|
วิจัยขยะ กิจกรรมของเด็กๆ กลุ่มต้นกล้านาใหญ่
โครงการจัดการขยะอย่างสร้างสรรค์ คือ กิจกรรมของเยาวชน
กลุ่มต้นกล้านาใหญ่ จากโรงเรียนบ้านนาใหญ่ ตำบลท่าโรงช้าง
อำเภอพุนพิน สุราษฎร์ธานี เป็นอีกเมล็ดพันธุ์หนึ่งของสังคมไทย
ที่เด็กๆ กลุ่มหนึ่งตื่นตัว ลุกมาทำวิจัย เรียนรู้จักการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมรอบตัวเอง

นางสาวรัตนา ชูแสง

นางสาวภัสรา รู้พันธ์ |
นางสาวรัตนา ชูแสง และ
นางสาวภัสรา รู้พันธ์ หัวหน้าทีมงานวิจัยการจัดการขยะ
และแกนนำกลุ่มเยาวชนสร้างสรรค์ ได้เล่าย้อนร่วมกันถึงแนวคิดของกิจกรรมการจัดการขยะอย่างสร้างสรรค์ของเด็กๆ
ในโรงเรียนบ้านต้นกล้านาใหญ่ว่า
เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการจัดการขยะ ในโรงเรียน
ซึ่งตอนนี้ได้คืบหน้า และเปลี่ยนแปลงไปมาก เด็กๆ เขามีความสามารถมากขึ้น
ไปคุยกับฝ่ายบริหารของโรงเรียน ไปเสนอวิธีการจัดการขยะ ไปเสนอว่า
เขาได้คิดจะทำโครงการวิจัยขยะนี้ในโรงเรียน โดยกระบวนการเขาน่าสนใจมากนะ
อย่างเช่นขั้นตอนแรก ที่เขาจะสื่อสารคือ
กลุ่มครูในโรงเรียนของเขา ว่าเขาเองทำอะไร จนครูใหญ่ เองก็ยังงงๆ
ว่า ตัวเล็กๆ เท่านี้จะทำได้หรือ ? เพราะขยะเป็นเรื่องใหญ่มากน่ะ
ซึ่งน้องเอ๋ เด็กคนนี้เอง ที่เขาชี้แจงไปเลย ว่า อาจารย์คอยดูหนูก็แล้วกัน
ตอนนั้นเด็กๆ ขึ้นไปพบแค่ 3 คน ตอนแรกๆ ก็ไม่มีใครสนใจมากนัก
ส่วนใหญ่จะคอยดู แต่พอเด็กๆ เขาเอาจริงๆ เอาจัง ฝ่ายบริหารก็เปิดโอกาสให้มากขึ้น
กิจกรรมหลักๆ ของเด็ก ก็มีสุ่มสำรวจ
แยกประเภทขยะ ซึ่งเขาทำไป 1 สัปดาห์ได้ แล้วก็กิจกรรมนำเก็บขยะในตอนเช้าทุกวัน
แต่งานวิจัยนี้หลักๆ คือ 1 สัปดาห์แรก เพื่อจะดูปริมาณขยะ ชนิดขยะ
ในโรงเรียน 7 วัน ที่ทุกๆ คนเห็นว่า เออ เด็กๆ เขาทำจริงนะ
เพราะได้ขยะ 50 กว่าถุง พอเอามาแยก มาคัด ต่อหน้าเพื่อนๆ มีน้องๆ
ตัวเล็กๆ มาดู ก็เห็นว่า ขยะมันมากแค่ไหน นอกจากนั้น เด็กเขารู้จักประสานได้ด้วย
ประสานรถเก็บขยะไม่ต้องมาเก็บถึง 7 วัน
สิ่งที่เป็นพัฒนาการของเขา ที่เห็นตามมาคือ
ความรับผิดชอบของเขา ว่าเด็กๆ ทำได้ ส่วนหน้าที่เราคือไปเป็นพี่เลี้ยง
เพื่อไม่ให้กิจกรรมเขาไปสร้างความลำบากครูที่เขามีงานมากอยู่แล้ว
น.ส.รัตนา และ น.ส.ภัสรา
กล่าว นอกจากนั้น ยังอธิบายเพิ่มเติมถึงกระบวนการนำกิจกรรมข้ามพ้นจากโรงเรียนไปสู่ต้นตอปัญหาขยะของโรงเรียน
และวิธีคิดของกลุ่มเด็กๆ สามารถเรียนรู้ เติบโต เข้าใจและวิเคราะห์ปัญหาในการวิจัยขยะ
ว่า
พอเด็กๆ เห็นปริมาณขยะเยอะมาก ในแต่ละวัน
ก็เริ่มมาดูกันว่า เอ๊ ? ขยะเหล่านี้มาจากไหน ก็ตามไปดูก็พบว่า
ขยะพวกนี้มาจากตลาดสด ที่ใกล้ๆ โรงเรียน เด็กๆ ก็ไปศึกษากันว่า
ขยะพวกนี้มีอะไรบ้าง มันมาจากไหน ใครเกี่ยวข้องบ้าง ก็ไปคุยกับเจ้าของตลาดว่าจะขอสุ่มสำรวจ
ปริมาณขยะในตลาด โดยเด็กๆ อีกน่ะ
เพราะที่นั่นมีร้านค้าประมาณ 200 กว่าร้าน
มีคนมาซื้อสินค้าวันละหลายพันคน เด็กๆ เขาก็คิดกระบวนการสำรวจกัน
แต่ที่นี่เด็กๆ เขาจะคิดนานหน่อย คือ 10 กว่าวัน กว่าจะหารูปแบบสุ่มสำรวจได้
เพราะมันยากกว่าที่โรงเรียน
แล้วเขาก็ได้วิธีการออกมาว่า อย่างแรก
ไปนับถังขยะก่อน ว่ามีเท่าไหร่ ตรงไหนบ้าง ก็ไปทำแผนที่ ถังขยะ
กับร้านค้า ซึ่งได้มา 200 กว่าร้าน จากนั้นก็ไปเก็บข้อมูลว่า
มีใครมาใช้บริการบ้าง ก็ไปสัมภาษณ์ ไปเก็บข้อมูล มาวางแผนอีก
จากนั้น เขาก็เอาข้อมูลนี้แหละไปคุยให้เจ้าของตลาดฟัง ว่า เด็กๆ
เขาทำอะไรกัน และต้องการทำอะไรต่อ เช่น อยากรู้ปริมาณขยะ
ว่าแต่ละวันมีเท่าไหร่ ปรากฏว่า เจ้าของตลาดเขายินดีมากและชมว่าไม่เคยเห็นเด็กๆ
ทำอะไรน่าชื่นชมอย่างนี้ และยินดีสนับสนุน
อีกอย่างตลาดเองก็รับรู้มาตลอดว่า กลิ่น
น้ำเน่าและขยะนั้น ไหลลงไปและส่งกลิ่นรบกวนโรงเรียน ซึ่งทางตลาดก็พยายามหาทางแก้ปัญหามาตลอด
บวกกับเขาเองก็พยายามทำให้ตลาดเขาเองนี้สะอาด
ซึ่งก็พยายามปรับแก้กันมาตลอด แต่มันเหมือนการปรับที่ปลายเหตุ
มันแก้ไม่ได้ พอเด็กๆ กลุ่มนี้อยากทำเขาก็เลยสนับสนุนเต็มที่
ช่วยเปิดเสียงตามสาย
ส่วนเด็กๆ ก็ได้วิธีการเก็บข้อมูล ขยะทั้งหมด
โดยการสุ่มเอา 50 ถัง แล้วก็เขียนป้ายให้ทราบ ตกเย็นก็ต้องมาเอาถังขยะใส่ถุงดำ
นอกจากนั้น ก็ต้องทำความเข้าใจกับเจ้าของร้านที่เราไปติดป้ายสุ่มสำรวจ
บางร้านก็ให้ความร่วมมือ บางร้านก็ด่ากลับมา ทีมเด็กๆ เขาจะมีการสรุปบรรยากาศการทำงานทุกๆ
วัน เด็กๆ เขาทำกันเองแบ่งหน้าที่กันเอง ส่วนเราบางวันก็ไป บางวันก็ไม่ได้ไป
ผลของการทำกิจกรรมแบบนี้ทำให้เด็กๆ เรียนรู้และค้นพบปัญหา
เยอะมาก เช่นถังขยะไม่พอ จุดที่ทิ้งขยะน้อย ทำให้ขยะเกลื่อนไปหมด
มีผลทำให้ไม่มีคนแวะซื้อ ทั้งๆ มันเป็นตลาด ที่ติดอันดับ 1 ใน
10 ของสุราษฎร์เลย พอเราเอาข้อมูลเบื้องต้นไปให้ ทางเจ้าของตลาดเขาปรับปรุงเลยเพิ่มถังขยะเปียก
ขยะแห้ง ให้ถุงดำ ถุงขยะแก่แม่ค้า ทำให้รถขยะเต็มใจมาขนมากขึ้น
เมื่อก่อนรถขยะจะมาเก็บเป็นอันดับสุดท้าย เพราะที่อื่นเขาจัดไว้เรียบร้อย
เก็บง่าย
ตอนแรกๆ เด็กๆ เข้าไม่เชื่อมั่นในตัวเองเลยว่า
เขาจะทำการสุ่มสำรวจในตลาดได้ เพราะเขาคิดว่ามันใหญ่ มาก เขาคิดเขาท้อกันน่ะ
ตอนในโรงเรียนก็คิดกันมาก ว่า 7 วันตัวเองจะทำได้ไหม แต่ก็ทำได้
ทำให้เขาเกิดการเรียนรู้ว่า อะไรเขาก็สามารถทำได้ ถ้าเขาแบ่งหน้าที่กันทำงาน
และเขาก็ได้บทเรียนด้วยว่า เราจะไม่เก็บขยะมารวมไว้แล้วแยกทีเดียว
แต่เขาจะต้องแยกเป็นรายวัน เพราะว่าแยกทีเดียวมันจะใช้เวลานานและมีกลิ่นเหม็นมาก
เขาก็เอาระบบนั้นมาใช้ที่ตลาด
ด้านความรู้ในการจัดการวิจัยขยะที่ตลาด
ทำให้เขาค้นพบว่า 75% ของขยะ สามารถนำไปจัดการให้ย่อยสลายได้
ซึ่งก็คือ ขยะอินทรีย์ จำพวก พืช ผัก ผลไม้ หัวปลา ขี้ปลา น้ำล้างปลา
กระดูกหมู นอกจากนั้นเป็นขยะพลาสติก อีก 15% ซึ่งเป็นขยะที่ขายได้อีก
เราก็เอาข้อมูลนี้ไปให้เจ้าของตลาดดู ให้เขารับรู้ และเชิญเขามารือ
หาทาง หาวิธีการจัดการขยะร่วม โดยเด็กๆ เชิญ ซึ่งเราจะเปิดเวทีใหญ่ร่วมกันจากหลายๆ
ฝ่าย ในเดือนหน้านี้ ซึ่งเราอยากให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหานี้
นอกจากนี้ก็ยังมี อบต.สนใจเข้ามาช่วยด้วย น.ส.รัตนา
และ น.ส.ภัสรา
กล่าวร่วมกัน นอกจากนั้นยังย้ำถึง แนวคิดของงานวิจัยเรื่องขยะของเด็กๆ
ว่า จะนำไปสู่ผลความร่วมมือทางสังคมอย่างไร

เนื่องจากเราอยากให้ ทุกๆ ฝ่ายเข้ามารับรู้
มาร่วมมือ เพราะทุกๆ คนล้วนแต่มีส่วนในการสร้างขยะ เราจึงมาหารือกัน
จนมาสู่เวทีใหญ่ แม้แต่ทางโรงพยาบาลก็ยินดีมากที่มีโครงการและกิจกรรม
เป้าหมายสูงสุดของเราคือ พยายามหาแนวทาง สร้างความร่วมมือแก้ไขปัญหาขยะอย่างสร้างสรรค์
คือมาจากทุกๆ ฝ่าย เพราะถ้าให้โรงเรียนแก้ ตลาดก็ไม่ร่วม หรือโรงพยาบาลก็สร้างขยะ
ดังนั้น มันจึงให้มาทุกส่วนมาร่วมกันคิด ร่วมกันแก้
ในข้อเสนอของเด็กๆ คือ อย่างแรกเขาอยากให้นำขยะมาใช้ประโยชน์ใหม่
เช่น เขาเองก็ได้ทดลองทำไปบางส่วนแล้ว เช่น เขานำขยะกระดาษมาทำเป็นของเล่น
ทำกระดาษแปลงร่าง ทำของเล่นในโรงเรียน เพื่อไม่ให้เด็กๆ ซื้อของเล่นพลาสติก
อีกอย่าง เอามาทำในกิจกรรมสโมสรน้องน้อย เอามาพับ เอามาวาดรูป
ตัวขยะพลาสติก เองส่วนหนึ่งก็เอามาทำของเล่นได้อีก ส่วนขยะธรรมชาติจำพวกลูกอินทนิน
ลูกปาล์ม เด็กๆ เขาคิดทดลองทำของเล่นกันเอง
อย่างที่สอง คือเรื่องปลูกจิตสำนึกในเรื่องของขยะ
ซึ่งตรงนี้มันคือต้นตอปัญหา ซึ่งสำคัญกว่าการแปรรูปขยะ ดังนั้น
ทำอย่างไรจะสร้างจิตสำนึกร่วมกันได้ ลดขยะจากตัวเอง การมาเน้นแนวคิดเรื่องลดการบริโภค
และสร้างทางเลือกการบริโภคใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่น่าจะเป็นการลดขยะ
ส่วนอื่นๆ เรื่องการรณรงค์ ก็ต้องทำเพิ่มด้วย
ด้านการเปลี่ยนแปลงในโรงเรียน ที่ซึ่งเป็นจุดเริ่มของกิจกรรมก็เปลี่ยนแปลงไปมาก
อย่างเช่นครูที่เคยขายน้ำอัดลมให้เด็กๆ ก็เลิกไปเลย เขาเลิกเลย
จากการเห็นเด็กๆ ซื้อน้อยลง ส่วนหนึ่งทำให้ครูก็รู้สึกผิด อยากมีส่วนร่วมกับเด็กๆ
เลย
อย่างอาหารที่ขายในโรงเรียน คือปัญหาแรกเริ่มที่ทำให้เด็กๆ
เบื่อโรงเรียนและแอบหนีออกไปกินข้าว ไปอยู่ข้างนอก ตอนนี้ก็เริ่มดีขึ้น
เพราะเด็กๆ ได้สะท้อนปัญหา ได้มีกิจกรรมทำ ปัจจุบันมีอาหารหลากหลายมากขึ้น
เด็กๆ สามารถห่อมากินที่โรงเรียนได้ ซึ่งก็คือมีกระบวนการเรียนรู้ต่อเนื่องและปรับเปลี่ยนแก้ไขปัญหาร่วมกันได้
น.ส.รัตนา และ น.ส.ภัสรา
ย้ำ และมองย้อนไปสู่พัฒนาการในตัวเด็กๆ ที่ทำกิจกรรม
ว่าสามารถเรียนรู้และรับผิดชอบตัวเองได้อย่างไร
เราจะคุยกับเขาตลอดเวลา วิชาการ หรือเรียน
ไม่ใช่เรื่องหลักในชีวิต แต่เรียนคือเป็นเพียงองค์ประกอบของชีวิต
ในการมีชีวิตนี้ ดังนั้น เขาจะมองว่าการเรียนเป็นเรื่องธรรมดามาก
หมายถึงว่าเขาจัดการได้ นี้คือข้อดีที่เราค้นพบจากพวกเขา หลังจากเขาทำกิจกรรมมาระดับหนึ่ง
และยังไม่ถูกครูตำหนิด้วยว่า ขาดความรับผิดชอบ
ส่วนใหญ่กลุ่มเด็กๆ ที่เข้ามาทำกิจกรรมกับกลุ่มไม่ค่อยมีใครไปเรียนพิเศษด้วย
แทบจะไม่มีเลย พวกเขาค้นคว้าเอาเอง หรือจับกลุ่มติวกัน ช่วยกัน
บางที่พวกเราก็ช่วยๆ กัน ช่วยแนะ ช่วยเติม อันไหนที่ไม่ได้
งานของเราที่ลงไปทำกิจกรรมกับเด็กๆ
เคยมีเหมือนกันที่ผู้ปกครองเขามาพูดให้ฟังว่าลูกของเขาดีขึ้น
อีกอย่างกิจกรรมของเขาก็จะมีการลงไปเยี่ยม ลงไปนั่งคุยกับผู้ปกครองเขาด้วย
หรือไม่ก็เชิญเขามาคุยกันที่โรงเรียน
กระบวนการลงไปบ้านของเด็กๆ นี้ได้เยอะมากน่ะ
ทำให้เราได้เห็นบ้าน ได้เห็นบริเวณบ้าน ซึ่งมีผลทำให้เราได้รู้จักเขาเยอะขึ้นมาก
ได้ฟังพ่อแม่เขาเล่า ได้ฟังปู่ย่าตายายเขาเล่า ทำให้เรารู้จักตัวเด็กมากขึ้น
ถ้าเราไปถึงบ้าน
อีกอย่างสิ่งที่เด็กๆ รู้สึกกับขยะอาจจะเป็นเพราะว่า
เขาเห็นทุกวันมั้ง เห็นตั้งแต่หน้าทางเข้าไปจนถึงเห็นในโรงเรียน
มาที่ตลาดก็เห็น กลับไปบ้านก็เห็น อย่างน้องแม๊ก ตัวเล็ก บ้านเขาเป็นห้องแถว
เปิดทำเป็นอู่ซ่อมรถ แล้วก็มีบ้านอื่นๆ ในห้องแถวเดียวกัน แต่ละบ้านมีถังขยะน่ะ
แต่ไม่ทิ้ง เอาไปทิ้งหลังบ้าน เป็นกองใหญ่มาก ทำให้น้องแม๊ก
เขารู้สึกว่า ทำไมทิ้งถังขยะ มันเน่าและก็มียุงเกิดขึ้นมาก
เด็กคนนี้เพิ่งเข้า ม.1 เขาเก่งมาก
เขาไล่ตามหาคำตอบเองเลย ว่าปัญหายุงมาจากไหน พอเขามาเห็นพี่ๆ
ทำกิจกรรมเก็บขยะ เขาก็สงสัยว่า ไปเก็บขยะทำไม พอเขามาเรียนรู้กับตัวเอง
ก็พบว่าคำตอบว่า ยุงมาจากไหน ตามไปดู อ้อยุงมาจากถังขยะ การกำจัดยุง
ก็ต้องกำจัดกองขยะที่เน่าๆ นี้ด้วย
เขาก็ชวนพ่อ ชวนเพื่อนข้างบ้าน มากำจัดขยะหลังบ้าน
ซึ่งพ่อแม่ก็ทำ เอาดินมากลบ ส่วนเพื่อนบ้านก็ช่วยแยกขยะ ขยะเปียกขุดกลบ
ทำโดยน้องแม๊กไปขอร้อง ซึ่งก่อนที่น้องแม๊กจะเข้ามาอยู่ในกลุ่มน่ะ
แต่เขาเล่าให้ฟังว่า เขาสนใจงานวิจัยกำจัดขยะอย่างไรและเคยทำอะไรไปบ้าง
เขาบอกว่าที่บ้านเขายุงเยอะ และเขาไม่อยากจุดยากันยุง
เพราะยากันยุงมันมีพิษ เด็กคนนี้เป็นคนกล้า เวลาพูดจะไม่กลัวผิด
จะคุยออกมาตรงๆ เลย
กรณี น้องเก่ง (เสรี นาคสัมพันธ์)
ก็เป็นคนเริ่มเลย ในการเปิดพื้นที่ในโรงเรียนให้มีกิจกรรม
แล้วก็เริ่มมาเป็นตัวตั้งตัวตีในงานวิจัยเรื่องขยะโดยเขาเอง
ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้มีความพร้อมทางด้านครอบครัวมากนัก คือเป็นครอบครัวที่มีฐานะค่อนข้างลำบาก
แม่เป็นโรคหัวใจ ใส่บอลลูนทำงานหนักมากไม่ได้ แต่ตัวเองก็สนใจเรื่องนี้ด้วย
ปกติเขาต้องไปหางานทำเสาร์อาทิตย์เพื่อช่วยเลี้ยงครอบครัว
แต่เผอิญเขาสนใจงานแบบนี้ และเราอยากใช้กระบวนการแบบนี้ ดูแลครอบครัวเขาได้
แต่เราก็พยายามทำความเข้าใจกับเขาด้วย คือให้ทำตัวให้ดีและตั้งใจเรียน
ความสำเร็จและน่าสนใจอยู่อย่างหนึ่งของเก่ง
คือ การสื่อสารกับผู้ปกครอง เพราะว่าเก่งเขาจะเล่าให้แม่ฟังตลอด
ว่าเขามาทำอะไร มันเกิดอะไรขึ้นกับเขา และเพื่อนๆ ชมเขาว่าอย่างไร
แม่เขาจะรู้จักพวกเรา ก่อนที่พวกเราจะเจอกับครอบครัวเขาเสียอีก
เราทำงานเป็นปีแล้วกว่าจะได้ไปถึงครอบครัวของเก่ง
เด็กคนนี้ ตอนนี้ ม.4 แล้ว แต่สามารถบอกความฝันของตัวเองได้
หมายถึง เขารู้จักตัวเอง จากการเรียนรู้ การทำงานกิจกรรม เขาความฝันว่า
เขาอยากทำงานแนวนี้แหละ งานเชิงสร้างสรรค์ กับเด็กๆ กับชุมชน
แต่กรณีน้องเก่ง เขาเป็นเด็กใฝ่ดีอยู่แล้ว มาผ่านกระบวนการทำงานกิจกรรม
จึงยิ่งพัฒนาให้เขาชัดเจนกับชีวิตมากขึ้น
กรณีน้องเอ๋ ก็น่าสนใจนะ เด็กคนนี้เขาสนใจแต่เรื่องเรียน
ไม่เอากิจกรรมเลย ใครจะทำอะไรไม่สนใจ ขอเอาเกรดไว้ก่อน ซึ่งเด็กคนนี้มีปัญหาครอบครัวเหมือนกัน
อยู่กับแม่ อยู่กับพี่ชาย ฐานะลำบาก เขาจึงพยายามเรียนให้เก่งๆ
เพื่อจะได้มีงานทำดีๆ มาเลี้ยงพอแม่ แรกๆ ไม่สนใจเข้ามาคุยเลย
เพื่อนๆ มาเขาก็ไม่สนใจ และเขายังเป็นคนอารมณ์ร้อน อีกทั้งเขาบอกตัวเองว่า
เขาต้องเอาตัวเองให้รอดก่อน ต้องทำให้ครอบครัวดีกว่าเดิม เพราะแม่ทำงานโรงงาน
เขาต้องเรียนให้ดี ทำงานดีๆ เท่านั้นจึงจะช่วยครอบครัวได้ นี่เด็ก
ม.2 จะขึ้น ม.3 น่ะ
แต่ตอนนี้เขารู้สึกว่า เขาได้คิด ได้ค้นพบ
บางอย่างที่ทำให้เขามีความคิดที่เปลี่ยนไป เรียนไม่ได้เป็นคำตอบเดียวที่จะทำให้ชีวิตเขาพัฒนาไปได้
เขาไม่สามารถอยู่กับคนอื่นได้ถ้าเขาไม่คบเพื่อน ไม่มาร่วมกิจกรรมกับเพื่อนหรือไม่มาร่วมคิด
ร่วมทำอะไร เขาอยู่คนเดียวเขาอยู่ไม่ได้ ฉะนั้น พอเขามาทำกิจกรรมตรงนี้
เขาเริ่มเปลี่ยน ภาวะอารมณ์เขาเปลี่ยน รู้จักใจเย็นขึ้น ฟังเพื่อน
ทั้งสองคนกล่าวพร้อมสรุปว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กิจกรรมวิจัยขยะ
ใกล้จะประสบความสำเร็จได้นั้น ทั้ง 2 คนเน้นว่า
ความสำคัญที่สุด
น่าจะเป็นที่ตัวเด็กๆ เขา ความเชื่อในพลังของเขา เชื่อมั่นในตัวเขา
อันนี้เป็นปัจจัยสำคัญมาก โดยเฉพาะเชื่อมั่นในความสามารถของเด็ก
ว่าเขาสามารถทำได้ และสามารถเรียนรู้ได้อย่างไร ถ้าเราเชื่อมั่นตรงนี้
แล้วอย่างอื่นๆ จะเชื่อมั่นในตัวเด็ก คือ หัวใจ
ให้โอกาสเขาในการทำงาน นอกนั้นก็มี
ครู ซึ่งรวมถึงพวกเราด้วย ที่ต้องช่วยกันรวมพลัง ส่งเสริมให้พวกเขาได้เรียนรู้
และเราก็ต้องลงไปร่วมด้วย ไปคุ้ยขยะด้วย จับตัวหนอนในขยะด้วย
ไปคลุกคลีตรงนี้ ถือว่าเป็นกระบวนการที่สำคัญ อีกอย่างคือ เรื่องของการสนับสนุนก็สำคัญมาก
เช่น ผู้บริหารโรงเรียน คุณครูในโรงเรียน ต้องเปิดโอกาสให้เด็กๆ
ได้ทำตรงนี้
เพราะบางที เด็กๆ กลับเป็นตัวประสานสร้างความร่วมมือ
ความสามัคคีได้จากหลายๆ ฝ่าย อาทิ อบต. ตลาด โรงเรียน โรงพยาบาล
เป็นต้น เด็กๆ เป็นสื่อที่กระตุ้นให้ผู้ใหญ่มีสำนึก และเด็กๆ
เป็นสะพานเชื่อมไปสู่กระบวนการอื่นๆ ด้วย
ส่วนอุปสรรคในการทำงานกับเด็กๆ ก็มีนะ
แต่
แต่ละที่มันก็ต่างกัน ดังนั้น เทคนิคแต่ละที่ก็ไม่เหมือนกันด้วย
กิจกรรมก็ใช้ศิลปะต่างกันไปเลย บางที่ก็ต้องเข้มมาก บางที่ก็ต้องลงไปลุยเอง
บางที่ก็ต้องจัดระยะห่างมาก นอกจากนั้น ก็คงเป็นเรื่องเวลาที่ทางโรงเรียนจัดให้
เช่น บางที่ก็สนับสนุนให้คาบเรียนแนะแนว 1 ชม.ต่อสัปดาห์ แต่บางที่ไม่ห้ามที่เรามาทำกิจกรรม
แต่ให้หาเวลาเฉพาะช่วงพักเที่ยงเอาเอง เราก็เอาช่วงเที่ยง ให้เด็กๆ
รีบกินข้าวแล้วมาทำกิจกรรมกันบางทีก็แค่ 15 นาที หรือไม่ก็เอาวันเสาร์อาทิตย์
แทน
อย่างงานที่จะถึงนี้ ซึ่งเป็นเวทีใหญ่
เราก็พยายามจะขอเวลาให้เด็กๆ ได้มาร่วม มาทำในสิ่งที่ทำให้เขาได้เรียนรู้
แต่เราก็เข้าใจระบบของโรงเรียนน่ะ ที่ไม่เคยมีกระบวนการงานแบบนี้
ไม่เคยจัดเวทีขนาดใหญ่แบบนี้ ให้เด็กๆมาพูด มาเสนอ ปัญหาที่เขาเห็น
เสนอทางแก้ให้ผู้ใหญ่ฟัง
เวทีในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ (2548) จะเป็นเวทีสาธารณะเวทีแรกของเด็กๆ
ที่มีผู้ใหญ่จริงๆ อาทิ ผู้อำนวยการเขตการศึกษา ผู้อำนวยการโรงเรียน
ผู้อำนวยการ สกว. ใหญ่ๆ ในระดับจังหวัดเลยมานั่งฟังเขา ซึ่งสามารถเปิดโอกาสให้เราได้เสนออะไรได้อีกมาก
เนื้อหาหลักๆ ที่เด็กๆ จะได้นำเสนอก็คงเป็น
เรื่องเขาประสบอะไร เขาทำอะไร เขามีความสุขอย่างไร เขาพัฒนาขึ้นอย่างไร
ซึ่งมาจากกิจกรรมวิจัยของเขา เรื่องขยะ เรื่องดูแลคลอง เรื่องทรัพยากร
ทั้งหมดเพื่อหาความร่วมมือ หาแนวทางสนับสนุนกันให้มากขึ้น
ส่วนรายละเอียดต้องไปฟังกันในวันนั้น
เรากำหนดไม่ได้ แต่เด็กๆ เขาจะไปคุยกัน หารือกันในนั้นเลย ว่าใครจะทำอะไร
และเราเชื่อว่าจะมีคนเสนออะไรออกมาแน่นอน เช่น เสนอเป็นหลักสูตรดีไหม
เป็นต้น
เรื่องนี้ เราเองไม่อยากเป็นผู้นำ แต่ให้เกิดกระบวนการคุยกัน
อยากให้เด็กๆ เขาได้แสดงออกว่าเขาคิดอย่างไร น.ส.รัตนา
และ น.ส.ภัสรา
กล่าว
ทีมงาน
ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
3 ตุลาคม 2548
|