทางสังคมที่ต่ำที่สุด
ที่สำคัยเขาคือคนไทย"
โดยคุณสุรพลกล่าว่า สิ่งที่จะช่วยเร่งแก้ไขปัญหาเด็กไร้สัญชาติในประเทศไทยประการแรก
คือเรื่องทัศนคติ โดยเฉพาะวิธีการ และทัศนคติเชิงลบของเจ้าหน้าที่รัฐ
โดยมีความเชื่อว่าถ้าออกหลักฐานให้กับคนผิดเขาจะมีความผิด แต่ในขณะเดียวกัน
การไม่ออกหลักฐานให้กับผู้ควรได้รับสัญชาติไทย เขาก็มีความผิดเช่นเดียวกัน
ตรงนี้สำคัญมาก
มึดา นาวานาถ นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยพายัพ
เด็กไร้สัญชาติที่ได้รับการศึกษาถึงขั้นสูงสุด และอีกไม่นานเธอจะกลายเป็นบุคคลได้รับสัญชาติตามมติของสนช.
ตามพรบ. ที่กล่าวมาแล้วข้างต้น มึดากล่าวว่า ถ้าเธอได้รับสัญชาติ
สิทธิขั้นพื้นฐานประการแรกที่อยากใช้มากที่สุด คือ บัตรทอง
"ตอนแรกมึดาเคยคิดเรื่องการศึกษาว่า
ถ้าเป็นไปได้อยากทำสัญญากู้ยืมเงิน เห็นเพื่อนๆ นักเรียนเขาทำได้
แต่ตอนนี้ได้ทุนการศึกษาแล้ว สิ่งที่ต้องการคือ เรื่องสุขภาพ
บัตรทอง จำเป็นมาก เพราะตอนนี้แม่ของมึดาเองก็ป่วยอยู่ต่อไป
ถึงแม้ตัวเองจะได้รับสัญชาติแล้วก็ตาม แต่มึดาก็ยังเป็นห่วงน้องๆ
อีหลายคนที่ยังไม่ได้รับสัญชาติอยู่ดี กระบวนการตรงนี้ยุ่งยากมาก
เหนื่อย เคยท้อ แต่ก็ต้องอดทน และฝากบอกน้องๆ ที่ยังไร้สัญชาติให้อดทนต่อสู้ด้วย"
มึดายังกล่าวอีกว่า "ความจริงสัญชาติไม่ได้สำคัญมากมายอะไร
เพียงแต่มันเป็นตัวเปิดที่ทำให้รู้ว่าคนมีความเท่าเทียมกัน ต่อให้ไม่มีสัญชาติแต่คนได้รับสิทธิเท่าเทียมกันทุกประการแล้ว
ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันทุกคนแล้ว ต่อให้ไม่มีสัญชาติก็ไม่เป็นไรค่ะ"
นับได้ว่าเป็นของขวัญวันเด็กจากผู้ใหญ่ฝั่ง สนช. ที่แสนจะมีความหมายกว่าทุกๆ
ปีที่ผ่านมา ที่ทำให้ฝันจะใกล้ฝั่งยิ่งขึ้น เมื่อเด็กๆ จะได้รับสัญชาติไทยที่เคยสูญเสียไปกลับคืนมา
ต่อไปนี้พวกเขาจะร้องเพลงชาติไทยได้อย่างเต็มเสียงขึ้น จะกล้าฝันถึงอนาคตการศึกษาที่สดใส
และยายคำเองก็จะได้ทำหน้าที่ใหม่ในวัยชราภาพ คือเป็นผู้ให้กำเนิดชีวิตครั้งที่
2 ของแก่พวกเขาด้วยการเป็นพยานรู้เห็นการเกิดของเด็กๆ ที่นี่
เพราะยายคำมักพร่ำบ่นอยู่เสมอๆ ว่า "เสียใจที่ตนเองไม่มีสัญชาติไทย
ทำให้ลูกหลานต้องตกเป็นคนไร้สัญชาติด้วย"
ธิดามนต์ พิมพาชัย
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
4 กุมภาพันธ์ 2551
|