เล่าถึงความขัดแย้งของสึนามิหน่อย

2 อาทิตย์กว่าๆ ที่ผมแวะเข้าไปทำตัวเป็นอาสาสมัครกับเขา ประเภทจะว่าเห่อตามกระแสก็ยอม ในความตั้งใจแรกๆ นอกจากอยากไปช่วยเหลืออะไรเล็กๆ น้อยๆ ทั้งกับชาวบ้านกับหน่วยงานอื่นๆ ที่ทำงานกับพื้นที่แล้ว ก็ตั้งใจไปเก็บเกี่ยวภาพ ไว้เป็นความทรงจำที่เหลือเพียงซากปรักหักพัง ไว้รำลึกและเย็บร้อยอารมณ์ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตตัวเอง ณ ตรงนี้ ที่นี่มีคนล้มตายไปมากมาย และมีคนมากมายที่ยังจ่อมจมกับความโศกเศร้า ความตื่นกลัวหวีดร้อง และเป็นที่ที่คอยหลอนให้ฝันร้ายตื่นผวาไปอีกนาน ซึ่งผมก็ได้ตระเวนเดินดู สัมผัสอยู่เงียบๆ หลายวัน หลายที่จนสมใจอยาก แต่ชีวิตกว่า 2 อาทิตย์ที่นั่น ไม่ใช่มีแต่สิ่งที่อยากเห็นอยากได้ยินเท่านั้น แต่มีสิ่งที่ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากได้เห็น เกิดขึ้นมากมายด้วยเช่นกัน มากพอที่นำมาเขียนเป็นเรื่องราวได้และผมจะเล่าเรื่องนั้น

สื่อสะท้อนให้เห็นว่า คลื่นยักษ์สึนามิ สร้างพลังให้สังคมไทยตื่นตัวออกมาเห็นอกเห็นใจ สนใจและช่วยเหลือกันคนละไม้ละมือตั้งแต่วันแรกถึงวันนี้ เพื่อเยียวยาชีวิตจิตใจ ตรงนี้เองที่ไม่ว่าใครก็ล้วนแต่ยอมรับ เพราะรู้เห็นตลอดเวลาหลายๆ วันที่สื่อมวลชนติดตามสถานการณ์ แต่กระนั้นมีอีกด้านหนึ่ง ที่คนยังไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินหรือได้รับรู้มากนัก ตั้งแต่คลื่นสึนามิพัดเข้ามาจนสงบ แต่มีอีกคลื่นที่ยังไม่สงบ นั่นก็คือ คลื่นความขัดแย้ง สงครามแย่งชิงและแข่งขันกันเอาหน้าครับ ไม่ใช่แค่เรื่องพิสูจน์ศพระหว่างคุณหญิงพรทิพย์ กับฝ่ายตำรวจแค่นั้น ที่ลุกลามใหญ่โต ในพื้นที่เองก็ไม่ได้เงียบเชียบอย่างที่เข้าใจ แต่ร้อนระอุไม่แพ้กัน

เอาตั้งแต่หลังคลื่นซัดหมาดๆ ก็เกิดความขัดแย้งกันแล้ว

1.ความขัดแย้งระหว่างมูลนิธิฯ ต่างๆ กับเจ้าหน้าที่รัฐ ที่แย่งกันเก็บและจัดการศพและผู้บาดเจ็บ
2.ความขัดแย้งของระบบคิด 2 มาตรฐานของรัฐในการบริการคนบาดเจ็บ ฝรั่งขนไปกรุงเทพฯ คนไทยนอนในโรงพยาบาลอำเภอแน่นขนัดไปหมด
3.มูลนิธิฯกับมูลนิธิฯ ก็แย่งกันเก็บเพื่อทำยอดปริมาณศพและคนเจ็บ
4.เจ้าหน้าที่รัฐกับเจ้าหน้าที่รัฐ ก็หนักมาก หลายหน่วยงาน หลายฝ่าย หลายแนวคิดในการจัดการ
5.ชาวบ้านกับรัฐ กรณีผู้ประสบภัยเรื่องการช่วยเหลือด่วน

แต่ภารกิจรัฐและความสำคัญนั้นต่างกัน หรือกรณีหมู่บ้านที่ต้องยกพื้นที่บางส่วนให้เป็นที่รองรับผู้ประสบภัย เนื่องจากจำนวนค่อนข้างมาก จึงเลี่ยงปัญหาที่สร้างผลกระทบตามมาได้ยากมาก รวมทั้งความกังวลอื่นๆ ด้วย จากชาวบ้านกับรัฐก็กลายมาเป็นชาวบ้านกับผู้ประสบภัย

ต่อมาเมื่อเหตุการณ์สงบหลายๆ อย่างลุล่วงผ่านไป และเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟู การช่วยเหลือด้านต่างๆ เพื่อให้ดำรงอยู่ได้ การหาทางแก้ไขและเยียวยาจิตใจผู้ประสบภัย ความขัดแย้งก็เกิดขึ้นมาอีกหลายๆ รูปแบบ ประหนึ่ง “สงครามความดี พายุบริจาคเสื้อผ้าเก่าๆ” ก็เกิดขึ้นตามมาอีกระลอก ความขัดแย้งขยายวงกว้างไปมาก อาทิ

1. องค์กรรัฐ กับองค์กรเอกชน ที่แย่งกันแสดงบทบาทพร้อมทำท่าผูกขาดการช่วยเหลือ ชาวบ้านในทุกกรณี บางที่หน่วยงานรัฐหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่รัฐและไม่ใช่องค์กรพัฒนา ประกาศที่นี่เขตปลอดหรือ “ห้าม NGOs เข้ามายุ่ง”

2 .องค์กรรัฐ กับ องค์กรรัฐก็ไม่น้อย มีวิทยาลัยทางช่างต่างๆ ออกมาแย่งกันช่วยสร้างและซ่อม ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็แย่ง แย่งแบบ แย่งขึ้นป้ายชื่อสถาบัน แย่งกลุ่มชาวบ้าน มหาวิทยาลัยก็ลงมามากเอาตั้งแต่ภาคเหนือ มาคนที่ คนละทิศ คนละทาง มาสอบถามข้อมูล มาทำวิจัย เรื่องต่างกันบ้าง ซ้ำกันบ้าง วุ่นไปหมด หน่วยงาน/สถาบันอื่นๆ ก็ลงมาศึกษา มาสำรวจ ซ้ำๆๆๆ แบบทำไมไม่วางแผนปรึกษาแล้วทำด้วยกันน่ะ จนเกิดความระอา เบื่อหน่ายและหนีไม่ยอมตอบคำถาม “หม๊าย อยากแหล๊ง”

3. องค์กรเอกชนกับองค์กรเอกชน (เฉพาะกรณีในไทย) ก็หนัก บางองค์กรมาจากอีสาน มาจากเหนือ หรือกรุงเทพฯ มีชุดความความรู้ แผนงานมาให้ชุมชนเยอะมาก ยิ่งองค์กรด้านให้ทุนยิ่งมาก ประเดประดังมา ไม่หยุด ที่ไม่เคยให้พื้นที่ภาคใต้เลยก็หันมาให้ บางที่ก็มีเงื่อนไข บางที่ก็ขอให้เปล่า เอาแค่ถ่ายรูป บางองค์กรขอแค่ได้มีส่วนร่วมได้ให้ แจกเงินสดๆ ก็เอา แจกตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบเลย บางองค์กรทุนนี่ เงินยังไม่มา แต่มาเอาข้อมูล มาขอลงพื้นที่ถ่ายรูป เพื่อไปวางแผนระดมทุนกันยกใหญ่ ไม่รู้จะกลับมาให้ไหม

4. องค์กรเอกชน กับองค์กรเอกชน (กรณีต่างประเทศ) อันนี้ก็ไม่น้อยหน้าเลย ขนาดรัฐบาลประกาศไม่รับเงินบริจาค แต่ก็มีหลายองค์กรหาช่องทางมาได้อีกมาก บางองค์กรมาเปิดสำนักงาน มาเช่าโรงแรม รีสอร์ททำสำนักงานเลยก็มี เก็บข้อมูลเป็นล่ำเป็นสัน บางอำเภอเป็นอำเภอเล็กๆ แต่มีเจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาทั้งไทยและเทศ เดินกันให้ควัก ในร้านข้าวต้มยามค่ำคืนล้วนคึกไปด้วยคนแปลกหน้า

5. คนแปลกหน้ากับคนพื้นถิ่น ตั้งแต่ช่วงกระแสสึนามิบูม มีคนแปลกหน้า อาสาสมัคร นักท่องเที่ยวเข้ามาจำนวนมาก มอเตอร์ไซต์รับจ้าง รถรับจ้างยิ้มหวานตั้งแต่เช้ารุ่ง บางคนก็มีจรรยาบรรณแต่บางคนก็ฟันเงินเข้ากระเป๋าเสียมาก

6. องค์กรเอกชนกับองค์กรชน (กรณีไม่ได้ฟื้นฟูคน) มาทำเหมือนกันแท้ๆ เป้าหมายเดียวกัน แต่แย่งกันดี แย่งกันเด่น ก็เป็นเรื่อง อย่างเช่น องค์กรเกี่ยวกับสัตว์มาช่วยเหลือสัตว์ ขัดแย้งหนักถึงฟ้องร้องไปเลย ซึ่งโด่งดังมากผ่านสื่อมวลชน

7. รัฐกับชาวบ้านผู้ประสบภัย อันนี้ก็มาก อาทิ เรื่องจ่ายค่าเสียหายก็จ่ายไม่พร้อมกัน ไม่พอทำเอาไปทำอะไรก็มาก จ่าย 2000 บ้าง 3000 บ้างแค่พอซื้อข้าวกินวัน ไม่เพียงพอซ่อมแซมบ้าน หรือซื้อเครื่องมือประมง เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่เสียที เรื่องค่าชดเชย หรือปลูกบ้านให้ ก็หนักรัฐเอาตามแบบตัวเองและยืนยันต้องมีเอกสารสิทธิ์ เอาเอกสารสิทธิ์กับคนอยู่เล หรือเอากับชาวบ้านที่ถูกข้อหาอยู่ในพื้นที่อุทยานฯ มันยากนักที่จะมีกัน บางที่อย่างบ้านในไร่ ต.บางเตย นี่แล้วใหญ่รัฐ โดยรัฐฝ่ายปกครองร่วมกับนายทุนร่วมมือกันไล่ชาวบ้านออกจากพื้นที่ไปเลย เนื่องจากพื้นที่ในถิ่นแถบนี้ พังงา กระบี่ ระนอง ตรัง คือพื้นที่สัมปทานเหมืองแร่เก่า ปัจจุบันหมดอายุและยกเลิกไปนานแล้ว แต่ถูกนายทุนแอบเอาไปออกเอกสารสิทธิ์ ชาวบ้านก็อยู่อาศัยมานานเช่นกัน เลยขัดแย้งกันยกใหญ่งานนี้แกนนำบางรายประกาศแม้ต้องสู้ 2 ด้านก็ยอม แบบ “ไม่ยอม ไม่รื้อ ไม่ย้าย”

8. รัฐกับชาวบ้านไม่ประสบภัย ก็ไม่น้อย เนื่องจากที่ดินที่จัดสรรให้พักพิงหรือสร้างเป็นชุมชนใหม่ ไม่มีที่ใดที่ไม่มีชาวบ้านทำกิน เก็บเกี่ยว หรือใช้ประโยชน์อีกแล้ว หรือมีก็ไม่มากพอที่จะสร้างชุมชน แถวๆ อำเภอคุระบุรี ชาวบ้านประท้วงหนักไม่ยอมยกป่าชายเลนที่เขาปลูก เขารักษาดูแลมาหลายปีให้รัฐจัดสรรให้ผู้ประสบภัย ที่ป่าตองภูเก็ต นโยบายจัดระเบียบใหม่ชายหาด ทำเอาคนจนคนเล็กคนน้อย หมดที่ทางทำมาหากิน เกาะพีพี กระบี่ยังไม่แน่ชัดเรื่องจัดระเบียบใหม่และรอที่จะขัดแย้งกันเร็วๆ นี้แน่

9. นโยบาย แผนงานและการจัดการที่มาจากหน่วยงาน หลายวิธีการวิธีคิดก็ขัดแย้งกัน จนพื้นที่ผู้ประสบภัยคือพื้นที่ที่เกิดการชุมนุมของต้นเหตุความขัดแย้ง เช่น รัฐจะตั้งหน้าตั้งตาจะไปทำบ้านพักชั่วคราวให้ แต่ชาวบ้านบางส่วนก็ยืนยันว่า นั่นโครงการนี้เปลืองเปล่าๆ ยังไงๆ ก็จะลงเกาะกลับไปเร็วๆ นี้ ดังนั้นรัฐไปทำบ้านใหม่ในที่เดิมให้เลย หรือไม่ก็ให้ไม้ วัสดุอุปกรณ์มา จะลงไปทำเองก็ได้ แต่รัฐก็ยืนยันจะทำบ้านพัก แล้วก็ทำท่าจะเสร็จและรอท่านรัฐมนตรีประจำหน่วยงานผู้ออกทุนมาเปิดป้าย บางที่จะไปทำบ้านถาวรให้เลย แต่ชาวบ้านบอกว่าไม่ได้ ไม่พร้อมเพราะตอนนี้แหล่งน้ำจืดของหมู่บ้านถูกทำลายหมดแล้ว รัฐก็ไม่ฟังจะลงไปทำบ้านท่าเดียว ชาวบ้านก็ยืนกรานว่าไม่กลับถ้าไม่ได้น้ำจืดพอใช้

บางกลุ่มยังไม่เอาบ้าน แต่ต้องการเรือออกหาปลาและให้รัฐกดดันแพปลาให้รับซื้อปลา หรือบางรายต้องทุนสำหรับการเริ่มต้นอาชีพ กองทุนบางส่วนสนใจแต่จะฟื้นฟูประมงพื้นบ้าน แต่ละเลยไม่พูดถึงกลุ่มเลี้ยงปลากระชังเลยจนขัดแย้งกัน ปกครองท้องถิ่น ปกครองท้องที่ กับแกนนำเฉพาะกิจที่ขึ้นมาเป็นตัวแทนกลุ่มตัวเองพยายามหาแนวทางแก้ไขปัญหา เรื่องนี้ก็แรงและสำคัญ เพราะฝ่ายรัฐที่สั่งการผ่าน อบต. ผู้ใหญ่บ้าน นั้นระเบียบก็มาก ล่าช้า และมักจะมีแนวทางชัดเจนออกมา อาทิ ระเบียบค่าชัดเชย หลักเกณฑ์การฟื้นฟูหรือกลับบ้าน ซึ่งสั่งการผ่านผู้ใหญ่บ้าน อบต. กำนัน ในขณะที่ชาวบ้านนั้นมีรายละเอียด มีข้อเสนอหลายๆ อย่างแตกต่างออกไปมาก อาทิ เรื่องแบบบ้านพัก แบบบ้านถาวร ทำเลที่ตั้งหมู่บ้าน การจัดผังบ้านใหม่ การยอมรับชดเชยเฉพาะบ้านที่มีเอกสารสิทธิ์ การเน้นความสำคัญของปัญหาเร่งด่วนบางเรื่องแล้วละเลยบางเรื่อง เช่น ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้จนมากนัก มีทุนเหลืออยู่ บางรายมีรีสอร์ท มีที่ดินชายทะเลมาก ก็จะเอาบ้านก่อน คนมีรีสอร์ท ก็เน้นจะให้ฟื้นฟูเกาะโดยไวเพื่อจะได้เตรียมทำธุรกิจต่อ แต่ชาวบ้านจนๆ นี่จะเอาเรือก่อนเพราะอยากจะขับออกไปหาปลา หาเงินเต็มแก่แล้ว หรือบางรายเสียขวัญมากเพราะตายเกือบหมดครอบครัว ไม่พร้อมกลับชุมชน ก็ขอพักฟื้นที่บ้านพักก่อน

หรือรัฐ ก็มีแผนงานไปทิศทางหนึ่ง องค์กรเอกชนก็ไปอีกทิศทางหนึ่ง ไม่มีการประชุมร่วมแบบ 5 ฝ่าย ชาวบ้านที่โดนคลื่น ฝ่ายชาวบ้านที่ต้องแบกรับผู้อพยพมาพักพิงหรือถูกรัฐยึดเอาฐานทรัพยากรไปจัดสรร ฝ่ายรัฐ ฝ่ายองค์กรเอกชนรวมทั้งองค์กรศาสนาพุทธ มุสลิมและคริสต์ และฝ่ายองค์กรธุรกิจที่เป็นทุน

ส่วนองค์กรเอกชนเองก็แห่มามากมาย ไม่รู้สายไหนเป็นสายไหน บางกลุ่มก็ดีหน่วยมาทำแผนร่วมกันอยู่บ้าง แบ่งโซนกันทำงานกำหนดความสำคัญของปัญหาให้ชัดเจน แต่ก็มีมากที่ไม่ได้วางแผนร่วมกันเลยทั้งๆ ที่อยู่กันคนละฝั่งเกาะ หรือที่หนักๆ หมู่บ้านเดียวกันแต่ก็มีกลุ่ม / แกนนำของใครของมันไปเลย ต่างฝ่ายต่างลงพื้นที่ มีข้อมูลคนละชุดไปเลย เจ้าหน้าที่องค์กรพัฒนาเอกชนบางคนที่ทำงานในพื้นที่ตั้งแต่สึนามิถล่มถึงกับเดินหนีผู้มาเยือนเอาดื้อๆ เนื่องจากเหนื่อยหน่ายกับการต้องตอบคำถามเดิมๆ วันละหลายๆ สิบราย ต้องเล่าเรื่องซ้ำๆ รอบแล้วรอบเล่า ซึ่งสภาพเช่นนี้หากเปรียบเทียบกับชาวบ้านแทบจะเทียบไม่ได้ บางรายต้องเล่าให้ตื้นเต้นเร้าใจ ปริมาณสูญเสีย และเศร้าเสียใจ เพื่อสื่อมวลชน หรือเพื่อให้ผู้มาบริจาคยอมควักอย่างไม่รีรอ บางรายผู้ประสบภัยอยากเล่า แต่บางรายผู้บริจาคอยากฟังมากกว่า

เคยเสนอปัญหานี้ว่า ทำไมชาวบ้านไม่ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาร่างแผนฟื้นฟูชุมชน กำหนดความต้องการเร่งด่วนและระยะยาว เพื่อให้ใครอยากให้อะไรก็เข้ามาเอาข้อมูล แล้วเลือกไปเลยว่าอะไรที่ตนเองให้ได้ อันไหนที่ชาวบ้านเพียงพอก็ตีตราเส้นสีแดงไปว่าเพียงพอแล้ว อันไหนต้องการเพิ่มก็ประกาศออกไป ไม่ต้องเล่าเรื่องซ้ำๆ รับหน้าซ้ำๆ วุ่นวายกับการช่วยกันต้อนรับผู้มาเยือน ทั้งๆที่สภาพตัวเองไม่พร้อมเลย คำถามผู้หวังดีแบบ “ชาวบ้านที่นี่อยากได้อะไรบ้างจ้ะ หรือให้ช่วยอะไรบ้างครับ” จะได้มีน้อยลงเมื่อเห็นแผนงานฟื้นฟูชุมชนที่ชัดเจน ข้อเสนอเร่งด่วนความต้องการ

10. ชาวบ้านอาชีพประมงกับเถ้าแก่แพปลาในหมู่บ้านก็หนัก เมื่อสังคมไทยที่ทำท่ามากเหลือเกินว่าห่วงใย แต่กลับไม่กินปลาจากทะเลอันดามัน กลุ่มประมงพื้นบ้าน ทั้งประสบภัยกับไม่ประสบภัย ก็เดือดร้อนกันถ้วนหน้า ออกหาปลาเอามาก็หาไม่ได้ ผู้ไม่น่าจะประสบภัยก็พลอยประสบภัย โดยเฉพาะไซปลาหมึก ไซปู นี่แพไม่รับซื้อหรือรับซื้อแต่ก็กดราคา จนไม่คุ้มค่าน้ำมัน แต่ที่มีบางคนยอมไปก็เพราะอย่างน้อยๆ ก็ไม่เครียดเท่ากับนอนอยู่ที่เต้น หรือ พ่อค้าต่อเรือกับชาวประมงพื้นบ้าน ตอนนี้ก็ถือเป็นยุคที่ปั่นราคาเรือกันแพงลิบลิ่ว มีอาจารย์จากมหาวิทยาลัยชื่อดังในกรุงเทพฯ รายหนึ่งควักเงินซื้อเรือให้ชาวมอแกนที่เกาะสุรินทร์ ถึงกับสะอึกเลือดขึ้นหน้าเมื่อถูกผู้ใหญ่บ้านของผู้ประสบภัยเอง คิดค่านายหน้าถึงเท่าตัวจาก ลำละ 4 หมื่นบาท เป็นลำละ 7 หมื่นกว่าบาท

11. กลุ่มเรือจ้างพื้นบ้านกับผู้หวังดีและผู้มาเยือนทั้งหลาย ก็เจอไม่น้อยที่ราคารับส่งพุ่งขึ้นสูงมากเนื่องจากเป็นสถานการณ์ที่ผู้มาเยือนยินดีจ่าย เพื่อได้ทำความดีช่วยเหลือสังคม งานนี้ชาวบ้านที่ไหวตัวทันก็รับเงินๆปไม่น้อย แต่ก็มีชาวบ้านผู้ประสบภัยบางราย จัดกลุ่มขึ้นมาจัดเวรทำหน้าที่รับส่ง เนื่องจากเห็นว่าคนเหล่านี้คือผู้ลงมาช่วยเหลือตน

12. กับชาวผู้ประสบภัยด้วยกันเอง แต่ต่างระดับปัญหาและต่างชุมชนกัน เช่นเมื่อวันเด็กไปจัดกิจกรรมในโรงเรียนแห่งหนึ่งซึ่งเสียหายมาก เมื่อถึงเราต้องเข้าคิวทำกิจกรรมกับเด็กเนื่องจากมีผู้ใหญ่ใจดีแวะเข้ามาเยอะมาก เฉพาะนักศึกษาก็ไม่น้อยกว่า 4 มหาวิทยาลัย แต่อีกหมู่บ้านหนึ่ง ในตำบลลำแก่นเช่นกัน กลับไม่เป็นที่รู้จัก เนื่องจากไม่มีใครตาย แม้เด็กๆ ในวันเด็ก ก็ถูกทอดทิ้ง คณะนักศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ที่ผมอาศัยเดินทางไปด้วย ต้องยกขบวนจากหมู่บ้านหนึ่งที่ร่วมทำกิจกรรมวันเด็กในภาคกลางวันไปทำกิจกรรมในภาคกลางคืน ให้กับหมู่บ้านแห่งนั้น ชาวบ้านรายหนึ่งเล่าด้วยน้ำเสียงน้อยใจว่า “คงเป็นเพราะหมู่บ้านนี้ไม่มีใครตาย จึงไม่เคยเห็นสื่อ เห็นมูลนิธิไหน หรือองค์กรพัฒนาไหน หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐเข้าไปสอบถามอะไรเลย พวกเราโดดเดี่ยวกว่าเพื่อน” เพราะหลักฐานที่เห็นคือมีเพียงเสื้อผ้าเก่าๆ เพียง 1 กระสอบที่กองอยู่ที่ศาลากลางหมู่บ้าน “บ้านเราเหมือนลูกเมียน้อย ทั้งที่เราก็เสียหายหมดตัวเหมือนกัน”

นี่คือตัวอย่างเท่าที่เห็นหรือได้ยินมากับตัวเอง แล้วจดบันทึกไว้ ด้านหนึ่งเราอาจจะเห็นความกระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือ แต่อีกด้านหนึ่ง เราต้องเห็นด้วยว่า ในสังคมเรามีทั้งด้านที่ขัดแย้ง และด้านที่ลงรอยมีเอกภาพ และเราจะเรียนรู้ มองเห็นและทำความเข้าใจปรากฏการณ์นี้อย่างไร

ในการพยายามเข้ามาช่วยเหลือนั้นแฝงไว้ด้วยเงื่อนไขอะไร อย่างไร สภาพการณ์ที่แท้จริงระหว่างแต่ละปัจจัยเป็นอย่างไร แม้แต่การตื่นตัวเข้ามาช่วยกันทำความดี แบ่งปันกันช่วยเหลือผู้ประสบเคราะห์กรรมนั้น ก็มีไม่น้อยที่เบื้องลึก เบื้องหลังนั้น กลับก่อความขัดแย้งอย่างรุนแรง หรือในพื้นที่ในตัวผู้ประสบภัยก็ขัดแย้งกันดิ้นรนที่จะเลือก ที่จะหาประโยชน์หรือรักษาอำนาจเดิมตนไว้ เช่น ตระกูลใหญ่ๆ หรือบางหมู่บ้านนี่ร้าวแทบจะฆ่ากันเมื่อมติ หนึ่งต้องการย้ายหมู่บ้าน ไปอยู่ที่ใหม่ หนีฝันร้าย แต่อีกมติหนึ่ง ขอกลับที่เดิม แต่ทั้งสองมติล้วนต้องการฐานมวลชนไปด้วยทั้งสิ้น การเข้าไปให้อย่างฉาบฉวยอาจก่อปัญหาได้

โดยเฉพาะเบื้องลึกเบื้องหลังที่น่าเป็นห่วงที่สุด ไม่ว่ารัฐ หรือหน่วยงานพัฒนาเอกชน ก็เข้าไปทำท่า นิดๆ หน่อยๆ เพียงพอแค่เก็บภาพไปหาเงิน ระดมทุน รายงานเอางบประมาณ หรือสร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเอง หรือแม้แต่การเข้ามาเจ้ากี้ เจ้าการ กำหนด วางแผนจะเอาตามใจตามความคิดตัวเอง อย่างไม่ถนุถนอมสภาพอารมณ์ที่กำลังเปราะบางของชาวบ้าน ไม่ใคร่ควรญถึงการใช้ภูมิปัญญาสร้างกระบวนการฟื้นฟูชุมชนของชาวบ้าน ก็น่าเป็นห่วงอีกไม่น้อยเช่นกัน เพราะกว่าจะเป็นชุมชนที่มีฐานอุมดมการณ์การอยู่ร่วมกัน มีการจัดวางความสัมพันธ์กับคน กับพื้นที่ กับความเชื่อ และกับทรัพยากรนั้น มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและยาก ซึ่งต้องใช้เวลาพอสมควร

เพราะสิ่งที่ผมเห็น ไม่ว่าจากหน่วยงานไหนๆ มักจะคิดง่ายๆ เพียงเอารถแบ็คโฮไปขุดลอก แล้วปลูกบ้านขึ้นใหม่เลย ซึ่งนั่นผมพูดครั้งหนึ่งแล้วว่า “อาจจะสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหาก็ได้”


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org


25 มกราคม 2548