|
มหาวิทยาลัยออกนอกระบบ
เมื่อวันที่ 22 มกราคม 2550 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยมหาสารคามได้จัดเวทีการร่วมแสดงความคิดเห็น
เรื่องการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ ณ อาคารพลศึกษา
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ขณะเดียวกันภายนอกอาคารมีการรวมตัวของนิสิตจากชมรมต่างๆ อาทิ
ชมรมวรรณศิลป์ ชมรมคนสร้างฝัน ชมรมรักษ์อิสาน สโมสรนิสิตคณะวิทยาศาสตร์
คณะมนุษย์สาสตร์และสังคมศาสตร์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ และนิสิตที่สนใจทั่วไปราว
400 คน ถือป้ายผ้า พร้อมข้อความประท้วง เพื่อคัดค้านการนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ
พร้อมยื่นหนังสือให้ทางมหาวิทยาลัยได้มีการทบทวนใหม่อีกครั้ง
ก่อนจะได้รับเชิญให้เข้าไปร่วมแสดงความคิดเห็นในเวลาต่อมา
ลิขิตพงษ์
บุญชิต นิสิต ชั้นปีที่ 3 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
สาขาพัฒนาชุมชน หนึ่งในแกนนำนักศึกษาที่เข้าร่วมคัดค้านในครั้งนี้ได้กล่าวว่า
ผมเชื่อว่าทุกคนหวังดีที่อยากเห็นมหาวิทยาลัยมีการพัฒนา
แต่การพัฒนาควรเป็นไปทีละขั้นมิใช่การก้าวกระโดดแบบนี้ ผมคิดว่าทางมหาวิทยาลัยของเรา
ณ ตอนนี้ ยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะออกนอกระบบ อย่าเอาไปเปรียบกับมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ
มันเทียบกันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นความพร้อม ในการจัดการ หรือการหารายได้อื่นนอกจากค่าบำรุงการศึกษา
เนื่องจากร้านค้า หรือพื้นที่เปิดให้เช่าของเราก็มีจำนวนไม่มาก
ถ้าหากนำออกนอกระบบแล้ว จะเอารายได้มาจากไหน หากไม่มาจากการขึ้นค่าหน่วยกิต
ขึ้นค่าแผง หรือรับนิสิตเพิ่มขึ้นปริมาณที่เพิ่มขึ้น อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่ห้องเรียนแทบจะไม่พอ
เกล็ดแก้ว ทิพย์มาตย์ นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
สาขาวิชาภาษาไทย ได้กล่าวเสริมว่า ได้รับรู้ข่าวการนำม.ออกนอกระบบมาตั้งแต่ชั้นปีที่
1 แล้ว ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับเรื่องนี้ มุมมองของแก้วก็คล้ายกับคนส่วนใหญ่ที่มองว่าค่าใช้จ่ายจะเพิ่มขึ้น
นอกจากนั้นยังไม่เห็นด้วยที่อำนาจเบ็ดเสร็จจะอยู่ที่คนๆ เดียว
ถ้าหากว่าผู้บริหารขาดจริยธรรมล่ะ นิสิตจะอยู่กันอย่างไร ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มมีเค้ารางให้เห็นแล้ว
เช่นค่าหอพัก จากเดิมต้องจ่ายเทอมละ 4,000 บาท ตอนนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นจ่ายรายปีแล้ว
คือปีละ 8,000 บาท ซึ่งรวมกับค่าเทอมแล้วมันก็หลายบาท เด็กม.สารคามลูกชาวนาทั้งนั้น
พ่อแม่กว่าจะหามาได้...
ลิขิตพงษ์ ได้กล่าวสรุปถึงจุดยืนของกลุ่มนิสิตที่คัดค้านในครั้งนี้ว่าไม่ว่าจะอย่างไรก็จะทำการคัดค้านให้ถึงที่สุด
เพราะไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง แต่ทำเพื่อผลประโยชน์ของนิสิตทุกคนในมหาวิทยาลัย
ซึ่งความจริงผมจะไม่ออกมาเรียกร้อง
จะนอนอยู่หอพักเฉยๆ ก็ได้ แต่ผมอยากเป็นตัวแทนของนิสิตจนๆ คนหนึ่ง
ที่อยากให้สังคมได้รับรู้ว่าเสียงของนักศึกษาตัวเล็กๆ ก็มีความสำคัญ
ผมไม่ได้มองเพียงความเป็นอยู่ในรุ่นผม แต่ผมมองไปถึงรุ่นน้อง
รุ่นลูกรุ่นหลาน ว่าจะอยู่กันอย่างไร ค่าเทอมจะแพงขึ้นไหม ค่าอาหาร
ค่าขนม เพราะค่าใช้จ่ายที่ใช้อยู่ในปัจจุบันก็มาจากเงินทุนกู้ยืมกยส.
เป็นส่วนใหญ่ซึ่งได้รับแค่เพียงเดือนละ 3,000 บาท ส่วนค่าเทอมที่จ่ายแต่ละครั้งก็ต้องหาหยิบยืมเป็นเงินก้อนมา..
โดยแกนนำนักศึกษาได้เรียกร้องให้ทางมหาวิทยาลัย ได้กลับไปทบทวนแนวคิดใหม่อีกครั้งโดยเฉพาะในด้านที่จะส่งผลกระทบต่อสังคม
อย่ามองเป็นเพียงธุรกิจการศึกษาไม่ควรจะมาเน้นเรื่องกำไรขาดทุน
ถ้าหากมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มันหมายถึงความไม่แน่นอน อะไรก็จะขึ้นอยู่กับนโยบายผู้บริหาร
อยู่ๆ เรียนๆ ไป โดยไม่รู้ว่าจะมีนโยบายอะไรออกมาอีก ซึ่งหากขืนนำออกนอกระบบทั้งๆ
ที่ไม่มีความพร้อม เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่อยากเรียนที่นี่ และอยากให้เป็นเหมือนเดิมมากกว่า
แค่นี้ก็ได้เห็นแล้วว่าพลังนักศีกษามีจริง พลังที่เกิดจากการร่วมแรงร่วมใจเป็นหนึ่งเดียว
ซึ่งปรากฎการณ์แบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในมหาวิทยาลัยมหาสารคาม
ตั้งแต่เรียนที่นี่ และยืนยันว่าถ้าอยากให้เกิดการพัฒนาอย่างที่กล่าวอ้างกัน
ต้องมีความพร้อมมากกว่านี้ซะก่อนซึ่งมันมีทางอื่น นอกเหนือจากการนำออกนอกระบบ
อย่างไรก็ตามการชุมนุมคัดค้านก็เป็นไปอย่างเรียบร้อย และทางมหาวิทยาลัยยังไม่ได้มีการสรุปว่าจะนำออกนอกระบบแต่อย่างใด
นอกจาก ไม่มีคำตอบสำหรับนิสิต
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
25 ธันวาคม 2549
|