|
ชาวบ้านราชกูดคัดค้าน! ไม่เอาอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง
ชาวบ้านราชกูดคัดค้าน! ไม่เอาอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนองโต้ทำลายแหล่งทำมาหากิน
ก่อเกิดร้อยร้าวในชุมชน ทำลายวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ได้เสนอพื้นที่ดินบริเวณป่าคลองหัวเขียว ป่าคลองเกาะสุย ป่าเกาะช้าง
ป่าคลองหินกอง ป่าเกาะพยายาม และป่าคลองม่วงกลวง ให้เป็นอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง
โดยเฉพาะตำบลราชกูด อำเภอเมือง จังหวัดระนอง ซึ่งประกอบด้วยหมู่บ้าน
8 หมู่บ้าน ซึ่งอุทยานแห่งชาตินั้นครอบคุมพื้นที่ทำกินของชาวบ้านทั้งทางทะเล
และชายฝั่ง ที่เป็นแหล่งที่ทำมาหากินมาเป็นเวลานานตั้งแต่บรรพบุรุษ
จึงมีการคัดค้านในการประกาศอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง เพราะมีผลกระทบต่อการทำมาหากินของชาวบ้าน
และวิถีวัฒนธรรมของชุมชน
 
กลุ่มพิทักษ์สิทธิชุมชนตำบลราชกูด ซึ่งเป็นกลุ่มที่รวมตัวของชาวบ้านตำบลราชกูด
8 หมู่บ้านร่วมกัน เพื่อคัดค้านการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง
ที่เข้ามากั้นเขตพื้นที่อุทยานฯทั้งชายฝั่งและในทะเล ซึ่งเป็นพื้นที่ทำมาหากินของคนในชุมชนแถบตำบลราชกูดทั้งหมด
พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่หากินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ "พื้นที่แถบราชกูดนี้เป็นพื้นที่ที่เราทำกินหาปลามาตั้งแต่บรรพบุรุษ
ชีวิตเราอยู่กับเล ถ้าไม่มีพวกเราไม่รู้ว่าจะไปทำอะไร พื้นที่ทำสวนก็มีไม่มาก
ถ้าไม่มีเล ไม่หาปลาก็คงไม่มีอะไรทำ เราทำเพราะมันอาชีพที่อิสระและการหาปลาเราก็หาเฉพาะพอกินพอใช้ไม่ได้เอาไปขายเพื่อร่ำรวยอะไร
เราทำเพื่อเลี้ยงปากท้องลูกหลาน" ประธานกลุ่มพิทักษ์สิทธิชุมชนตำบลราชกูด
กล่าว
พื้นในตำบลราชกูด
อำภอเมือง จังหวัดระนอง เป็นพื้นที่ชายฝั่งทะเลสุดท้ายของจังหวัดระนองที่ไม่เป็นอุทยานแห่งชาติ
ดังนั้นจึงมีความพยายามที่จะเอาพื้นที่ชายฝั่งแถบนี้พร้อมทั้งหมู่เกาะแก่งต่างๆประกาศเป็นอุทยานฯ
มาตลอด นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ จะประกาศพื้นที่ราชกูดเป็นอุทยานฯ
ภายใต้การโครงการ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง อันหมายถึงพื้นที่ของจังหวัดระนองทั้งหมด
ทำให้ไม่วายที่จะสร้างความเดือดร้อนให้กับชุมชนในพื้นที่ ซึ่งการพยายามผลักดันโครงการนั้นไม่เคยมาทำความเข้าใจกับชาวบ้านเลยและไม่เคยศึกษาผลกระทบที่มีต่อชาวบ้าน
"เขาเข้ามาพูดให้เราฟังไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรเอาแต่กฎหมายข้อนั้นข้อนี้มาอ้าง
มันดีอย่างนั้นอย่างนี้ ไอ้เรามันคนตกปูดำ ลากอวนปูม้าเราไม่เข้าใจหรอก
เรารู้แต่ว่าที่ตรงนี้เราหากินมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ไม่หากินในเลแล้วเราจะทำไร
ชีวิตตั้งแต่เช้ายันค่ำเราอยู่ในเล มันคือบ้านของเรา ที่ที่ล่อเลี้ยงลูกเลทุกคน
เราไม่ให้ใครเอาเลของเราไป" ชาวบ้านห้วยปลิงกล่าว
นอกจากนั้นหน่วยงานของรัฐยังมีการอ้างถึงการจัดสรรที่ทำกินและเอกสางสิทธิให้ชาวบ้าน
ทำให้คนในชุมชนที่มีที่ทำกินบ้างต้องการที่จะให้มีการเอาพื้นที่ไปทำอุทยานฯ
ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้คนในชุมชนเกิดเป็นสองฝักสองฝ่าย เกิดความแตกแยกภายในชุมชนซึ่งอาจจะลุกลามเป็นปัญหาได้
"คือเขามาพูดก็พูดไม่เหมือนกันซักที่ ปนกันไปกันมาถ้าเราถามก็ตอบไม่ได้ก็หาว่าเรามาก่อกวนมั้ง
สร้างความไม่เข้าใจให้ ไอ้เรื่องที่ทำกินนะมันเหมือนกับว่าพอเขาประกาศเป็นอุทยานฯแล้วเขาจะทำให้
แต่ที่ใกล้นี้อุทยานฯบางเบนเนี่ย หรือเดิมที่เรียกว่าอุทยานฯแหลมสนนะ
ขนาดมีฉโนดที่ดินเขายังเอาได้เลย นับประสาอะไรกับเราที่ไม่มีอะไรเลย
ตอนนี้นะมันยิ่งทำให้บางคน เขาเข้าใจผิด เห็นดีเห็นงามกับอุทยานฯ
ทำให้ที่นี่นะเคยไม่เคยผิดกัน สามัคคีถึงมันจะต่างทางศาสนาบ้างแต่ก็ไม่เคยมีปัญหา
ไอ้เรื่องอุทยานฯนี่แหละจะทำให้คนทะเลาะกัน" ชาวบ้านช้างแหกกล่าว
ในอนาคตอันใกล้ทรัพยากรที่เคยเพียงพอต่อคนทุกคนในชุมชนกำลังจะเปลี่ยนแปลงในการจัดการ
แต่เดิมที่ชาวบ้านสามารถใช้ชีวิตธำรงรักษาไว้ด้วยวิถีของชุมชนด้วยความสมดุล
แต่วันนี้กระแสการอนุรักษ์เข้ามาทำให้ความเป็นอยู่ที่เริ่มฝืดเคืองเพราะระบบทุนเข้ามากอบโกยอยู่แล้ว
ยังต้องสู้เพื่อความอยู่รอดของคนในชุมชนอย่างเลือดตาแทบกระเด็น
ชาวบ้านกล่าวว่าเสมือนหนีเสือปะจรเข้ "ตอนนี้ที่ที่เราอยู่มันแวดล้อมด้วยป่าสงวน
อุทยานฯ ไปหากินที่ไหนก็ไม่ได้ ขึ้นเขาไปก็ป่าสงวนอีก ลงเลก็อุทยานฯแล้วเราจะหากินที่ไหนล่ะ
ชาวบ้านตัดไม้เล็กมาทำอะไรก็โดนจับ แล้วที่พวกนายทุนตัดเป็น
เป็นร้อยๆต้นทำไมไม่จับเขาล่ะใช่ใหม ตอนนี่เหมือนเราขึ้นบกก็ไปเจองูเห่า
เจอเสือ ลงเลไปเจอตะเข้อีกแล้วเราจะอยู่ยังไง" ชาวบ้านเกาะพยายามกล่าว
หากรัฐเข้ามาประกาศเขตอุทยานฯ
จริงๆ โดยที่ไม่ฟังเสียงของชาวบ้านคงเป็นการตัดทางทำมาหากินพร้อมกับการปล่อยให้ทนทุกข์กับความยากจน
ซึ่งการทำมาหากินทางทะเลที่ชาวบ้านทำอยู่ทำได้ไม่เกิน 3,000
เมตร เพราะเลยนั้นก็ติดเขตพม่าซึ่งทำมาหากินไม่ได้ ไม่ใช่แค่นั้นอาชีพประมงที่ชาวบ้านทำก็เป็นประมงพื้นบ้านที่ใช้เครื่องมือและเรือเป็นขนาดเล็กซึ่งหากินในทะเลได้ไม่เกิน
1,500 เมตร ซึ่งอาชีพประมงมันไม่แน่นอนดังนั้นหากมีการประกาศจริงๆชาวบ้านก็มีแต่ความเสียหาย
"อาชีพประมงมันไม่แน่นอน บางวันหาได้บางวันไม่ได้
ออกเลไปไกลก็ไม่ได้ เรือเรามันก็เล็กมันเป็นประมงพื้นบ้าน ออกไปหากินมันแถวนี้ที่เขาจะประกาศเป็นอุทยานฯ
เลยออกไป สามพันเมตรมันก็เป็นของพม่าออกไปไม่ได้หรอก อย่างนี้มีแต่ตายกับตาย
ถ้าอุทยานฯมาเราแทบมองไม่เห็นทางรอดจริงๆ" ชาวบ้านห้วยปลิงกล่าว
ในหลายกรณีที่มีการจะประกาศอุทยานฯมีกระแสต่อต้านจากชาวบ้านในพื้นที่
โดยเป็นการรวมตัวกันเพื่อคัดค้านอย่างชัดเจน และลักษณะดังกล่าวเป็นปัญหาที่อาจจะลุกลามไปสู่สิ่งอื่นๆ
ตามมาอีกมากมาย ท่าทีที่ชาวบ้านมีต่อรัฐจึงเป็นไปแบบคู่ขนานที่อยากที่จะเข้าใจได้บวกกับการสูญเสียพื้นที่ทำมาหากินของหลายตำบลในระแวกตำบลราชกูดและใกล้เคียง
"เราทำในสิ่งที่เราจะทำได้ เหมือนม่ว่าอะไรอย่างอื่นเราพูดไม่เป็น
เรารู้แค่ว่าเราไม่เอาอุทยาน เราเดือดร้อนนี่คือที่ทำกินของเรา
เราจะอยู่ตรงนี้ไม่ไปไหน ไม่รู้ว่าจะทำงานอะไร นี่คือบ้านเรา
ขอตายตรงนี้ไม่ไปไหนแล้ว" ชาวบ้านห้วยปลิงเผย
ณ วันนี้การพยายามจะประกาศอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนองยังคงดำเนินการอยู่
ท่าทีระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ของรัฐยังคงเขม็งเกรียวต่อกันอยู่อย่างต่อเนื่อง
การแย่งชิงฐานทรัพยากรของท้องถิ่นยังเกิดขึ้นพร้อมกับทวีความรุนแรง
นานวันยิ่งจะกลายเป็นปัญหาที่ลุกลามใหญ่ตัวและยากที่ประสานผลประโยชน์ของรัฐและชาวบ้านให้เข้ากันได้
สิ่งใดคือสิ่งที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนและเอาใจใส่ เพื่อประสานร้อยร้าวของชาวบ้านและรัฐก่อนที่ปัญหาจะนั้นจะกลายเป็นสิ่งที่เพิ่มความแตกแยกที่มีอยู่แล้วให้เลวร้ายกว่าเดิม
กรณีประเด็นการต้องเลือกระหว่างการอนุรักษ์และการดำรงอยู่ของชุมชนนับเป้นสิ่งที่จะน่าใคร่ครวญไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน
มิฉะนั้นบางที่อาจจะกลายเป็นปัญหาที่ลุกลามได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงเป็นอย่างยิ่ง
ทีมงาน
ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
21 พฤษภาคม 2550
|