|
คณะกรรมการสิทธิฯ ชี้ทางออก
ร่างรัฐธรรมนูญ
ต้องรักษาผลประโยชน์ของประชาชน
เมื่อวันที่
27 เมษายน ได้มีการเสวนา เรื่อง รัฐธรรมนูญ: กับการรับมือโลกาภิวัตน์
ที่ตึกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประเด็นในการนำเสนอ คือประเด็น
"รัฐธรรมนูญกับการเจรจาตกลงระหว่างประเทศ
" ซึ่งนำมาวิเคราะห์ในการร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเห็นว่าการทำสัญญากับต่างประเทศของไทยมีแต่เสียเปรียบแต่ก็ยังต้องการทำสัญญา
ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
ได้ออกมากล่าวว่า
"มันคือกระแสทุนและการค้าระหว่างประเทศภายใต้ลัทธิเสรีนิยมใหม่
เป็นการเลือกที่จะกำหนดทิศทางการพัฒนา รวมทั้งการร่วมมือในผลประโยช์ร่วมกันระหว่างประเทศเป็นเหตุสำคัญที่จะชักนำเข้าสู่กระบวนการโลกาภิวัตน์
ซึ่งมันส่งผลได้เสียต่อประชาชนและอำนาจอธิปไตย"
ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก วิเคราะห์เกี่ยวกับการรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ปี 2550 ที่ร่างโดย สสร. ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขว้าง
กลายเป็นประเด็นสาธารณะที่ทุกภาคส่วนของสังคบจับตามอง
"ผมมองว่าประเด็นที่จะรับหรือไม่รับนั้นเป็น
ประเด็นที่ไม่ได้มีสาระอะไรเลย ในตอนนี้คมช. หรือคนที่ร่างรัฐธรรมนูญเหมือนจะออกมาพูดเสมอๆแค่ว่า
จะรับหรือไม่รับ แต่มันต้องมีมากกว่านั้น มันต้องไม่มีแค่รับหรือไม่รับเพราะเราต้องเข้าใจถึงการที่ประชาชนที่มีสิทธิเรียกที่จะรับหรือไม่รับแค่สองทาง
คำถามก็คือแล้ว ข้อเสนอของสังคมมันอยู่ตรงไหน นี่พูดแต่เรื่องเดียว
เราต้องการที่จะมีส่วนสร้างรัฐธรรมนูญไม่ใช่มีสิทธิแค่ออกมาพูดว่ารับหรือไม่รับ"
อาจารย์เสน่ห์กล่าว
นอกจากนั้นท่านยังได้กล่าวเพียงประเด็นการรับหรือไม่รับเป็นสิ่งกดทับจำกัดสิทธิของประชาชนในการเข้าใจรัฐธรรมนูญ
"เขาพยายามจะบอกว่าการที่มีแค่สองประเด็นก็เพราะ
เหมือนจะบอกว่ารัฐธรรมนูญมันดีแล้วโดยที่ไม่ต้องแก้ใขอะไรอีก
มีแต่การรับในการแปรญัตติในสภาเท่านั้น มันคือการพยายามที่ปิดบังข้อเท็จจริง
เหมือนการพยายามให้เรารับอย่างเดียวไม่มีทางเลือกอื่นๆ"
อาจารย์เสน่ห์กล่าว
อาจารย์เสนห์ ยังได้ให้ข้อเสนอเกี่ยวกับการเข้าไปร่วมในรัฐธรรมนูญของประชาชนว่า
"เราต้องมีข้อเสนอของเราแล้ว เคลื่อนให้ประชาชนที่ยังไม่ทันเกมส์นี่เห็นและเข้าใจว่า
คมช. หรือ สสร.พวกนี่ทำไรอยู่ มันต้องมี เข้าใจ มันไม่ใช่ที่จะมาใช้อำนาจที่มีปิดบังกัน
เราต้องเป็นทางเลือกที่สามทางเลือกในการเข้าใจที่มากกว่าเรื่องรับหรือไม่รับ
มันไม่ใช่ประเด็น"
และในประเด็นของการเจรจาการค้าระหว่างประเทศซึ่งเป็นสี่งที่ไม่ชอบธรรม
อาจารย์เจริญ คัมภีรภาพ รองอธิการบดีฝ่ายทรัพย์สินทางปัญญา
มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้กล่าวว่า "จริงๆการร่างรัฐธรรมนูญของ
สสร. ในมาตรา 186 ที่ว่าด้วยการทำสัญญากับต่างประเทศมันต้องได้รับการเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน
มันต้องชอบด้วยกฎหมายไม่ใช่จะไปทำก่อน เช่น กรณีของJTEPA นี่ชัดเจนมันยังไม่ผ่านสภาเลยแล้วทำได้ยังไงมันทำไม่ได้มันไม่ไปตามหลักนิติธรรม"
อาจารย์เจริญถึงการเข้ามากอบโกยผลประโยชน์ของกระแสโลกาภิวัตน์ว่า
"ที่เราต้องรับมือและเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเคลื่อนเข้ามาของทุนที่มีผลต่อทุกเรื่องคือ
กระแสของสิ่งที่เรียกว่าโลกาภิวัตน์ ซึ่งเราต้องทัน รัฐธรรมนูญก็เช่นกันเราต้องมีส่วนร่วมในการที่จะปกป้องผลประโยชน์ของเราเอง
ผลประโยชน์ของประชาชนต้องมาก่อน ไม่ใช่กลุ่มผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม"
นอกจากนั้นอาจารย์เจริญวิเคราะห์เกี่ยวกับ บทบัญญัติร่างรัฐธรรมนูญ
มาตรา 186 ยังมีความขัดแย้งกันเองกับมาตรา 3 "มาตรา
186 มันขัดแย้งกับมาตรา 3 เนื่องจากเป็นการสร้างความผูกพันระหว่างประเทศ
เป็นการกระทำของรัฐ ที่ส่งผลต่ออธิปไตยของรัฐ แต่ในมาตรา 3 ได้ก่อตั้งอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนซึ่งมันขัดแย้งกันชัดเจน"
อาจารย์เจริญกล่าวส่งท้าย พร้อมกันนั้นยังมีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญฯ
2 ข้อคือ
1.สมควรปรับปรุงร่าง รัฐธรรมนูญมาตราฯ 186 เสียใหม่โดยในร่างรัฐธรรมนูญควรกำหนดหลักประกันการปฎิบัติงานให้สอดคล้องกับมาตรา
3 วรรคสอง ซึ่งจะเป็นกรอบกติกาเงื่อนไขการปฎิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส
ใช้ความรู้ รัดกุม บนการมีส่วนร่วมของสาธารณะอย่างสร้างสรรค์
2.ในการร่างรัฐธรรมนูญฯมาตรา 186 ที่แก้ไขต้อง มีกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ
มาขยายหลักการที่บัญญัติรับร้องไว้
ซึ่งการแก้ไขปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 186 คือโอกาสสุดท้ายของพลเมืองไทยและประเทศไทย
ในอันที่จะรักษาผลประโยชน์ได้เสียของชาติในทุกๆระดับไว้ และรอดพ้นจากการเป็นเฉลยศึกในการถูกไล่ล่าทางเสรษกิจ
การลงทุน ในกระบวนการโลกาภิวัตน์
การร่างรัฐธรรมนูญจะต้องมีการความเคารพในสิทธิของประชาชน และกระจายข่าวสารให้รับรู้แก่ประชาชนในทุกระดับ
ทีมงาน
ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
27เมษายน 2550
|