|
เยาวชนวังลุง
: ทัศนะของต้นธารปฏิวัติแห่งเทือกเขาหลวง (2)
ลุงจะมาเล่าเรื่องประสบการณ์
เมื่อหลายปีมาแล้ว ครั้งนั้น เราเกิดต่อสู้กันทางความคิด
เมื่อเราเกิดการต่อสู้กันทางความคิด เราก็เกิดการตั้งกลุ่มกันขึ้นมาต่อสู้
เพราะเรามองเห็นว่ารัฐนั้น เขามาทำอะไรกับเรา ตอนแรกๆ
บ้านวังลุงก็มีนักคิดอยู่ 9 คน 10 คน เมื่อเกิดขึ้นแล้ว
เราก็ให้การศึกษาว่าเราจะอยู่หรือทำอย่างไร ในเมื่อเราตัดสินใจสู้แล้ว
และในยุคนั้นทางรัฐล้อมปราบหนักมาก ภารกิจเราคือฝึกฝนคนและส่งเข้าป่า
ในช่วงหลังๆ
ทางราชการก็ปราบหนักจนเราไม่สามารถทำอะไร ได้ ทั้งข้างบน
ทั้งข้างล่าง ในสถานการณ์เช่นนั้น เราก็คิดเหมือนกันนะว่า
ไม่รู้จะสู้ได้หรือไม่ได้ แต่อย่างหนึ่งที่เราทำแล้วก่อประโยชน์
คือการให้การศึกษาแก่ชาวบ้าน ว่าสิ่งที่รัฐทำ อะไรผิด
อะไรถูก แล้วเราอยู่ เราต่อสู้ เราชนะหรือไม่ชนะ
ตอนนั้น ทหารนับพันมาล้อมยิงเรา
ซึ่งเป็นช่วงที่เราตกทุกข์ได้ยากมากที่สุด จะลงไปเอาเสบียงก็ยาก
เราหาข้าวหามันกินปะทังวันๆ คิดว่าอาหารกินในตอนนั้น ข้าว
1 กระป๋องนม เรากินกัน 4 - 5 คน ผสมกับหัวมันเอา เพราะไม่ว่าจะยังไงเราก็ตัดสินใจสู้ให้ได้
ตัวผมต่อสู้ทำงานจัดตั้งอยู่ 7- 8 ปี จึงได้ออกมาจากป่าตอนประกาศนโยบาย
66/2523 จึงได้ออกมา
สาเหตุที่ต้องสู้เพราะมันทนไม่ไหว
ยิ่งทางการราชการรู้ว่าใครเข้าร่วมกับพรรค พ่อแม่ลูกเมีย
ถูกราชการจับหมด มันจึงยิ่งแค้นมากขึ้น และได้เกิดการต่อสู้เพราะจุดมุ่งหมายของพรรคกับจุดมุ่งหมายของรัฐมันต่างกัน
ชีวิตในนั้น มีการแบ่งงานใครมีความคิดชัดเจน
ทำงานยืนหยัดชัดเจนมวลชนจัดตั้ง ให้การศึกษา ส่วนใครที่ไม่ชัดทำงานส่วนฝ่ายเศรษฐกิจ
หาผัก หาปลา หาอาหาร อีกฝ่ายคือฝ่ายทหาร ผมเดินทางไปจัดตั้งตามหมู่บ้านต่างๆ
ไปทั่ว
ในยุคนั้น โจรผู้ร้าย อะไรๆ เยอะมาก
เอาแค่ขี้ยางพารา ยังเอามาตั้งไว้ไม่ได้ โดนขโมยหมด จนชาวบ้านไม่รู้จะทำยังไงแล้ว
ในสมัยนั้น จึงเข้าป่าต่อสู้เพื่อหวังจะเปลี่ยนแปลงสังคม
ซึ่งผม 2 คน ผัวเมียค่าหัวหลายหมื่นบาทจากทางราชการ ผมมาถูกจับตอนเข้าเมืองนี้เอง
อาจเป็นเพราะอยู่ป่านานพอเข้าเมืองก็เลยถูกจับได้ง่ายๆ
ซึ่งก็ยอมให้จับเพราะสถานการณ์มันคลี่คลายไปแล้ว
ลุงจำนง บุญสนอง
27 มี.ค.2548 |
ชุดประสบการณ์การต่อสู้ทางการเมืองในเขตป่าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์
และประสบการณ์การต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรธรรมชาติซึ่งยาวนานกว่า
1 ทศวรรษ และภูมิปัญญาอันลุ่มลึกในการเข้าใจรากฐานทางวัฒนธรรม
เข้าใจวิถีการผลิตของชุมชน ได้กลายมาเป็นทั้งประวัติศาสตร์ของชุมชน
และเป็นกระบวนการเรียนรู้แก่สมาชิกในชุมชน ที่สำคัญกำลังถูกพัฒนามาสู่ต้นแบบกระบวนการพัฒนาทางสำนึกให้แก่เยาวชน
ผ่านกิจกรรมค่าย ของกลุ่มเยาวชนชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบ้านวังลุง
ต.ทอนหงส์ อ.พรมคีรี นครศรีธรรมราช

เรื่องราวความสนุกสนาน ที่เด็กๆ กำลังรับฟังประสบการณ์ของ ลุงจำนง
บุญสนอง ฝ่ายปลุกจิตสำนึก ชมรมอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติบ้านวังลุง
และอดีตนักต่อสู้ในเขตป่า
ลุงจำนง ได้เผยมุมมองวิพากษ์วิจารณ์ พร้อมทั้งเสนอแนะกลวิธีในเชิงความคิดเกี่ยวกับกิจกรรมค่ายเยาวชน
ที่ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดและกลุ่มโรงเรียนในเขตจังหวัดนครศรีธรรมราช
ว่า ก่อนอื่นไม่เห็นด้วยมากนัก ที่รัฐเข้ามาแทรกแซง กำหนดกระบวนการเรียนรู้ของเยาวชน
ของชุมชน แต่ถึงกระนั้น ตนก็คิดว่าองค์กรชุมชนวางไม่ได้ต้องเข้าไปแทรกในกระบวนการเหล่านี้ให้ได้
คือถ้าเรามาพูด
มามองปัญหาแบบลึกๆ เช่น ทำไมเขาต้องการสนับสนุน หรือช่วยเหลือการท่องเที่ยวมากที่สุด
เพราะพอการท่องเที่ยวเดินไปได้ ก็จะเข้าไปในโรงเรียนโรงเรียนซึ่งโรงเรียนก็รับช่วงต่อ
แล้วก็ให้เอาเยาวชนไปออกค่าย นี่เรามารับช่วงต่อ แล้วเยาวชนจะได้อะไรไปมั่ง
นี่มาลองคิดดู ตรงจุดนี้ให้มาก เพื่ออะไร ? เพื่อใคร ? นี้คือปลายเหตุ
นี่เป็นกระบวนการมาจัดการที่ปลายเหตุ แล้วต้นตอปัญหาคืออะไร
ผลประโยชน์อะไรเกิดขึ้นมั่ง เราต้องคิดตรงนี้ให้มาก
ลุงกำลังคิดทบทวนกับเพื่อนๆ หลายๆ คนว่า
งานที่ผ่านๆ มา แม้แต่กับเยาวชนส่วนใหญ่เราทำงานด้านกว้างกันมาก
แต่งานด้านลึกนั้นไม่มี เราขาดงานด้านลึก ด้านลึกที่ว่านั่นก็คือ
เราต้องพยายามเน้นการให้การศึกษาให้มาก กิจกรรมบันเทิง กิจกรรมเชิงรูปแบบอยากให้ลดให้น้อยลง
มาเน้นการศึกษาให้มาก
ที่เห็นตอนนี้มันเป็นระบบ เป็นแบบของราชการมากเกินไป
ซึ่งเราไปคัดค้านก็คงยาก ดังนั้นเราต้องมาคิดกันว่าจะทำกันแบบไหน
วันนี้เราจึงมารวมตัวกันคิดวิเคราะห์ มานั่งคุยกันว่าจะปรับกันแบบไหน
เพื่อให้เกิดการเรียนรู้แบบลึกซึ้งและเข้าใจชุมชน หรือมีจิตสำนึกที่ชุมชนเองเป็นผู้ครอบงำไม่ใช่รัฐ
ผมคิดว่า
กิจกรรมแบบนี้ไม่ได้อะไรมาก สิ่งสำคัญคือต้องให้พื้นที่แก่กระบวนการของชุมชน
มาเน้นหนักในกลุ่มชุมชน และกลุ่มชุมชนมีบทบาทได้ถ่ายทอดการเรียนรู้
เองด้วย
การทำงานกับเยาวชนนั้นสำคัญมาก ถ้าเราคิดว่า
เราอยากให้งานของเรานั้นสำเร็จบรรลุผลในอนาคตนะ แต่กิจกรรมแบบนี้เด็กๆ
มาได้แค่เล่น เพราะผมเคยถามว่า ตัวมานี่ได้อะไรมั่ง
เขาตอบว่าได้มาเล่น มาเที่ยว ตรงนี้เราต้องทบทวนครับ อีกอย่างเราต้องเห็นว่า
ระบบการศึกษา ที่กระทำผ่านค่าย กำลังฝึกสอนอะไร ให้กับเด็ก ๆ
อยู่ผมกำลังคิดว่า กิจกรรมแบบนี้เอง ที่ทวนกระแสชุมชนซึ่งไม่สอดคล้องกับสภาพวิถีชุมชน
อย่างเช่น เจ้านายที่นั่งอยู่ในกรุงเทพฯ จะเข้าใจได้อย่างไรว่าปัญหาวัฒนธรรมพื้นฐานของเราคืออะไร
ดังนั้น การที่เราปลุกให้เขาตื่น มาเข้าใจปัญหาวัฒนธรรมการทำมาหากินของเขา
คือกระบวนการที่สำคัญ
ความคิดของผมนั้น กลไกรัฐอย่าเข้าเข้ามาจัดการมาก
อาจจะมีบ้างสัก 30% - 40% แต่อย่ามาก และที่เราเข้ามาร่วมกระบวนด้วยนี้
ก็เพื่อมาหาจุดร่วมสงวนจุดต่างของเรา จุดต่างของเราคือสิ่งที่เราคิด
ส่วนจุดร่วมเรามาหาด้วยกัน จุดมุ่งหมายของรัฐ คืออะไร เขาหาอะไร
เราหาอะไร ที่เป็นวิธีการของเรา เพื่อที่จะบรรลุจุดมุ่งหมายด้วยกัน
ดังนั้น เรากระบวนการเรามี 3 ระดับที่สำคัญคือ จุดมุ่งหมาย เป้าหมายและวิธีการ
แล้วมาดูงานนี้ ว่าวิธีการคืออะไร แล้วเป้าหมายคืออะไร
แล้วเขาทำอะไรเพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายของเขา
นี่แหละที่เราต้องแย่งชิงวิธีการมาให้ได้ อาจจะได้ไม่มาก 30-40%
ก็ยังดี อย่างเช่น เขาก็ให้โอกาสเราเข้าร่วมพูดคุยปัญหา เราก็พยายามเข้าไปคุยเพื่อให้เขามองเห็นทีละนิดๆ
เกี่ยวกับวิธีการของเรา
สำหรับคนทำงานเกี่ยวกับเยาวชน ผมอยากฝากเรื่องวิธีการตรงนี้
กับคนทำงานนะ ผมพยายามเสนอว่าทำอย่างไร คือให้เราพยายามหาปัญหาต่างๆ
ที่สอดคล้องและเราพยายามทำอย่างให้มันสอดคล้องกับวิถีชีวิตของเรา
ซึ่งเราจะได้กระจายออกไปได้ การที่เรามานั่งตรงนี้ เราต้องคิดก่อนเลยว่าเขา
คนนี้ใคร ? อยู่ที่ไหน? กำลังมาทำอะไร ? ทำอย่างไร ? และกับตัวเราก็ต้องถามด้วยว่า
เราคือใคร ? เราอยู่ที่ไหน ? กำลังทำอะไร ? นี่คือจุดมุ่งหมายของเรา
ถ้าเราคุยกันตรงนี้ได้ชัดเจน เราจะสามารถหาจุดร่วมสงวนจุดต่างได้ทันที
 
 
ทีมงาน
ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
6 พฤษภาคม 2548
|