|
งานวิจัยเชิงปฏิบัติการ สินค้า Copy หรือองค์ความรู้สร้างสังคม
นั่งอ่านรายงานเวทีเสวนา ถึง งานวิจัยโครงการศึกษาฟื้นฟูและจัดการลุ่มน้ำแม่ตาช้าง
ซึ่งจัดขึ้นเมื่อปีที่ผ่านมา (2547) น่าสนใจมาก เพราะวัตถุประสงค์ของงานวิจัยชิ้นเอง
ก็สนใจ นั่นคือ ศึกษาถึงการสร้างกฎกติกาในการจัดการทรัพยากรน้ำของลุ่มน้ำแม่ตาช้างร่วมกันอย่างยั่งยืน
ศึกษากระบวนการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดกระบวนการจัดการทรัพยากรร่วมกันของกลุ่มคนที่แตกต่างทางชาติพันธุ์
เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมและ ศึกษาถึงการปรับใช้องค์ความรู้ของชุมชนที่ผสมผสานกับองค์ความรู้สมัยใหม่
และเงื่อนไขที่ทำให้องค์กรท้องถิ่นมีอำนาจจัดการทรัพยากร
ในเนื้อหางานวิจัยได้มีการแบ่งรูปแบบการใช้น้ำ
เพื่อง่ายในการวิเคราะห์ ออกเป็นภูมินิเวศวัฒนธรรม คือ ต้นน้ำเป็นเขตของชุมชนบนดอย
ส่วนกลางน้ำเป็นของชุมชนบนพื้นที่สูง และส่วนปลายน้ำเป็นของชุมชนชุมชนพื้นราบและชุมชนเมือง
นอกจากนั้น งานวิจัยค้นพบกำเนิดความขัดแย้ง แย่งชิงน้ำ ว่า เริ่มขึ้นเมื่อ
ปี 2526 ที่มีกลุ่มนายทุนเข้ามาบุกรุก จากนั้น ทำให้เกิดการเปลี่ยนรูปแบบและปริมาณการใช้น้ำ
มาสู่พัฒนาการเป็นความขัดแย้งแย่งชิง น้ำรูปแบบใหม่ขึ้น ต่อมาคนต้นน้ำ
ก็ใช้ประโยชน์จากที่ดินหลากหลายรูปแบบขึ้น เข้าปี 2533 กลุ่มนายทุนได้เพิ่มเข้ามาอีก
เป็น 25 แห่ง และเป็น 49 แห่งในปัจจุบัน ในขณะที่ชุมชนดั้งเดิมก็ขยายตัว
และตั้งอยู่ใจกลางอุทยานฯ เครื่องมือสร้างความขัดแย้ง ด้านหนึ่ง
คือ เอกสารสิทธิ์ โดยมีกลุ่มนายทุนอิทธิพลบางรายก็พยายามออกเอกสารสิทธิ์
ยึดเอาที่ดินชาวบ้าน พร้อมๆ ชาวบ้านก็พยายามต่อสู้ และออกเอกสารสิทธิ์เช่นกัน
เกิดขบวนการแย่งชิงและแปลงกรรมสิทธิ์จากแบบจารีตชุมชนไปสู่ เอกสารสิทธิ์แบบเอกชน
งานศึกษาค้นพบหัวใจของปัญหาที่ลึกกว่าน้ำและสำคัญยิ่ง คือ การแย่งชิงที่ดิน
แล้วออกเอกสารสิทธิ์ เป็นเงื่อนไขสำคัญ ที่ทำให้วิถีการผลิตแบบจารีตของชุมชนบนดอย
ถูกรุกและเริ่มถอยร่น พอๆ กับการเข้ามาของการเกษตรแบบเข้มข้น
ดังนั้น เอกสารสิทธิ์ จึงเป็นทั้งเครื่องมือของการถือครอง ที่ดิน
ซึ่งควบรวมไปถึงน้ำที่อยู่กับที่ดิน และเครื่องมือกีดกันชุมชนให้ไร้สิทธิต่อที่ดิน
รวมทั้งแม้แต่กับแหล่งน้ำด้วย
ขอค้นพบปลีกย่อยๆ ในงานชิ้นนี้ นั้นมีมาก โดยเฉพาะพัฒนาการของความขัดแย้ง
จากจุดเล็กๆ เพียงแค่เรื่องน้ำ แล้วเชื่อมโยงไป กับหลายระดับ
เป็นปัญหาที่ต้องไปแก้ระดับโครงการ และกฎหมาย จนมีการเคลื่อนไหว
เพื่อแก้ไขปัญหาและดึงความร่วมมือจากส่วนต่างๆ เข้ามา ดังนั้น
งานวิจัยชิ้นนี้ ให้ฐานะความสร้างสรรค์ของความขัดแย้ง
จนเกิดการเคลื่อนตัว สร้างกลไกทางสังคมมาสู่การพัฒนา โดยใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือ
ให้ขบวนการแก้ไขปัญหาและความขัดแย้ง ก้าวไปข้างหน้า
ข้างหน้าที่งานวิจัยผลักดันให้ก้าว คือ รูปแบบการทำงานร่วมกันของชุมชนต่างๆ
ในลุ่มน้ำแม่ตาช้าง โดยเฉพาะกระบวนการทำงาน คือ 1) สร้างหลักการร่วมกัน
2 ) กระจายอำนาจการจัดการ และ 3) เกิดเวทีให้กับภาคประชาชน ไม่ว่าจะระดับเครือข่าย
หรือ ระดับกลุ่ม ชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ กลายรูปแบบการแก้ไข ปัญหาแบบลดความขัดแย้งระดับชาติพันธุ์
ส่วนเครื่องมือสู่ความสำเร็จ ของงานวิจัยนั้นเชิงปฏิบัติการนี้
คือ 1) การตั้งคำถาม เพื่อไปสู่การจัดการร่วมกัน เช่น การจัดการนี้ผ่านเครื่องมืออะไรบ้าง
2) ความเข้มแข็งในการร่วมมือกัน นั้นสามารถพัฒนาไปตามบริบทของสถานการณ์ได้อย่างไร
3) รูปแบบกิจกรรมนำไปสู่ปฏิบัติการในระดับชุมชนได้อย่างไร และ
4) การขยายผลและเชื่อมประสานออกเป็นเครือข่าย และนอกจากนั้น
เครื่องมือที่นำมาสู่การจัดการทั้งหมด ยังชัดเจนด้วย
ข้อเสนอเพิ่มเติม เมื่อกล่าวถึงงานวิจัยลุ่มน้ำแม่ตาช้าง แล้วถ้าหากต้องกล่าวถึงงาวิจัยอื่นๆ
ทั้งที่เกี่ยวข้องกับลุ่มน้ำ ทรัพยากรหรือ ประเด็นอื่นๆ ก็ตาม
ระดับหนึ่งมองเห็นว่า งานวิจัยนั้น สามารถขยายภาพความซับซ้อนในความขัดแย้ง
ปัญหาผลกระทบ รูปแบบการก่อตัว การปรับตลอดจนการเคลื่อนไหว ได้อย่างหลากหลายมิติ
และระดับที่เลื่อนไหลของความรุนแรง แต่สิ่งที่ยังก้าวไปไม่ถึง
โดยเฉพาะงานวิจัยส่วนใหญ่ คือ การยกระดับความขัดแย้ง ที่ขัดแย้งจากระดับปรากฏการณ์
ไปสู่ ระดับอื่นๆ ที่สูงกว่านั้น อาทิ ระดับโครงสร้างสังคมและวิธิคิดของมนุษย์
หรือความล้มเหลวในองค์ความรู้แบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เป็นต้น
จนไปถึงระดับอุดมการณ์ ซึ่งก็คือ ความขัดแย้งแย่งชิง จากระดับแย่งทรัพยากรไปสู่ระดับแย่ง
ชิงพื้นที่ตัวตน อำนาจ และอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ และจากอัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไปสู่ความขัดแย้งระดับอุดมการณ์
ที่ชุมชน ประชาชน ปรารถนาที่จะเลือกดำรงวิถีชีวิต รวมทั้งภาพการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ส่วนพัฒนาการรูปแบบการผลิตที่นำมาสู่ความขัดแย้ง ก็เคลื่อนตัว
ปะทะ ประสานจากวิถีการผลิตแบบดั้งเดิม มาสู่วิถีการผลิตแบบทุนนิยม
และกำลังจะก้าวไปสู่วิถีการผลิตทุนนิยมกึ่งวัฒนธรรม กึ่งเยียวยาหรือทนุถนอมธรรมชาติ
มากขึ้น
เนื่องจากว่า ปัญหาที่งานวิจัยต้องตั้งคำถามให้คล้องไปกับสถานการณ์ให้ได้นั้น
เพราะปัจจุบัน ปลายน้ำ ทุกสาย ของทุกๆ ลุ่มน้ำ มีชุมชน
มีเมือง มีโรงงาน ต้นน้ำ ทุกสายของทุกๆ ลุ่มน้ำ มีรีสอร์ต
มีเขื่อน มีบ้านพักตากอากาศ ในขณะที่ กลางน้ำ เองก็มีระบบเกษตรแบบเข้มข้น
มีชุมชน มีเมือง มีชลประทาน ซึ่งก็มากขึ้นๆ ทุกวัน
คำถามต่อปัญหาที่ต้องวิจัย คือ ปัจจุบันมีระบบการจัดการระบบเดียว
หรือกี่ระบบ และมีองค์กรจัดการเพียงองค์กรเดียว หรือว่ามีองค์กรอื่นๆ
และ ระบบใดล้มเหลว ระบบใดยั่งยืนบ้าง และประชาชนมีกระบวนการเรียนรู้เคลื่อนไหว
ปรับตัว ต่อสู้ ต่อรองและจัดวางระบบ ความสัมพันธ์ทางอำนาจ ตลอดจนการจัดการสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร
น้ำ หรือ อื่นๆ อย่างไร เพื่อเกิดความเป็นธรรมและพอเพียง
นอกจากนั้น งานวิจัยเชิงปฏิบัติการที่ศึกษาเพื่อกระตุ้น ขบวนการทางสังคม
หรือชุมชน ในก้าวต่อไป อาทิ ปัญหาแย่งชิงน้ำ ก็ต้องชี้ให้ได้ว่า
ขอบเขตการใช้น้ำแต่ละวิถีการผลิต แตกแยกย่อยๆ มีพัฒนาการปรับตัว
แย่งชิง และปรับตัว สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคน ระหว่างชุมชน
และกับอำนาจการจัดการอย่างไร และตลอดจนวิธีให้ความหมายน้ำ ในมิติต่างๆ
อย่างไร ระดับความสำคัญและฐานะที่เลื่อนไหลของความหมาย เป็นอย่างไร
เพื่อให้เห็นว่า สังคมไทย หรือสังคมมนุษย์เอง มีความซับซ้อนในการใช้
ในการจัดการทรัพยากร เพื่อความมั่นคง ยั่งยืน และเป็นธรรม และทั้งหมด
มันกำลังเผชิญกับการปรับตัว เปลี่ยนแปลง ไปอย่างไร
ความน่าวิตกคือ
ปัจุบันในฐานะสื่อทางเลือก ที่เข้าร่วมรับฟัง เวทีนำเสนองานงานวิจัย
ฟังวิธีการวิจัย ฟังวิธีวิเคราะห์ งานวิจัย ไม่ว่าจะในตระกูลลุ่มน้ำ
หลายๆ ลุ่ม หรือ งานวิจัยอื่นๆ จนไปถึง ฟังข้อเสนอของงานวิจัย
ที่ส่วนใหญ่ มักจะออกมาในลักษณะเป็นสูตรสำเร็จ
(จากองค์ความรู้นอก งานวิจัยมากเกินไป) เพราะ Copy Methodology
มาใช้กับพื้นที่ซึ่งแตกต่างหลากหลาย และเงื่อนไขซับซ้อนมากเกินไป
โดยเฉพาะระดับเป้าหมายของงานวิจัย ยิ่งลงลึกยิ่งค้นพบความขัดแย้งในวิธีการศึกษาและระดับการวิเคราะห์
ที่อ่าน / ฟัง อย่างไรก็คลาดเคลื่อน
ยิ่งงานวิจัยบางชิ้น งานศึกษาเอง ที่เข้าไปลดขนาดความสัมพันธ์ของชุมชน
ลดขนาดการใช้และการให้คุณค่าทรัพยากร ให้เล็กและแคบลง รวมไปถึงลดขนาดความขัดแย้ง
หรือปิดบังตัวตนของประชาชน ที่มันควรจะหลากหลาย ซึ่งถึงที่สุด
วิถีชีวิตที่ดำเนินอยู่ก็ถูกฐานะลดลง จนปิดกั้นและไม่สามารถสะท้อนน้ำเสียงในงานวิจัยได้
หรือ เสนอปัญหาที่แท้จริงของตัวเองมาได้ เหมือนปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้
ก่อนเกิดเหตุการณ์รุนแรง ก็ยิ่งต้องวิตกร่วมกัน ว่า งานวิชาการ
หรือ งานวิจัยนั้น คือ อำนาจความรู้ที่สนองตอบอำนาจรัฐ สนองตอบผลประโยชน์
หรือว่า สะท้อนสังคม กระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้เข้าใจปัญหาและวิถีของสังคม
ดังนั้น ข้อเสนอจากงานวิจัย ที่ต้องค้นให้พบ เกี่ยวกับการสร้างระบบความสัมพันธ์ที่หลากหลาย
สร้างระบบการจัดการที่หลากหลาย สร้างระบบคิดที่หลากหลาย เลื่อนไหว
และยังต้องเปิดพื้นที่ให้ปรากฏการณ์ หรือเงื่อนไขความขัดแย้งได้แสดงออกมาอย่างหลากหลาย
เพื่อกระตุ้นให้ทุกๆ ระบบ ขับเคลื่อนหรือทำงาน รับมือ อย่างมีพัฒนาการร่วมกัน
สุดท้าย เกี่ยวกับข้อเสนอ ให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง
หรือให้คนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งโดยข้อเท็จจริง ในกระบวนคิด
ต่อเงื่อนไขแก้ปัญหา สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้มองเห็น ว่า ความสัมพันธ์ที่ก่อให้เกิดระบบที่ซับซ้อน
ในการจัดการ ทรัพยากรน้ำ ที่ดิน หรือ ปัญหา ความขัดแย้ง และเงื่อนไขที่กระตุ้นให้ความสัมพันธ์นั้นเคลื่อนตัว
เลื่อนไหล ไปได้ เพราะอาจจะเป็นชุมชน อาจจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับอำนาจจากภายนอก
หรืออาจจะเป็นความสัมพันธ์ของอำนาจภายนอก ที่สมควรถูกวางให้เป็นศูนย์กลาง
ความสำคัญ
กระบวนการของ
NGOs และงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ หากจะเน้นแต่เพียงให้ชุมชนเป็นศูนย์กลาง
บางเงื่อนไข ก็อาจจะไม่สอดคล้อง หรือเข้าไปสู่ใจกลางของการแก้ไขปัญหาแล้ว
กลับกัน กลับยิ่งขยับให้ปัญหาเข้าไปสู่ระดับของความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
เพราะงานวิจัยเป็นทั้งวาทกรรมและพิธีกรรมทางอำนาจ อีกรูปแบบหนึ่ง
ด้วยเช่นกัน นอกจากนั้นจินตนาการเกี่ยวกับชุมชนเอง ที่งานวิจัยก็ตีกรอบศึกษา
นำเสนอให้มันกรอบ มีขอบเขตและปริมณฑลชัดเจน จึงกลายเป็นการกักขัง
และฝังตรึงให้ชุมชนนั้นเองตายทั้งเป็น
เพื่อให้ความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนกับชุมชน ชุมชนกับปัจจัยภายนอก
และปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลกับชุมชน สามารถก่อตัว หรือ จัดการตัวเอง
หรือ สร้างพลังอำนาจขึ้นมาจัดการตัวเองได้นั้น งานวิจัยแบบนี้
ต้องตอบคำถามให้ได้ ว่า กระบวนการศึกษาทั้งหมด มาสู่ข้อเสนอ
ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วม หรือให้รัฐเปิดพื้นที่ กระจายอำนาจการจัดการให้ชุมชน
ได้อย่างไร
เพราะถ้ากระตุ้นให้ระบบความสัมพันธ์ของชุมชนเอง เข้มแข็งเติบโต
ทำงานโดยตัวมันเอง ซึ่งรัฐจะเข้ามาเกี่ยวข้องได้น้อยมาก แล้วเป็นอย่างไร
แต่ถ้าเพียงเอางานวิจัยทั้งหมด ไปใช้แค่ต่อรอง แบ่งอำนาจจากรัฐ
แล้วปล่อยให้ชุมชนสัมพันธ์กับเงื่อนไขการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ กล่าวให้สั้นๆ
ให้มีรัฐอยู่ มีอำนาจอยู่แบบเดิม แต่ขอจัดสรร หรือ แบ่งอำนาจมาให้ชุมชนจัดการตัวเองมั้ง
จึงลดการขัดแย้ง และก่อเกิดสิทธิกับประชาชน ชุมชนไปเอง ก็คงไม่ศึกษาให้เปลืองงบ
เขียนเอาเลยที่บ้าน ซึ่งก็เข้าใจว่า งานแบบนี้มีอยู่มากในโลกงานวิชาการไทยปัจจุบัน
ครับ
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
21 พฤศจิกายน 2548
|