|
วันเด็กไร้สัญชาติปี
4 กับติดแดนปลอดสัญชาติ
หมู่บ้านนอกแผนที่ประเทศไทย คำนี้อาจทำให้ใครหลายคนรู้สึกมึนงง
ไม่เข้าใจว่ายังมีเรื่องประหลาดแบบนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ แท้จริงก็คือหมู่บ้านที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยมายาวนาน
แต่ปัจจุบันกลายเป็นหมู่บ้านที่ถือว่าตกสำรวจจากทางราชการอยู่
ไม่มีรายงานข้อมูลประชากรที่ชัดเจน ซ้ำยังไม่ได้รับการบริการขั้นพื้นฐานจากภาครัฐอย่างพอเพียง
ผู้คนที่อยู่ในหมู่บ้านเหล่านี้จึงเป็น บุคคลไร้สัญชาติหรือไม่มีสถานะทางทะเบียน
วันเด็กไร้สัญชาติปี 2549 นี้ เดินทางเข้าสู่ปีที่ 4 ถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชน
กลุ่มคนตามแนวชายแดนและชุมชนที่ไร้สัญชาติ ไม่มีโอกาสเข้าร่วมงานวันเด็กแห่งชาติที่รัฐบาลกำหนด
ด้วยเงื่อนไขตกเป็นคนไร้สัญชาติ สถานที่จัดงานในปีนี้คือ ศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชนชาวเขา
อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน สบเมยเป็นอำเภอที่กว้างใหญ่เท่ากับปทุมธานีทั้งจังหวัด
ภายใต้อ้อมกอดของขุนเขานี้กลับมีผู้ไร้สัญชาติอยู่เป็นจำนวนมาก
จากตัวเลขของจังหวัดยืนยันว่าแม่ฮ่องสอนมีถึง 150,000 คน มีกลุ่มผู้ถือบัตรสีต่างๆ
เช่นสีฟ้า สีเขียวขอบแดง สีส้ม สีชมพู ส่วนที่ 2 คือรุ่นลูกของบุคคลที่ถือบัตรสีต่างๆ
ส่วนที่ 3 คือบุคคลที่ตกสำรวจแต่มีถิ่นฐานอยู่ในประเทศไทย เช่น
บ้านแม่ดึ๊ บ้านท่าเรือ บ้านแม่สามแลบ เป็นต้น

ที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ เยาวชนที่กำลังเติบโตขึ้นมาแทนคนรุ่นพ่อรุ่นแม่นั้น
กลับมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วยเหตุผลตกการสำรวจจากภาครัฐ เด็กที่ไม่มีสัญชาติไทยเหล่านี้
หมายถึง เด็กที่ไม่มีสูติบัตรและทะเบียนบ้านของบุคคลที่มีสัญชาติไทย
(ท.ร.14) หรือมีทะเบียนประวัติชนกลุ่มน้อย ทะเบียนสำรวจ
บัญชีบุคคลในบ้าน บัตรประจำตัวชนกลุ่มน้อยหรือหนังสือรับรองการเกิดที่ทางราชการออกให้
และเอกสารอื่นๆเป็นต้น พวกเขาจึงไม่มีสัญชาติไทยด้วยประการทั้งปวง
หมู่บ้านนอกแผนที่ประเทศไทยที่มีปัญหาอันดับต้นๆ คือ
บ้านท่าเรือ
ชุมชนลุ่มน้ำยวม อ้อมกอดขุนเขา ที่แวดล้อมไปด้วยเหมืองแร่และบ้านกะเหรี่ยงอีก
3-4 หมู่บ้าน มีน้ำตกตามทาง ตั้งอยู่ที่หมู่ 8 ต.สบเมย อ.สบเมย
จ. แม่ฮ่องสอน เป็นหมู่บ้านสาขาของ บ้านห้วยไชยยงค์ บ้านท่าเรือตั้งมาได้ประมาณ
30 กว่าปี นำโดย นายลายีน เป็นชุมชนเล็กๆ ตั้งอยู่ริมน้ำเงา
ผู้ปกครองเด็กส่วนใหญ่เป็นคนที่อพยพมาจากประเทศพม่า เข้ามารับจ้างทำเหมืองแร่
เมื่อมีการปิดสัมปทานเหมืองแร่ ชาวบ้านกลุ่มนี้ก็ได้เฝ้าดูแลเหมืองแร่ต่างๆ
ต่อมาก็มีประชากรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆแต่ว่าไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปดูแล
จนกระทั่งปี 2542 ทางกรมการปกครองได้เข้าไปสำรวจภายใต้โครงการมิยาซาวา
ชาวบ้านได้รับบัตรเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2546 ซึ่งเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ชาวบ้านถือ
แต่ยังมีอีกหลายคนที่ยังตกสำรวจ เนื่องจากออกไปเรียน และออกไปทำงานนอกชุมชน
บ้านท่าเรือมีประชากรเด็กและผู้ปกครอง ประมาณ 96 คน จำนวน 21
หลังคาเรือน มีผู้ถือบัตรสีฟ้า 1 คน และบัตรสีเขียวขอบแดงที่อยู่ระหว่างยื่นขอสถานะ
54 คน
บ้านแม่ดึ๊ ลัดเลาะขุนเขา
สองฝั่งไทยและพม่า หมู่บ้านนี้ตั้งมาได้ประมาณ
20 กว่าปี ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่อพยพหนีภัยสงครามมาจากฝั่งพม่า
ชุมชนลุ่มน้ำสาละวินแห่งนี้ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขา ชื่อ
แม่ดึ๊ ตั้งตามลักษณะลำห้วยที่ไหลผ่านหมู่บ้านอย่างขุนข้น
ชาวบ้านนับถือศาสนาพุทธและคริสต์ มีประชากรเด็กและผู้ปกครอง
จำนวน 87 คน จำนวน 19 หลังคาเรือน 26 ครอบครัว มีชาวบ้านเพียง
2 คนที่ได้รับบัตรสีเขียวขอบแดง นอกนั้นยังไร้สัญชาติและรอการพิสูจน์สถานะจากหน่วยงานรัฐ
แม่ดึ๊เป็นที่รู้จักมากขึ้นเมื่อมีกลุ่มจิตอาสาเข้ามาสร้างโรงเรียนและสำรวจข้อมูลขั้นพื้นฐานเมื่อเดือนตุลาคม
ปี2548ที่ผ่านมา การมาเยือนแม่ดึ๊จะได้พบกับความตื่นเต้นจากการนั่งเรือเลาะขุนเขา
เดินทางโดยรถยนต์ประมาณ 1 ชั่วโมง ไปต่อเรือนั่งทวนกระสน้ำสาละวินอีก
2 ชั่วโมงครึ่งก็จะพบหมู่บ้านริมน้ำแห่งนี้
บ้านแม่เว่ยโพคี ดินแดนพระเจ้าตาก
แต่ปลอดสัญชาติ ตากเป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ติดกับแม่ฮ่องสอน
แม่เว่ยโพคีเป็นชุมชนเล็กๆ และเป็นหย่อมบ้านของบ้านแม่อมกิ หมู่
4 ต.แม่วะหลวง อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ตั้งมาได้ประมาณ 20 กว่าปี
หมู่บ้านนี้ไม่มีผู้นำที่เป็นทางการ ไม่มีหน่วยงานใดเข้าไปดูแลทั้งๆ
ที่ตั้งหมู่บ้านติดกับเส้นทางหลวง เป็นหมู่บ้านที่ถูกลืม เด็กในชุมชนไม่ได้เรียนหนังสือ
ชาวบ้านส่วนใหญ่พูดภาษาไทยไม่ได้ และส่วนหนึ่งยังไม่มีสัญชาติ
ชาวบ้านมีอาชีพทำไร่หมุนเวียน นับถือศาสนาพุทธ ปัจจุบันมี นายดิ๊กัวะ
เทียมพิมานคีรี เป็นผู้นำที่ชาวบ้านนับถือ และคอยดูแลชาวบ้านในชุมชน
ธรรมชาติที่นี่ดีมาก มีอากาศหนาวเย็น อยู่ห่างจากศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชนที่สบเมย
จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 51 กิโลเมตร มีประชากรเด็กและผู้ปกครองประมาณ
70 คน จำนวน 15 หลังคาเรือน ชาวบ้านอีก 25 คนยังไม่มีสัญชาติ

นายสุรพงษ์ กองจันทึก

นายสันติพงษ์ มูลฟอง

นางสาวมึดา นาวานารถ |
ทางด้านสภาทนายความ ถือเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่เข้ามาช่วยเหลือให้คำปรึกษาด้านกฎหมายสัญชาติ
นายสุรพงษ์ กองจันทึก สภาทนายความ กล่าวว่า
เด็กคือผู้บริสุทธิ์ ไม่ว่าเกิดที่ไหนก็ไม่มีความผิด ไม่ว่าเขาจะมีสัญชาติหรือไม่ก็ตาม
เราต้องดูแลผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ให้มีคุณภาพเพื่อเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ
ประการแรกต้องช่วยทำให้เขาเป็นคนที่ถูกต้องตามกฎหมาย เด็กต้องได้เรียนตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ
ปี 2548 ถึงระดับการศึกษาขั้นสูงสุดของประเทศไทย นั่นคือปริญญาเอก
และมีเงินอุดหนุนทางการศึกษาเหมือนเด็กไทยทุกอย่าง โดยในวุฒิบัตรจะไม่มีการปั๊มตัวแดงกรณีเด็กไม่มีทะเบียนราษฏร์
เพื่อให้เขาได้รับโอกาสในขั้นต่อไป ผมอยากบอกกับเด็กทุกคนว่า
สมัยนี้ถ้าไม่เรียนจะไม่ได้สัญชาติ ถ้าไม่เรียนจะเดินทางลำบาก
ไม่เรียนจะยากจน แต่ถ้าเรียนชีวิตทุกอย่างจะดีขึ้น
นายสันติพงษ์ มูลฟอง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเครือข่ายเด็กและชุมชน
กล่าวว่า ที่ผ่านมาแทบจะไม่มีใครมาสนใจประเด็นปัญหาของเด็กไร้สัญชาติ
หลังจากที่หน่วยงานของเราเข้าไปทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชน พบว่ายังมีบุคคลที่ตกสำรวจอีกมาก
ตั้งแต่มีระเบียบการให้สถานะบุคคลปี 2543 ออกมา ทำให้นักกฎหมาย
อย่างสภาทนายความ นักสิทธิมนุษยชนและหน่วยงานอื่นๆเข้ามามีส่วนร่วมมากมาย
การทำงานก็มีทั้งเชิงรุก เช่นการสำรวจ การให้ความรู้สิทธิแก่บุคคลไร้สัญชาติ
อันต่อมาคือ การรณรงค์ในด้านเผยแพร่ข่าวสาร ตรงจุดนี้ทำให้สังคมไทยได้เล็งเห็นผลกระทบ
ทั้งคนที่ไร้สัญชาติเองและผู้ที่ต้องสัมผัสโดยตรงอย่างนายจ้างเกิดการตื่นตัว
หลังจากทำงานก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบาย เช่น มียุทธศาสตร์การทำงานแก้ไขเรื่องสถานะบุคคลและสัญชาติ
เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างนักกฎหมาย กรมการปกครอง สมาชิกวุฒิสภา
องค์กรพัฒนาเอกชน จนกระทั่งมีมติ ครม.รองรับเมื่อวันที่ 18 มกราคม
พ.ศ.2548 และมีระเบียบการสำรวจบุคคลผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนออกมา
และมติ ครม. วันที่ 5 มกราคม 2548 ยังรองรับเรื่องการศึกษา การจัดสรรงบประมาณให้กับโรงเรียน
สถานศึกษาที่มีเด็กไร้สัญชาติสังกัดอยู่ สามารถขออนุญาตออกนอกพื้นที่ตามหลักสูตร
และผู้ที่เรียนจบระดับปริญญาตรีก็สามารถขอการมีสัญชาติได้ อย่างไรก็ตาม
มติ ครม.ยังได้ผ่อนผันให้ผู้ถือบัตรสีต่างๆอยู่ในประเทศไทยได้
จนกว่าจะพิสูจน์สถานะของตัวเองได้ ต่างกับเมื่อก่อนที่ขอได้ปีต่อปี
ถือเป็นโอกาสดีที่ รมต.มหาดไทย ที่เข้าใจปัญหาเรื่องคนไร้สัญชาติ
และมอบสัญชาติให้กับประชาชนจำนวน 13,827 คน และทำให้คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ได้ถือบัตรต่างด้าว
แสดงถึงการมีสถานะบุคคล ทั้งที่คำร้องเรื่องนี้ถูกทิ้งมาตั้งแต่ปี
2544 ถือว่าท่านได้ตัดสินใจที่ถูกแล้ว เพราะคำร้องได้ผ่านมากลั่นกองมาตั้งแต่ระดับชุมชน
อำเภอ จังหวัด กรมการปกครองและท่านคงศักดิ์ วันทนา เป็นบุคคลที่
5 ที่กลั่นกรองและอนุมัติ เรื่องนี้เป็นแง่บวกต่อประเทศชาติมาก
เพราะเมื่อประชาชนเป็นคนไทยเต็มร้อย เขาก็กลายเป็นผู้เฝ้าระวังปัญหาเหมือนกับคนไทยคนหนึ่ง
กรณีดังกล่าวเป็นการนำร่องที่ทำให้คำร้องอีกนับแสนฉบับได้รับการอนุมัติในขั้นต่อไป
อยากฝากถึงในระดับนโยบาย เพราะยังมีอีกหลายเรื่องที่สร้างปัญหาให้กับเด็ก
ในจำนวนนี้มีเด็กเพียง 3428 คนที่มีรายชื่อเสนอไปถึงคณะกรรมาธิการการศึกษา
ยังไม่รวมเด็กเล็กๆที่กระจัดกระจายไปทั่วจังหวัด เรื่องต่อไปคือ
บัตรประกันสุขภาพที่ต้องมีความครอบบคลุม ไม่กีดกันสิทธิ์ เรื่องการเร่งสำรวจให้บุคคลมีสถานะทางทะเบียน
เรื่องของการศึกษาที่ยังไม่ครอบคลุมไปถึงพัฒนาการ เช่นเรื่องกีฬา
ที่ยังไม่เปิดอิสระแก่เด็กไร้สัญชาติ สุดท้ายคือเรื่องกฎหมายในระดับกระทรวง
ทบวง กรมที่ยังขัดแย้งกันอยู่
นางสาวมึดา นาวานารถ นามสกุล นาวานารถ
ในวันนี้ยังไม่ได้รับการรับรองจากทางอำเภอ และถูกระบุในบัตรสีเขียวขอบแดงว่าเป็นเผ่าพม่า
ตอนนี้เธออายุ 19 ปี ยื่นขอสัญชาติไทยพร้อมกับชาวบ้านท่าเรือคนอื่นๆ
เป็นที่น่ายินดีที่ในปีหน้าเธอต้องรับบทบาทเป็นนักศึกษาใหม่
ภายใต้ความช่วยเหลือจากทางมหาวิทยาลัยพายัพ มึดา ฝากถึงผู้ใหญ่ใจดีว่า
วันเด็กปีนี้อยากให้ผู้ใหญ่ทุกท่าน
โปรดหันมาให้ความสำคัญกับปัญหาเด็กไร้สัญชาติ อยากให้รัฐบาลรับบทบาทเป็นผู้ค้ำประกันทุนการศึกษาให้กับเด็กทุกคน
ให้เขาได้รับสิทธิการรักษาพยาบาล ขณะนี้พ่อของหนูกำลังป่วย ทำได้เพียงร้องขอใช้สิทธิของความเป็นมนุษย์ในการรักษาเท่านั้น
อยากให้คนไร้สัญชาติได้รับสิทธิการรักษาเหมือนกับคนอื่นๆ อยากให้เร่งดำเนินการคุ้มครองผู้ที่ยังไร้สัญชาติ
ไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ คิดว่าสัญชาติจะกำหนดสิทธิต่างๆให้กับทุกคนได้
ขอขอบคุณ รมต.กระทรวงมหาดไทย ท่านคงศักดิ์ วันทนา ที่ให้โอกาสคนไร้สัญชาติอีกนับหมื่นชีวิต
ท่านทำให้พวกเขาได้สมหวังกับการเป็นคนไทยเต็มร้อย ได้รับการยอมรับจากคนในสังคม
ถึงแม้ครั้งนี้จะมีชื่อของหนูอยู่หรือไม่ก็ตาม แต่ขอยินดีและเป็นแรงใจให้คนไร้สัญชาติคนอื่นๆได้สู้ต่อไป
ในนามเด็กไร้สัญชาติ ขอสัญญาว่า หนูจะทำคุณประโยชน์ต่อแผ่นดินเกิดจนกว่าชีวิตจะหาไม่
 
สีสันของงานวันเด็กไร้สัญชาติในปีนี้ มีการเปิดคลินิกกฎหมาย
เพื่อทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนและติดตามสถานการณ์ปัญหาร่วมกัน
โดยแบ่งเป็น 7 กลุ่มตามสีของบัตรแสดงสถานะบุคคล ที่มีสีสันมากกว่านั้นคือ
มีกลุ่มผู้ที่จูงมือกันมาปรึกษาเรื่องการจดทะเบียนสมรสเพื่อขอสัญชาติตามสามี
สิ่งนี้จะทำให้มีทะเบียนสมรสชอบด้วยกฎหมาย และยังเป็นสิ่งที่ช่วยสกัดกั้นไม่ให้มีเด็กไร้สัญชาติได้อีกทางหนึ่ง
แม้ว่าในอดีตเราคิดถึงความมั่นคงของชาติเป็นหลักใหญ่ แต่ในแง่สิทธิมนุษยชนแล้ว
ความมั่นคงของมนุษย์ต้องมาก่อน บัดนั้นความมั่นคงของชาติก็จะตามมา

จดหมายถึงนายก
เรียน พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่เคารพ สวัสดีปีใหม่ค่ะ
ดิฉันนางสาว ณัฐกานต์ ไม่มีชื่อนามสกุล ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่
2 โรงเรียนบ้านสบเมยวิทยาคม อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
บิดาชื่อนายศรีนวล มารดาชื่อนางแฮทู ทั้งสองคนไม่มีชื่อสกุลเช่นกัน
มีอาชีพรับจ้างฐานะพอมีพอกินไปวันๆ ท่านนายกผู้บริหารจัดการประเทศซึ่งได้สร้างผลงาน
ได้พัฒนาอะไรหลายๆอย่างให้กับประเทศ และเป็นพรรครัฐบาลพรรคแรกที่สามารถดำรงตำแหน่งครบวาระ
ที่กฎหมายรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งก็ได้พาประเทศไทยก้าวหน้าไปหลายก้าวแล้ว
และเป็นพรรคแรกที่สามารถครองตำแหน่งได้ 2 สมัย คงเป็นเพราะท่านที่มีความสามารถยิ่งนัก
วันเด็กแห่งชาติเป็นวันที่เด็กๆ ตั้งหน้าตั้งตารอคอย
เพราะเป็นวันที่เด็กๆสนุกสนาน ได้รับความดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษจากผู้ใหญ่ทุกปี
คือวันนี้แหละ ซึ่งเด็กๆจะถือว่าเป็นโลกแห่งความสุขที่เด็กตัวน้อยๆ
ไร้เดียงสาได้สัมผัสกัน แต่หารู้ไม่ว่า ยังมีเด็กน้อยๆที่ยังไม่รู้ว่าหน้าตาของวันเด็กแห่งชาตินั้นเป็นอย่างไร
พวกเขาไม่เคยได้รับความสุข ร่าเริง สนุกสนาน รอยยิ้มจากงานดังกล่าวเลย
เพราะว่าเด็กเหล่านั้นเป็นเด็กที่ไร้สัญชาติ เลยขาดโอกาส
ถูกกีดกัน กลายเป็นส่วนเกินที่สังคมไม่ยอมรับ ไม่ต้องการ
ทำไมหละพวกเขาก็เป็นคนมีชีวิตจิตใจ ไม่ใช่เดียรัจฉาน พวกเขาก็เป็นคนที่มีศักดิ์ศรี
ซึ่งพวกเขาเองก็ใช่ว่าจะใช้ลมหายใจน้อยกว่าพวกท่าน มนุษย์ทุกคนมีความเสมอภาคกันหมด
เพียงแต่ให้เราเข้าใจกาลเทศะ และระดับของตน ไม่ใช่ใจแบ่งแยกชนชั้น
วรรณะ หรือที่พวกเขาถูกเลือกปฏิบัติ เป็นเพราะพวกเขามีความแตกต่างระหว่างสถานะของตัวบุคคล
ดิฉันคิดว่าพวกเขาเองไม่ตั้งใจจะเกิดมาเป็นคนไร้สัญชาติ
แต่ทำอย่างไรได้ละค่ะ ชีวิตเลือกเกิดไม่ได้
ดิฉันดีใจมากที่ได้มีการจัดงานวันเด็กไร้สัญชาติ นี่ก็เป็นครั้งที่
4 แล้ว ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กน้อยอย่างพวกเขาได้เข้ามามีส่วนร่วม
สนุกสนานตามประสาเด็กๆ เด็กๆเหล่านี้ไม่รู้หรอกว่า วันหน้าชีวิตจะไปพบอะไรบ้าง
บางทีพวกเขาอาจเจอปัญหาที่ผู้ใหญ่เคยประสบมา ไม่ว่าจะเป็นการถูกล่วงละเมิดสิทธิ
ถูกข่มเหงรังแก กีดกัน เอาเปรียบ ดูถูก ซึ่งปัญหาเหล่านี้พวกเขาจะฟันฝ่าเส้นทางที่เต็มไปด้วยขวากหนามได้หรือไม่นั้นก็ยังไม่รู้เลย
เมื่อไหร่ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปเสียที
ดิฉันเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่มีชีวิตจิตใจ สำนึกและศักดิ์ศรีของความเป็นคน
และทุกๆวันก็ใช้อากาศหายใจไม่น้อยกว่าคนอื่น และมี 24
ชั่วโมงเหมือนกับคนอื่น ธรรมดาของมนุษย์ที่เกิดมาต่างก็อยากจะประสบความสำเร็จในชีวิต
และใฝ่ฝันอยากเป็นสิ่งที่ตนปรารถนา สำหรับดิฉันนั้นอยากจะเรียนรู้ด้านกฎหมาย
เพื่อก้าวเข้าสู่ การเป็นนักกฎหมายที่พร้อมจะกลับไปแก้ไขปัญหาในชุมชนได้อย่างมั่นใจ
แต่สังคมจะเปิดโอกาสให้กับดิฉันบ้างหรือเปล่า อย่างน้อยๆก็น่าจะให้ดิฉันได้เรียนเพื่อกลับไปทดแทนถิ่นที่เกิดซึ่งให้อาศัย
ก่อให้เกิดปัจจัยสี่อย่างแผ่นดินเกิดของดิฉันที่แสนอบอุ่นและปลอดภัย
นางสาว ณัฐกานต์ ไม่มีชื่อนามสกุล
|
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
4 มกราคม 2549
|