20 ศพ : โศกนาฏกรรมที่ไร้ความปรานีของบ้านคลิตี้

   สถานการณ์ที่บ้านห้วยคลิตี้ วันนี้มีตายเพิ่มอีกแล้ว รายล่าสุดคือนายกู้ นาสวนบริสุทธิ์   นี่คือความสูญเสียของชาวบ้านคลิตี้ซึ่งได้รับสารตะกั่วปนเปื้อนจากเหมืองแร่ตะกั่วที่ปล่อยลงสู่ห้วยคลองงู สายเลือดที่หล่อชาวบ้านคลิตี้และสิ่งมีชีวิตรอบข้างมานมนาน  และโศกนาฏกรรมที่ประชาชนตาดำๆ ต้องรับมาโดยตัวเองไม่ได้เป็นผู้ก่อนี้จะยังไม่จบสิ้นไป


นายสุรพงษ์  กองจันทึก
ผอ.ศูนย์กะเหรี่ยงศึกษาและพัฒนา



เด็กหญิงดาริกา  เถกิงวิทย
สถาพร   ป่วยพิการเกิดมา
ไม่มีช่องคลอด

  ครั้งหนึ่งกระทรวงวิทยาศาตร์ โดยสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ เคยไปตรวจสิ่งมีชีวิตในที่อาศัยห้วยคลองงู ที่ไหลผ่านเหมืองแร่และหมู่บ้านคลิตี้ อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี เมื่อปี 2531 พบว่า มีสารตะกั่วเกินมาตรฐาน ถึง  4 เท่า และนั่นเป็นครั้งเดียวที่นานมาแล้ว และไม่มีการวิจัยตรวจสอบต่ออีกเลย ทั้งๆที่ห้วยคลองงูไหลมาลงที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ และไหลลงลำน้ำแควให้ชาวเมืองหลายจังหวัดใช้
  ระหว่างเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2543 สื่อมวลชนใหญ่เกือบทุกสำนักเล่นข่าวนี้อย่างหนักติดต่อกันหลายวัน 
กรมอนามัย กรมการแพทย์ และสาธารณสุขจังหวัด จึงได้รีบเร่งออกมาลงพื้นที่ พร้อมแถลงข่าวตอบโต้ว่าจะรับผิดชอบ ที่สำคัญเมื่อประชุมใหญ่ทางการแพทย์ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า  "ต้องรีบแก้ไขสถานการณ์โดยด่วน เพราะNGOs เล่นงานเรื่องนี้อยู่" มันน่าตลกไหม อ้างว่าทำเพราะองค์กรพัฒนาเอกชนจับจ้องอยู่ โดยไม่พูดเรื่องสุขภาพของชาวบ้านเลย  หรือจะมีอยู่ก็ครั้งหนึ่งที่เข้าไปดูแลนำโครงการประปาภูเขาไปให้แก่ชาวบ้าน แต่ก็ไม่ครบทุกหลังคาเรือน เพราะมีงบประมาณนิดเดียว

ตราบจากวันนั้นมาจนถึงบัดนี้ยังไม่มีการตรวจสอบน้ำอีกเลย  อีกทั้งการตรวจที่ผ่านมาก็เป็นแบบกวนน้ำขุ่นและตรวจที่ผิวน้ำ ซึ่งการกวนทำให้ตะกอนสารตะกั่วแตกตัวก่อนตรวจและตะกั่วเป็นโลหะหนักจึงไม่ลอยน้ำ ดังนั้นย่อมยากแก่การพบสารปนเปื้อน ในขณะที่การตรวจสอบตรงจุดที่น้ำไหลวนกลับจะพบว่ามีสารปนเปื้อนสูงมาก เคยตรวจพบว่ามีสูงถึงระดับหมื่นในบางจุด ทั้งๆที่น่าจะเป็นระดับร้อยเท่านั้นจึงจะอยู่ในระดับที่เรียกว่าปลอดภัย  สิ่งมีชีวิตนั้นเป็นห่วงโซ่อาหารของธรรมชาติ กินกันเป็นทอดๆ แล้ววันหนึ่งก็ส่งถึงกัน จากหมู่บ้านถึงเขื่อน จากเขื่อนถึงเมือง ถึงตอนนี้คนเมืองเองก็หนีไปไหนไม่ได้ ได้รับสารตะกั่วสะสมเหมือนๆ กัน

  แม้แต่ทางสาธารณสุขจังหวัดก็ไม่ยอมเข้ามาดูแลสุขภาพชาวบ้านอย่างจริงจัง  ส่วนทางกรมอนามัยเองก็เงียบ ไม่ยอมรับรู้ดำเนินงานใดๆ หน่วยงานรัฐอื่นๆก็เงียบเช่นกัน เสมือนคลิตี้เป็นประชาชนชั้นสอง จนวันหนึ่ง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ได้กระทู้ถามด่วนถึงปัญหาและความรับผิดชอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง วันนั้นเองจึงเกิดความคืบหน้าขึ้น มีกรมอนามัย กรมการแพทย์ออกมาดูแลชาวบ้าน ตรวจเลือดให้ยารักษา แต่นั่นก็เป็นไปแบบฉาบฉวย ไม่ทำอย่างจริงๆ จังๆ  ที่สำคัญคือต้องยกขบวนไปมากมายจน ชาวบ้านแตกตื่น ยิ่งเด็กนี่กลัวมากเพราะฉีดยากันจนเด็กหนีหมด  แต่จนถึงวันนี้ก็ยังมีชาวบ้านล้มตายอีกเรื่อยๆ เนื่องจากยาไม่ได้คุณภาพ การรักษาแพง หากรวมทั้งค่ารถและอื่นๆ อีกก็หลายบาท แล้วชาวบ้านซึ่งมีรายได้น้อยอยู่แล้วกลับมา แถมสุขภาพไม่ดีอีก  จะออกมาเดือนละสองครั้งได้อย่างไร เฉพาะเดินเท้าก็ 20 กว่ากิโลเมตร แล้วเหมารถอีก 100 กว่ากิโลเมตรกว่าจะไปถึงเมือง

ที่สำคัญ เมื่อชาวบ้านเข้าพบ นายแพทย์สุรพงค์ ตันธนศรีกุล ผู้อำนวยการสาธารณสุขจังหวัด ก็มักจะบ่ายเบี่ยง
ความเอาใจใส่ หรือบางครั้งก็กล่าวว่าไม่ใช่ ไม่เกี่ยวกับสารตะกั่ว คนไข้ตายเอง เป็นเองทั้งนั้น  จนนายสุรพงษ์  กองจันทึก  ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนากะเหรี่ยง กล่าวกับทีมข่าว thaingo ว่า

"ผมไม่รู้ว่าแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเขาทำงานเพื่อใครกันแน่? มีผลประโยชน์กับกิจการเหมืองหรือเปล่า? ถึงได้ ไม่ยอมออกมาดูแลชาวบ้านเสียที ไปถามทีไร ก็พูดหน้าตาเฉยเลยว่า ไม่เป็นไรแล้ว เดี๋ยวก็หายเอง หรือเมื่อเวลามีชาวบ้านตาย ก็สรุปไปเรื่องอื่นหมด ไม่เอ่ยเลยว่าเกี่ยวกับสารตะกั่วไหม ทั้งที่ชาวบ้านอยากรู้อยากทราบกันว่าตายเพราะอะไร รุนแรงแค่ไหน

จนทุกวันนี้ชาวบ้านเริ่มเชื่อแล้วว่าสาธารณสุขจังหวัดกาญจนบุรีมีหุ้นส่วนกับกิจการเหมืองแร่ในบริเวณนี้ เรื่องชาวบ้านร้องเรียนจึงไม่ได้ผลมากนัก จนชาวบ้านเองสะท้อนความรู้สึกที่อัดอั้นกับทางทีมข่าว thaingo  ออกมาว่า  
"นายแพทย์สุรพงษ์จะพูดเสมอว่าชาวบ้านไม่เป็นไรแล้ว น้ำในห้วยกินได้สบาย ไอ้คนเจ็บไข้ในหมู่บ้านไม่เกี่ยว
กับสารตะกั่ว คนที่อื่นมีสารตะกั่วมากกว่านี้ไม่เห็นเป็นไรเลย
" นายยะเสอะ นาสวนสุวรรณ ชาวบ้านที่ได้รับสารตะกั่วกล่าว

นายสุรพงษ์ กองจันทึก ยังกล่าวกับทางผู้สื่อข่าว thaingo อีกว่า      



มือและแขน มี 12 นิ้ว
"ตอนนี้ผมได้พาชาวบ้านเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถีดูแล้ว  ผลปรากฎว่ายาที่โรงพยาบาลทองผาภูมิ
เคยจ่ายให้นั้นสามารถช่วยทุเลาได้น้อยมากเมื่อเทียบกันกับยาของโรงพยาบาลราชวิถี หมายถึงคุณภาพยานะครับ จนระยะหลังๆนี้ทางโรงพยาบาลแจ้งมาว่ายาของโรงพยาบาลมีเหลือน้อยมาก ตอนนี้สั่งซื้อไม่ได้อีก ซึ่งผมก็พยายามติดต่อกับทางกรมอนามัย กรมการแพทย์ ให้ช่วยรับผิดชอบคนไข้บ้าง  แต่กรมทั้งสองก็บ่ายเบี่ยง โดยเฉพาะตัวอธิบดีกรมทั้งสอง  จนสื่อมวลชนเล่นงานอีกจึงออกมาแถลงข่าวจะจัดซื้อให้ หลังจากนั้นชาวบ้านก็รอฟังผล
จากทางกรมอนามัยเกือบ 6 เดือน ทางกรมคือทั้ง 2 กรมนะครับออกมาบอกว่ายาหมด เขาเลิกผลิตไปแล้ว สั่งซื้อไม่ได้ ถ้าจะเอาก็ต้องให้แพทย์ปริญญาที่นั่นเซ็นสั่งซื้อ ผมก็รออีก แต่ก็ไม่ได้ ผมทนไม่ไหว เพราะชาวบ้านทุกข์สาหัสมากขึ้นแล้ว หลายคนบวมตามแขนขามาก ผมตัดสินใจพามาให้หมอที่โรงพยาบาลราชวิถีตรวจเช็ค ปรากฎว่ากลับไปถึงหมู่บ้าน ชาวบ้านออกไปไร่ได้เลย จนถึงวันนี้ทุกคนในหมู่บ้านอยากมาหาหมอที่ราชวิถีกันทุกคน  จากนั้นผมได้สอบถามทางโรงพยาบาลราชวิถีเรื่องยา  หมอบอกว่ามีเยอะแยะ ผมก็ถามต่ออีกว่า จะพาชาวบ้านมาอีก เป็น 200 คน พอจะมียาไหม หมอก็บอกว่ามี แต่ให้แจ้งล่วงหน้าด้วย เพราะที่พักจะไม่พอถ้าไม่เตรียมการ จากนั้นผมก็สอบถามไปทางบริษัทยาผู้ผลิตเลย ว่ายังผลิตยาอยู่ไหม ทางโน้นก็ตอบว่ายังผลิตอยู่และก็มีขายกันปกติตามร้านทั่วไปด้วย  เหตุนี้ผมจึงสงสัยว่างั้นแล้วทำไม กรมอนามัย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จึงบอกกับเราว่ายาหมด เขาเลิกผลิตแล้ว
"    

จนถึงวันนี้กรมการแพทย์ กรมอนามัย และกระทรวงสาธารณสุข หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของภาครัฐก็ยังเงียบ
ไม่มีใครยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือชาวบ้านให้ทุเลาจากสารพิษ เมื่อมีการร้องเรียนไปทางหน่วยรัฐ ต่างก็ปัดปฏิเสธที่จะรับผิดชอบ โดยไม่ให้เหตุผลแก่ชาวบ้านเลยว่าเพราะเหตุใด ที่สำคัญทำไมจึงต้องปกปิดข้อเท็จจริง ไม่ให้ชาวบ้านรับทราบเกี่ยวกับสุขภาพ  สาเหตุของอาการ  จนวันนี้ชาวบ้านได้ตายเพิ่มมากขึ้น ส่วนเด็กที่เกิดมาก็มีโอกาสเสี่ยงสูง ทั้งเรื่องผิดแปลกจากยีนแม่ ทั้งปัญญาอ่อน จิตวิปริต ร่างกายไม่สมบูรณ์มากขึ้นทุกวัน จนวันนี้ชาวบ้านได้เริ่มรวมตัวกันเรียกร้องต่อสู้กันบ้างแล้ว หลังจากทนไม่ได้กับการถูกทอดทิ้งจากภาครัฐ

   นายสุรพงษ์ยังกล่าวเพิ่มอีกว่า "ตอนนี้ยังมีกลุ่มนายทุนผู้มากด้วยอิทธิพลขนแท่นขุดเจาะสำรวจสินแร่ แอบเข้าไปขุดเจาะสำรวจแร่สังกะสีอีก  และที่สำคัญคือเป็นเจ้าของเหมืองแร่คลิตี้มรณะที่อยู่ในบริเวณอุทยาน
แห่งชาติลำคลองงู  ครั้งนี้ใกล้หมู่บ้านกว่าเดิมอีก คือห่างแค่ 5 กม.เหนือหมู่บ้าน หรือห่างโรงแต่งแร่ตะกั่วโรงเดิม
เพียง 12 กม. ตรงนี้เองทำให้ชาวบ้านคลิตี้ล่างทนต่อไปไม่ไหว จากเดิมชาวบ้านยอมรับว่ากลัวและเชื่อฟังอำนาจรัฐมาก แต่วันนี้ชาวบ้านเริ่มพูดถึงสิทธิภายใต้รัฐธรรมนูญในฐานะที่เป็นพลเมืองไทย มีบัตรประชาชนถูกต้อง แต่ก็ไม่เคยเรียกร้องอะไรจากรัฐบาลเลย

ส่วนแนวทางที่อยากเรียกร้องกับทางรัฐบาล องค์กรเอกชน หรือประชาชนทั่วไป เกี่ยวกับปัญหาที่ชาวบ้านคลิตี้ประสบอยู่ขณะนี้คือ

"หากเป็นไปได้ตอนนี้ เรื่องด่วนคือ 


ภาพรอยขุดเจาะสำรวจแร่ ล่าสุด
ห่างหมู่บ้าน 5 กม.


กองเถ้ากระดูกลุงกู้ รายล่าสุด
1. จะปล่อยให้ชาวบ้านตายอีกไม่ได้แล้ว ทั้งหมู่บ้านมี 200 คน ทั้งเด็กผู้ใหญ่ ตายไปแล้ว 20 คน คิดเป็น 10% เลยน่ะครับ มีรายหนึ่งชื่อนางมานุเมีย ครอบครัวเธอ พ่อก็ตาย พี่ชายก็ตาย พี่สาวตาบอด เมื่อ 2541 อาการเธอเริ่มหนักมากขึ้น เธอต้องเดินเท้าแล้วก็เหมารถไปอำเภอเพื่อรับยาเดือนละ 2 ครั้ง เฉพาะเหมารถก็พันกว่าบาท ทำงานก็ไม่ได้สุขภาพก็ไม่ดี จะเอาเงินที่ไหนรักษาพยาบาล ที่สำคัญหมอไม่ยอมวินิจฉัย
 เพิ่มเลย นอกจากอ้างว่าเป็นโรคไต โดยไม่บอกเกิดจากอะไร จนมานุเมียบ่นเสมอๆว่าอยากฆ่าตัวตาย

2. เงินซื้อยาช่วยเหลือชาวบ้าน ตอนนี้ต้องการด่วนมาก เพราะชาวบ้านต้องกินยาลดสารตะกั่วทุกระยะ คือคนแข็ง
แรงก็ 2 เม็ด/วัน เฉลี่ยแล้ว 60 เม็ด/เดือน ถ้าเด็กก็ลดลงน้อยกว่านั้นตามสัดส่วน ดังนั้น ชาวบ้าน 200 คน ก็กินยา ประมาณ 300 เม็ด/วัน หรือ 4,500 เม็ด/เดือน ซึ่งราคายาที่ระดับต้นทุนต่างประเทศ(ราคาโรงงาน) 100 เม็ด
1,500 บาท รวมแล้วชาวบ้านต้องเสียเงินซื้อยาประมาณ 140,000 บาท/เดือน ผมถือว่าหนักมาก หากไม่มีใครยื่นมือมาช่วย ชาวบ้านที่นี่ก็มีแต่ตายกันหมดทั้งหมู่บ้าน
" นายสุรพงษ์ กล่าว

หากมองย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน รัฐบาลไทยได้เปิดให้บริษัทเอกชนทั้งในไทยและต่างชาติสัมปทานเหมืองแร่
และทรัพยากรอื่นๆ ไปมากมาย โดยไม่เคยคิดตรวจสอบเลยว่า กิจการเหล่านั้นสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ต่อธรรมชาติ หรือต่อวิถีชีวิตคนอื่นๆหรือไม่อย่างไร  เจ้าหน้าที่รัฐบางคนเห็นแก่อามิสสินจ้าง เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ไม่บำบัดทุกข์ชาวบ้าน บางคนหนักกว่าเดิมคอร์รัปชั่นเงินแผ่นดิน ทำให้เหมืองแร่และโรงงานมากมายทำผิดกฎหมาย แต่บ้านเมืองก็ไม่จัดการ หรือพอเดือดร้อนขึ้นมาโดนเงินยัดเข้าหน่อยก็ลืมความถูกต้องชอบธรรม เป็นอย่างนี้ตลอดมา
ทุกยุคทุกสมัย 

โศกนาฏกรรมแบบเดียวกับที่บ้านคลิตี้ยังคงมีอีกมากมายในสังคมไทย และจะเกิดไปจนกว่าเจ้าหน้าที่บ้านเมือง จะใส่ใจเข้มงวดกับกฎหมายบ้านเมืองเสียที

อัฎธิชัย ศิริเทศ รายงาน

นายสุนทร  โต้งฟ้า สัปเหร่อเผาลุงกู้ เด็กหญิงตัวเหลืองซีด สติปัญญา
ด้อยกว่าเด็กปกติทั่วไป
เด็กชายจ่อทิโพ นาสวนกนก
มีอาการคุ้มคลั่งจนต้องล่ามโซ่
เด็กหญิงพิการนิ้วมือ/เท้ามี 12 นิ้ว


ชาวบ้านผู้ป่วย


นายกำธร  ศรีสุวรรณ
มาลา
ต้องกินยา 2 เม็ด/วัน ระยะหลังพบว่า สติปัญญาน้อยกว่า
ปกติมาก


นายยะเสอะ พนาสวน
สุวรรณ
ผู้นำชาวบ้านคลิตี้

สำหรับท่านที่สนใจ บริจาคทุนซื้อยาช่วยชีวิตชาวบ้าน หรืออุปการะรับรักษา/ค่าใช้จ่าย ให้กับชาวบ้านคลิตี้ โปรดแจ้งไปที่
 
นายสุรพงษ์  กองจันทึก
ศูนย์ศึกษากะเหรี่ยงและพัฒนา
137/55      ซ.จามจุรี 3 ถ.รามอินทรา 39 บางเขน กทม. 10220
หรือโทร.สอบถามที่หมายเลข 01-6424006 

การพัฒนาต้องสร้างชีวิตประชาชน    ให้รับสิทธิเท่าเทียมกัน จากการ
คุ้มครองของรัฐ

(สนใจอ่านข่าวคลิตี้ที่ผ่านมา เชิญคลิ๊ก)


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org