รำลึก ตากใบ
ช่วงเดือนตุลาคมที่ผ่านมา อาจเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาแห่งการรำลึกถึงวีรชน
และไว้อาลัยต่อการสูญเสียของภาคประชาชนในหน้าประวัติศาสตร์ เช่นเหตุการณ์
14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519
แต่อีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นอันร้อนระอุใน
3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา นั่นคือ เหตุการณ์
ตากใบ ซึ่งตรงกับวันที่ 25 ตุลาคม 2547 กำลังจะถูกลบลืมออกไปจากความทรงจำของผู้คน
ทั้งที่ประวัติศาสตร์นองเลือดนั้นมีผู้เขียนคนเดียวกันกับเหตุการณ์ในอดีต
คือ ภาครัฐ เขียนด้วยเลือด และหยาดน้ำตาประชาชนผู้บริสุทธิ์
แม้ผู้คนในสังคมจะไม่ให้ความสำคัญ แต่คนในพื้นที่ ผู้สูญเสีย และญาติผู้สูญเสียในเหตุการณ์ตากใบ
คงไม่อาจลบเลือนจากความทรงจำ เพื่อเป็นการรำลึกถึงเหตุการณ์ดังกล่าว
นักศึกษาจากองค์กรต่างๆ ราว 200 คน นำโดยสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
(สนนท.) ได้รวมตัวกันจัดงานจุดเทียนรำลึก และไว้อาลัยแด่ผู้สูญเสีย
ณ บริเวณ หน้าสำนักงานองค์การสหประชาชาติประจำประเทศไทย (United
Nations) ในวันที่ 25 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมา
ตูแวดานียา ตูแวแมแง ประธานเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน
กล่าวถึงสาเหตุที่จัดงานรำลึกเหตุการณ์ตากใบในครั้งนี้ว่า
เราคิดว่าน่าจะยกระดับการสูญเสียของวีรชนตากใบให้มาอยู่ในรำลึกเหตุการณ์เดือนตุลาด้วย
เพราะผู้สูญเสียนั้นคิดว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งหมด
ตั้งแต่ปี 2547 จนมาถึงวันนี้ ภาครัฐพยายามที่จะกลบกระแสตากใบที่รัฐเคยกระทำผิดพลาดไว้
สังคมที่คอยรับจากสื่อต่างๆ ให้คล้อยตาม ตรงนั้นญาติพี่น้องผู้สูญเสียมีความน้อยใจมากที่ภาครัฐและภาคสังคมไม่ให้ความสำคัญกับความสูญเสียดังกล่าว
งานรำลึกตากใบเริ่มขึ้น จากกลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อเวลาประมาณ 18.00
น. ด้วยการละหมาดฮายัตเพื่อสันติภาพ จากพี่น้องมุสลิม การแสดงละครจากกลุ่มนักศึกษาเกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงในภาคใต้
ร่วมร้องเพลง คีตาญชลี เพื่อกล่อมดวงวิญญานผู้สูญเสียทุกดวง
และเสียงเพลง อานาซีด เพื่อสรรเสริญผู้เสียสละจากเหตุการณ์ดังกล่าว
ก่อนที่จะร่วมกันจุดเทียนและวางดอกไม้เพื่อเป็นสัญลักษณ์การไว้อาลัย
ก่อนจะพร้อมใจกันสลายการชุมนุม เมื่อเวลา 20.00 น.
ผู้ที่มาร่วมงานในวันนั้นส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา โดยมีองค์การอื่นๆ
มาร่วมงานอย่างบางตา ซึ่งในกรณีดังกล่าวตูแวดานียาให้ความเห็นว่า
ตรงนี้ก็เป็นคำถาม ทั้งๆ ที่งานก็เป็นภาคเปิด ทำไมหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา
คนในสังคมไม่ค่อยให้ความสนใจประเด็นภาคใต้เท่าไหร่ หลายๆ ครั้งที่มีการจัดงานเกี่ยวกับภาคใต้
จะมีแต่เด็กที่มาจากสามจังหวัดชายแดนมาร่วมงาน หรือไม่ก็เป็นนักศึกษาที่มีอุดมการณ์
และสนใจจริงๆ มาช่วยชาวบ้านที่อยู่ในภาคใต้ ถ้ามองกันจริงๆ ก็ไม่ค่อยเป็นธรรมเลย
อย่างกรณีน้องฮ่องเต้ ครูจูหลิง คนๆ เดียวที่สูญเสียยังสามารถกลบกระแสผู้คนเป็นร้อยที่สูญเสียได้
โดยเฉพาะกับวีรชนตากใบ
นายอาเต็ฟ
โซะโก เลขาธิการเครือข่ายนิสิตนักศึกษาไทยมุสลิมกล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า
ค่อนข้างพอใจกับงานดังกล่าว เนื่องจากเห็นการทำงานของเพื่อนๆ
นักศึกษาเป็นเอกภาพมากขึ้น แต่ผมสังเกตว่าสื่อยังไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าไหร่
ถามผมว่าชาวบ้านรู้ไหมว่าจัดงานให้ ส่วนใหญ่ชาวบ้านที่ทราบข่าวก็จะทราบจากการสื่อสารกับคนในครอบครัว
ความจริงงานวันนี้ถ้าให้เราประชาสัมพันธ์หรือไปจัดในพื้นที่เลยคงเป็นไปไม่ได้
ถ้าพูดถึงเหตุการณ์ตากใบ คนมุสลิมในพื้นที่ตากใบ หรือใกล้เคียง
ร้อยเปอร์เซ็นต์คือรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่รัฐก็พยายามทำให้พวกเขาสูญเสียความทรงจำเหล่านี้ไป
ด้วยวิธีการต่างๆ ภาครัฐกล่าวว่า เพื่อความมั่นคง ผมถามว่า
เพื่อความมั่นคงของใคร? ความจริงมันก็ปิดข่าวได้เฉพาะกับคนส่วนกลาง
นอกจากนี้อาเต็ฟยังกล่าวถึงภาพลักษณ์ของนักศึกษาจากสามจังหวัดชายแดนในสายตาภาครัฐ
คือคนของบวนการว่า ตนไม่ได้เกรงกลัวแต่อย่างใด เพราะไม่สามารถลบภาพเหล่านั้นได้อยู่แล้ว
และถ้ามัวแต่กลัวเหตุการณ์ในภาคใต้ก็จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไป
ถ้ากลัวก็จะไม่กล้าทำอะไร เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดนอกเหนือจากความกลัว
คือประชาชนในพื้นที่
ในวันดังกล่าวยังมีนักศึกษาจากจังหวัดปัตตานีเดินทางมาร่วมงานเพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อเหตุการณ์ตากใบ
หนึ่งในนั้นได้บอกเล่าว่า ความจริงคนในพื้นที่ก็อยากจะจัดงานรำลึกต่อเหตุการณ์ตากใบ
แต่ไม่สามารถทำได้ นับวันเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่เคยเกิดขึ้นกำลังจะถูกลืมเลือนไปทุกขณะ
ตูแวดานียา
ยังให้ความเห็นว่าคนในสามจังหวัดชายแดนถูกคุคาม และริดรอนสิทธิ
เสรีภาพ มาตั้งแต่ครั้งอดีตกาลแล้ว และยังไม่เคยได้รับความเป็นธรรมในเรื่องดังกล่าวด้วย
ถ้าพูดตามประวัติศาสตร์ที่เป็นจริง คือ เขาเคยมีรัฐเป็นของตนเอง
มีอัตลักษ์ ภาษา แต่เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ถ้าไปศึกษาตามประวัติศาสตร์จะพบว่าคนในสามจังหวัดถูกคุกคาม
อย่างไร การอุ้มฆ่า ฮัญยีสุหรง ซึ่งเป็นผู้นำในการต่อสู้แบบสันติวิธี
กับข้อเรียกร้อง 7 ประการที่คนในพื้นที่ 3 จังหวัดต้องการมาก เกี่ยวกับการมีอัตลักษณ์
สิทธิเสรีภาพของตัวเอง แต่รัฐไม่ยอมรับตรงนั้น และอยากให้ทุกคนเหมือนคนส่วนใหญ่
เหตุการณ์ต่อมา คือ การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวบ้าน ดุซงยอ กล่าวหาว่าชาวบ้านเป็นแนวร่วมกับคอมมิวนิสต์มลายา
เหตุการณ์ ประชาชนรวมตัวเรือนแสนที่มัสยิสกลางในช่วงปี 2518 มีการขว้างปาระเบิด
และใช้ความรุนแรงในการปราบปราม เหตุการณ์ มัสยิส กรืเซะ 28 เมษา
2547 และเหตุการณ์ตากใบซึ่งเป็นเหตุการณ์ล่าสุด ทุกเหตุการณ์จบด้วยความรุนแรง
และประชาชนเป็นผู้สูญเสีย
3 ปี ตากใบ เรากำลังจะบอกว่า เราไม่เคยลืมเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น
โดยมีพี่น้อง สามจังหวัดชายแดนเป็นผู้สุญเสียเลย และที่มาจุดเทียนหน้ายูเอ็นฯเพราะเสมือนว่า
ยูเอ็นเป็นประตูสู่ชาวโลก เมื่อรัฐไทยทำท่าทีเหมือนไม่สนใจไม่เหลียวแล
มองประชาชนในพื้นที่ว่าไม่เหมือนคน แต่เรายังมีความหวังว่าเหตุการณ์ตากใบ
และเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะมีความสำคัญในสายตาประชาคมโลกบ้าง
ประธานเครือข่ายนักศึกษาเพื่อพิทักษ์ประชาชน กล่าวสรุป
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
15 พฤศจิกายน 2550
|