TITV ใต้เงาคิด NGOs

คงต้องลองมา ตั้งคำถาม หรือถกเถียง เกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียง และแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ...... ที่จะมาดูแลสื่อสาธารณะ หรือ กฎหมายฟื้นชีวิต ITV ที่ปัจจุบันถูก คมช./รัฐบาล ยึดและแปลงมาเป็น TITV โดยมีการตั้ง “กรรมการรับฟังความคิดเห็น เพื่อกำหนดสถานีวิทยุโทรทัศน์” เพื่อรวบรวมแนวคิดและเสนอเป็นร่างให้ ครม. ไป ซึ่ง ณ ตอนนี้ เฉพาะบางมาตรา ได้ผ่าน มติ ครม. ไปแล้ว

นับว่าผ่าน ในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยจะน่าเออออด้วยนัก หรือไม่ค่อยได้บรรยากาศประชาธิปไตย และการมีส่วนร่วม จากประชาชนเท่าไหร่ (คงเพราะเป็นเรื่องเล็กมาก ถ้าหากเทียบกับเรื่องอื่นๆ และส่วนหนึ่ง คนไทยไม่ค่อยมีอารมณ์สนใจ การบ้านการเมือง ในเวลานี้นัก)

กระบวนการทำความเข้าใจกับประชาชน ถึงความเป็นมา ความสำคัญ ว่าก่อนขึ้นเป็นสื่อสาธารณะ (สัญลักษณ์ประชาธิปไตย) นั้น ทำได้เพียงใด ในสถานการณ์การเมืองที่ปกครองโดยรัฐบาลจากคณะรัฐประหาร (คมช.) และเทียบกันไม่ได้ กับกำเนิดของ ITV เมื่อ พฤษภา 2535 ที่มาจากการต่อสู้ล้มเผด็จการ มาจากความตื่นตัวเรื่องการเมืองและสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชน ซึ่งมีความคล้ายในเชิงเหตุการณ์การเมืองกับ สื่อมวลชน “ฮังเกียวเรห์” ( Hankyoreh ) ของเกาหลีใต้เมื่อปี 2522 ในสมัยรัฐบาล ชุน ดู ฮวาน

เมื่อย้อนมามอง TITV กลับมาจาก รัฐบาล ที่คณะรัฐประหารแต่งตั้ง เอาแค่จุดกำเนิดก็ย่อมจะแน่นอนแล้วว่า แตกต่างและเทียบเคียงกันไม่ได้ ในเชิงฐานะทางประวัติศาสตร์เรื่องที่มา เพราะ สื่อ 2 ตัวนั้น คือ ITV (ในยุคต้นๆ) กับ ฮังเกียวเรห์ นั้นมามาจากเจตจำนงประชาชนระดับฐานล่าง หรือปัจเจกชนจริงๆ โดยเฉพาะฮังเกียวเรห์ นับว่าเป็น สื่อของประชาชนจริงๆ เนื่องจาก มาจากการตระหนักถึงความสำคัญ ของสื่อและเสรีภาพสื่อ จนต้องเรี่ยไรระดมทุนกัน ซึ่งผู้บริจาคเรียกตัวเองว่า ผู้ให้การสนับสนุน ( sponsors) มีกว่า 3,300 คน จากหลากหลายอาชีพ ตั้งแต่ชาวนาจนถึงนักธุรกิจใหญ่ และมีข้อบังคับ ที่น่าสนใจ คือ “ห้ามบริจาคมากเพื่อป้องกันการมีอิทธิพล”

มอง พ.ร.บ.องค์การฯ กฎหมายแม่แบบตั้ง สถานี TITV ในขณะนี้เป็นอย่างไรบ้าง จาก ร่าง พ.ร.บ. ซึ่งสะท้อนแนวคิด เรื่องสื่อสาธารณะ ว่า ที่ผ่านๆ มา คณะรับฟังฯ อาจจะมีกิจกรรมตีน้ำสร้างแรงกระเพื่อมเพียงบ้าง แต่เพียงเล็กๆ น้อยๆ แถวๆ กรุงเทพฯ และ ตจว.ไม่กี่แแห่ง ผ่านเวทีอภิปราย ในหมู่นักวิชาการ สื่อมวลชนและเอ็นจีโอ (สาย คมช.) บางกลุ่มไม่กี่คน และไม่ครั้ง ทำงานแบบรีบๆ ข้ามๆ ซึ่งเรียกว่า ถึงมีการรับฟังความคิดเห็น แต่ในระดับฐานล่างนั้นแทบไม่มี แม้แต่การทำประชาพิจารณ์ การรื้อสร้างอุดมการณ์ให้กับองค์กรสื่อใหม่ก็ไม่มี

ก่อนที่จะสถาปนาตนเองเป็น “สื่อสาธารณะเพื่อประชาชน” แล้วใช้งบประมาณ จากภาษีของประชาชน ปีละหลายพันล้าน (แค่จุดเริ่มต้น) โดยจะเรียกเอาจาก ผู้ร้ายในสังคม คือ พวกสูบบุหรี่และพวกกินเหล้า แบบกร่างๆ ด้วย แล้วมีอะไรบ้างในกฎหมาย พ.ร.บ. TITV ทีวี Hybrid พันธุ์ลูกผสม ระหว่าง ITV TITV และ NGOTV เหมือนหมูขี้พร้า

ลองมาดูหมวด 1 การก่อตั้งและเงินทุน

ม.7 เป็นผู้นำการผลิตรายการข่าวสาร, มีคุณภาพ, เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ, เน้นการมีส่วนร่วม, มุ่งยกระดับการเรียนรู้ของประชาชน ให้ก้าวทันโลก, ไม่แสวงกำไร มีอิสระจากรัฐและธุรกิจ, ดำเนินการภายใต้คุณธรรม , ยึดหลักจริยธรรมในวิชาชีพ

ม.8 คล้อยตาม ม.7 ให้ตั้งสถานีให้ทั่ว, ส่งเสริมรายการมีสาระกับสาธารณะ , ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการแสดงความคิดเห็นสาธารณะ, ส่งเสริมผู้ผลิตรายการอิสระ (ขนาดเล็ก) , ร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อสาธารณะ, ทำทุกอย่างเพื่อให้สำเร็จ (ตามวัตถุประสงค์) ส่วน ม.9 เรื่องอำนาจขององค์การ ในการจัดการ

ประเด็นที่ยังไม่เห็นในหมวดนี้ ก็คือ เรื่องการมีส่วนร่วม ซึ่งมีแค่ในระดับการผลิตเนื้อหา แต่ในระดับบริหาร และระดับนโยบายยังไม่พบ หลักคิดเกี่ยวกับการป้องกันการถูกแทรกแซง ครอบงำจากส่วนอื่นๆ หลักคิดเรื่องการมีส่วนร่วมตรวจสอบ ถอดถอน ตั้งคำถามต่อ ผู้บริหารและกรรมการนโยบาย เป็นอย่างไร เช่น การชี้แจงต่อประชาชน ผู้เสียภาษีในแต่ละปี ถึงผลงานที่ได้ถลุงเงินไป เป็นต้น เหล่านี้ยังไม่พบในร่างนี้

ในเรื่องการมีส่วนร่วม แผนการกระจายศูนย์ อำนาจกำหนดนโยบาย การบริหาร งบประมาณสู่ภูมิภาค ก็ยังมาไม่ถึง ยังเป็นระบบการสื่อสาร ที่ขึ้นตรงกับกรุงเทพฯ คนต่างจังหวัดก็ยังแหงนมอง รายการต่างๆ จากกรุงเทพฯ หรือศูนย์กลาง ดังนั้น พื้นที่สื่อสาธารณะ ก็ยังเป็นพื้นที่ของอำนาจศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ คนกรุงเทพฯ เข้าถึงง่าย อยู่ในสายตา โดยกลุ่มคนชนชั้นกลาง หรือปัญญาชนเมืองหลวง ที่สามารถเข้าไปยึดพื้นที่สื่อ ยึดครองอุดมการณ์ ความคิด และในที่สุด ก็เป็นแค่เครื่องมือปกครองคนชนบท ในแง่รูปแบบเนื้อหาสาระ ซึ่งอาจจะดูแล้วไม่ต่างๆ จาก ทีวีของ 11 ของรัฐราชการ แต่เป็น ช่อง 11/2 ภาคพลเมืองของรัฐชาติ

ในแง่เนื้อหา สื่อสาธารณะเน้นย้ำแต่ ความเป็นสาระ มีสาระ และผลิตสาระ จนละเลย ความสุข ความบันเทิง และความอิ่มเอมทางอารมณ์ที่ซึ่งต้องการอย่างหลากหลาย ทั้งทางวัฒนธรรม ความเชื่อ ระดับการศึกษาและชนชั้นวิชาชีพ ตามสิทธิของประชาชนที่บริโภคและชำระภาษี ดังนั้น สื่อสาธารณะ ที่มีขึ้นจึงต้องทำให้ชัดก่อนว่า “ต้องเป็น” หรือ แล้วแต่ “จะเป็น” สื่อที่น่าดู หรือ ว่าเป็น “สื่อที่ควรดู”

สิ่งที่น่ากลัว คือ เมื่อแพร่ภาพรายการออกมาแล้วกลายเป็นสื่อที่ประชาชน (ส่วนใหญ่) “ไม่อยากจะดูเอาเสียเลย” เพราะถูกกำกับด้วยกรอบ “เป็นสาระ มีสาระและผลิตสาระ” เพื่อเด็ก เพื่อเยาวชน และเพื่อเด็ก

คำถามหนักๆ คือ สังคมไทย เป็นสังคมบริโภคสื่อ เพื่อค้นหาสาระใส่สมอง จริงๆ หรือ? และ วัฒนธรรมการบริโภคทีวีของคนไทย เพื่อหาสาระกัน หรือว่า เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ชมละครประโลมโลกประโลมใจ ระหว่าง หลังจากทำงานเหนื่อยๆ ก่อนหลับนอน

การคิดค้น ทำสื่อ มันล้มเหลวไปมากแล้ว ในยุคการสร้างวาทกรรมปฏิรูปสื่อ แนววิทยุชุมชน ปัญหาคือ วางกรอบคิด แบบนักวิชาการ ที่นั่งอยู่กรุงเทพฯ เจือปนกับอุดมการณ์แบบเอ็นจีโอ ที่ถนัดพูดแต่คำว่าปัญหาสังคม และถนัดงานรณรงค์ แต่เมื่อพอถลำลงไปแตะงานเชิงวัฒนธรรม (งานสื่อ) แล้วเข้าใจไม่ลึกซึ้งพอ หรือเข้าใจเอาเอง จึงล้มเหลว วันนี้ไม่มีเสียง ใครพูดถึงวิทยุชุมชน อีกเลย มีแต่เสียง อดีต นายกฯ ทักษิน ชินวัตร ที่ดังออกมา

ลองมองดู ที่หมวด 2 เกี่ยวกับกรรมการบริหาร ม.10 เรื่องโครงสร้างบุคลากร ระดับกรรมการนโยบาย คือ มีกรรมการ 9 คน, เป็นผู้มีความรู้ประสบการณ์ด้านสื่อ 2 คน, เป็นผู้มีความรู้ด้านบริหารองค์กร 3 คน , เป็นมีความรู้ด้าน ประชาธิปไตย เด็ก เยาวชน ชุมชน คนด้อยโอกาส 4 คน

ม.11 เรื่องกรรมการสรรหา บุคคลใน ม.10 มี 9 คน คือ ประธาน สภา นสพ. , นายก, สมาคมวิทยุโทรทัศน์ , นายกฯ สมาคมวิชาชีพสื่อ, นักวิชาการสื่อ, NGOs ทั่วไป, NGOs เด็ก , NGOs คุ้มครองผู้บริโภค, สำนักฯนายก และ กระทรวงคลัง

รวมๆ แล้ว สื่อ TITV หรือร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นร่าง (ทรง) เงาคิดของ NGOs ในการยึดสื่อเกือบทั้งหมด ซึ่งแน่นอน NGOs คือกลุ่มคนที่ทำงานด้านสังคม มีแนวคิดชัดเจน แต่กระนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่า จะชำนาญการทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องสื่อสาธารณะ ที่ต้องใช้ทั้งความชำนาญ ความเป็นมืออาชีพ และประสบการณ์ตลอดจนความรู้ที่หลากหลายมาควบคุมดูแล

สุดท้ายหมวด 4 เรื่องการเผยแพร่ และ หมวด 5 เรื่องรายได้ รายจ่าย ม.40 พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ทั่วถึง ม.41 รายงานข่าวตรงไปตรงมา,การอภิปรายประเด็นสาธารณะ (ต้อง) มีข้อมูล มีเหตุผล (กำกับความคิด) ให้อย่างสมดุล, รายการส่งเสริมความรู้ สอดคล้องกับช่วงเวลา, ส่งเสริมรายการที่หลากหลายทางสังคม วัฒนธรรมความสมานฉันท์ (คืออะไร?)

ม.43 รายได้ ได้จาก รายได้เดิม (ITV) งบจากรัฐ (ภาษี ) , จัดเก็บจากกิจกรรมต่างๆ, เงินบำรุง (เหล้า บุหรี่ ร้อยละ 1.5/ปี แต่ไม่เกิน 2,000 ล้าน หรือ 2% จาก 100,000 ล้าน) และแบ่ง 10% จาก 2,000 ล้าน ประมาณ 200ล้าน มาสนับสนุนรายการอิสระ ของผู้ผลิตขนาดเล็ก และให้ กรมศุลกากร กับ กรมสรรพสามิต จัดเก็บให้ สรุปประชาชนทั่วไป กลุ่มผลิตสื่ออิสระ สื่อทางเลือก สื่อชุมชน สื่อภาคประชาชน ที่อยากใช้พื้นที่ TITV มีโอกาสได้ใช้งบประมาณเพียง 0.2% หักเอาได้แค่เฉพาะจากภาษีเหล้าบุหรี่

สรุป วิธีการได้มาและการดำเนินอยู่รอด ของ TITV ใต้เงาคิด NGOs ในยุครัฐบาลแต่งตั้งจาก คมช. แม้ว่าจะมาจากการบีบคอเงินภาษีประชาชน แต่ก็เอามาคืนเป็นโอกาสน้อยมาก

สุดท้าย ร่าง พ.ร.บ.องค์การฯ ฉบับนี้ เป็นร่างที่สะท้อนอุดมการณ์แบบชนชั้นกลาง (นิยมทหาร) กับ NGOs ที่ล้มเหลวทางอารมณ์ ใช้โอกาสในช่วงรัฐบาล มีอำนาจค่อนข้างเบ็ดเสร็จ สร้างสถานีทีวีใหม่ ซึ่งยังไม่สามารถประกันได้เลยว่า ถ้าวันหนึ่งดำเนินการไปแล้ว ไม่คุ้มทุนภาษี (ผู้สูบบุหรี่และผู้ดื่มสุรา) ถ้ามีผู้ชมบางตา มีรายการที่น่าเบื่อ จะถอดหรือไม่ และถ้าถึงที่สุด กลายเป็นพื้นที่ที่อัดแน่นไปด้วยความขัดแย้ง แย่งชิง ใครกันจะรับผิดชอบ

คำถามเหล่านี้ ใครจะลุกขึ้นตอบ ก่อนที่ทุกๆ อย่างจะเริ่มต้นดำเนินการ?


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org


10 มิถุนายน 2550