|
น้ำ ในแนวคิดการจัดการของประชาชน
ปัญหาภัยแล้งที่สื่อมวลชนกำลังขยายภาพ ได้เปิดช่องให้รัฐบาลเร่งออกนโยบาย
ในเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับโครงการการจัดการน้ำ ทั้ง 25 ลุ่มน้ำ
ซึ่งตามแนวคิด พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี
และหัวหน้าพรรคไทยรักไทย เสนอแนวคิดและเสนอในเชิงนโยบายเชิงปฏิบัติไว้ในรายการวิทยุนายกฯ
พบประชาชน ทุกวันเสาร์
ในสถานการณ์นี้ น้ำ
กำลังเป็นทั้งปัญหาที่คนไทยเผชิญ และเป็นสื่อที่การเมืองใช้เป็นจุดขายนโยบายตลอดจนบทบาททางการเมือง
และ น้ำ ยังเป็นสนามการต่อสู้ของแนวคิดการจัดการน้ำ
ที่หลากหลายอีกด้วย ซึ่งหากมองบทบาทรัฐย่อมมีแนวทางค่อนข้างชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการจัดการน้ำ
คือเพื่อตอบสนองภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เป็นหลัก
ในอีกด้านหนึ่งของสถานการณ์ ขบวนการประชาชนที่พยายามขับเคลื่อนพลัง
ของประชาชนออกมาตามเวทีต่างๆ อย่างคึกคักเข้มแข็ง และเอาจริงเอาจังมาก
เกี่ยวกับแนวคิดการจัดการอย่างมีส่วนร่วมและตอบสนองความต้องการคนพื้นที่
ที่สำคัญเป็นการเสนอแนวทางการจัดการน้ำอย่างยั่งยืนด้วย ซึ่งเมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
ที่คณะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
หาดใหญ่ ได้จัดเวทีประชุมสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นประชาชน
กรณีการจัดระเบียบเพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ลุ่มน้ำทะเลสาบ
ซึ่งกำลังเผชิญหน้ากับโครงการจัดการขนาดใหญ่

รศ.ดร.สมบูรณ์ เจริญจิระตระกูล และทีมนักวิจัยได้เสนอ
ผลงานวิจัย สภาพปัญหาและแนวทางฟื้นฟูป่าต้นน้ำผ่านเวทีประชุม
ว่า สถานการณ์พื้นที่ป่าต้นน้ำแต่ละสายน้ำ ในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลากำลังเผชิญสภาพวิกฤติ
และส่งผลกระทบถึงประชาชนที่ใช้น้ำริมสองฝั่งคลอง และกระทบไปตลอดถึงระบบนิเวศในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาอีกด้วย
โดยเฉพาะปัญหาการทำลายพื้นที่ป่าซึ่งทำให้ลดลงมาก แต่ในขณะบางพื้นที่ที่
ประชาชนดูแลการดูแลจัดการป่าต้นน้ำ กลับพบว่ามีป่าเพิ่มขึ้น
(ตารางดังนี้)
ขนาดพื้นที่ป่าต้นน้ำกับพื้นที่ลุ่มน้ำ
| พื้นที่ป่า |
สำรวจปี 2545 |
สำรวจปี 2528 |
พื้นที่ลุ่มน้ำ |
5.3 ล้านไร่ |
5.3 ล้านไร่ |
| พื้นที่ป่าไม้ |
0.7 ล้านไร่ |
1.2 ล้านไร่ |
| % ของลุ่มน้ำ |
12.4% |
22.1% |
พื้นที่ป่าต้นน้ำในลุ่มทะเลสาบสงขลา
ในการถูกบุกรุกแผ้วถางจนเปลี่ยนแปลงต่อปี (2534-2545)
| ป่าต้นน้ำเทือกเขาบรรทัด |
ป่าลดลง 4,131 ไร่ |
| ป่าต้นน้ำน้ำตกโตนงาช้าง่ |
ป่าลดลง 5,469 ไร |
| ป่าต้นน้ำเขาน้ำค้าง |
* ป่าเพิ่มขึ้น 1,091 ไร่ |
| รวมพื้นที่ป่าต้นน้ำ่ |
ลดลง 8,509 ไร |
พื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำคลองลำแชง อ.รัตภูมิ
สงขลา
ผลจากศึกษาผลกระทบการลดลงของพื้นที่ป่าต้นน้ำ ในด้านทรัพยากรน้ำ
คือปริมาณน้ำ จะลดลง ในฤดูฝนก่อให้เกิดน้ำท่วม ในฤดูแล้งอาจขาดแคลนน้ำ
ปลาสูญพันธุ์ เกิดความขัดแย้งในชุมชนและในภาคการผลิตต่างๆ เนื่องจากแย่งชิงน้ำ
จนถึงกระทบเป็นปัญหาสังคม นอกจากนั้น ปัญหาจากน้ำจืดลดลงน้ำจะทำให้น้ำทะเลหนุนเข้ามาในทะเลสาบมากขึ้น
เป็นปัญหากระทบถึงระบบนิเวศ ในที่สุดประชาชนจะประสบปัญหาขาดน้ำอุปโภคบริโภคด้วย
ในกรณีปัญหาทางระบบนิเวศนั้น การทำลายป่าต้นน้ำก่อให้เกิดไหลของตะกอนทำให้น้ำในลำคลองตลอดจนทะเลสาบตื้นเขิน
และน้ำขุ่น ดังนั้น ปัญหาพื้นที่ป่าลดลง ความหลากหลายของระบบนิเวศก็ลดลงด้วย
ส่วนสาเหตุของการลดลงของพื้นที่ป่าต้นน้ำนั้น รศ.ดร.สมบูรณ์ได้วิเคราะห์ไว้หลายสาเหตุ
อาทิ
1.
เกิดจากการสร้างถนนเข้าเขตป่า เพื่อลำเลียงไม้ในอดีต
2. เกิดโครงการสร้างอ่างเก็บน้ำ ซึ่งกำลังถูกผลักดันออกมาจำนวนมากในพื้นที่ป่าต้นน้ำภาคใต้ในปัจจุบัน
3. เกิดจากการประสานงาน รัฐ กับ รัฐ และ รัฐ กับ ประชาชน
ไม่มีประสิทธิภาพ ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาการทำลายป่าต้นน้ำ
ขาดความร่วมมือกันอย่างจริงจัง
4. เจ้าหน้าที่ขาดจิตสำนึก ความรับผิดชอบในหน้าที่
5. ขาดกำลังคนและงบประมาณ เช่น อุทยานแห่งชาติเขาปู่เขาย่า
มีงบประมาณเพียง 4 แสนกว่าบาทเท่านั้น และขาดงบประมาณสนับสนุนภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมจัดการ
6. ภาคประชาชนขาดจิตสำนึกในการร่วมกันอนุรักษ์ดูแลจัดการ
7. ขบวนการมอดไม้ ที่ใช้วิธีแปรรูปไม้มาสร้างบ้านแล้วประกาศขาย
8. นายทุนใช้ช้างบุกรุกป่า
9. ผู้มีอิทธิพลบุกรุกป่า กรณีการสร้างอ่างเก็บน้ำที่กำลังเร่งดำเนินการขณะนี้นั้น
งานวิจัยชิ้นนี้ยืนยันว่า ทำให้ป่าต้นน้ำเสียหายมากเช่นกัน
เพราะ หนึ่ง การตัดไม้นอกเขตอ่างมาสวมตอ สอง การบุกรุกแผ้วถางป่า
ไว้เก็บค่าผลอาสิน หรือค่าเวนคืนที่ดิน และสาม เกิดแรงกดดันทำให้ชาวบ้านหาที่ทำกินใหม่
เป็นต้น
10. การอนุรักษ์ของชาวบ้านอ่อนแอ ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ
11. การประกาศเขตอนุรักษ์ทับที่ทำกินของชาวบ้าน และมาจากนโยบายแปลงสินทรัพย์เป็นทุนของรัฐบาล
เช่น กรณี มติ ครม. ที่ยกประโยชน์ที่ดิน
(ให้เอกสารสิทธิ์) ทำให้ชาวบ้านบุกรุกป่ามากขึ้น
|
รศ.ดร.สมบูรณ์ ได้เสนอแนวทางในการแก้ไขปัญหาอย่างหลากหลาย มี
6 แนวทาง 19 มาตรการ และ 24 โครงการ อาทิ
มาตรการที่ 1 จัดทำแนวเขตป่าอนุรักษ์ที่ยังไม่ได้
มีผืนที่ทำกินของราษฎรให้ชัดเจน
มาตรการที่ 2 กันพื้นที่ทำกินของราษฎร ก่อนกฎหมายประกาศเขตป่าอนุรักษ์
คือราษฎรทำกินมาก่อนปี 2525
มาตรการที่ 3 แก้ไขกฎหมาย มติ ครม. ที่ไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ
แก้ไขคำนิยาม ความหมายป่า ที่ว่าง ซึ่งไม่มีเจ้าของนั้นไม่มี
เพราะ 90% เป็นพื้นที่ป่ายางพาราของชาวบ้าน
มาตรการที่ 4 ทบทวนนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะ การสำรวจความต้องการชาวบ้าน
สร้างทางเลือกด้านอาชีพ ทบทวนรูปแบบการผลิต ทบทวนการสร้างอ่างเก็บน้ำ
และเงื่อนไขอื่นๆ ที่ทำให้ป่าหมด
มาตรการที่ 5 สร้างอาชีพนอกภาคเกษตร ให้ชุมริมป่า
ส่วนแนวทาง นั้นก็มีหลายแนวทาง อาทิเช่น แนวทางแรก ฟื้นฟูสภาพป่าให้สมบูรณ์
โดยผลักดันกิจกรรมต่างๆ เช่น บวชป่า ปลูกป่า เพาะกล้าพันธุ์ไม้แจก
เป็นต้น แนวที่สอง พัฒนารูปแบบการผลิต ที่เกื้อกูลต่อระบบนิเวศ
เช่น ปลูกยางแบบเชิงอนุรักษ์ เป็นต้น
ในด้านความคิดของประชาชนที่เข้าร่วมเวทีประชุมรับฟัง อาทิ นฤทธิ์
ดวงสุวรรณ นักวิจัยเกี่ยวกับทะเลสาบได้เสนอแนวทางว่า
ข้อเสนอเรื่องป่าต้นน้ำ มีประโยชน์ต่อชุมชนกับลุ่มน้ำ แต่อยากย้ำถึงพื้นที่ที่องค์กรประชาชนดูแล
ปัจจุบันดูแลไปถึงไหนแล้ว และต้องทำอะไรต่อ ทำอย่างไร และใครต้องเข้ามาสนับสนุน
ในส่วนขององค์กรท้องถิ่นอย่าง อบต. สามารถทำบทบาทดูแลได้ดี
รัฐจึงน่าจะสนับสนุน เพราะในปัจจุบันมีข้อจำกัดมากในแต่ละพื้นที่
อีกอย่างกรมปกครอง กระทรวงหมาดไทย ต้องชัดเจนในการมีนโยบาย ให้
อบต. มีอำนาจชัดเจน ในการเป็นกลไกหนึ่งที่ ทำงานดูแลป่าในพื้นที่ด้วย
นายอำนวย บุญชู ตัวแทนชาวบ้านจาก อ.ป่าบอน
พัทลุง ย้ำว่า การจัดระเบียบป่าต้นน้ำ ชาวบ้านมีส่วนร่วมมาก
แต่ขาดงบประมาณ และอยากจะเชิญประชาชนในพื้นที่ไปมีส่วนร่วม ด้านหลักสูตรการศึกษา
ก็อยากให้รัฐสนับสนุน ส่วนอ่างเก็บน้ำไม่น่าจะเกิด ให้ใช้ประปาภูเขามีประโยชน์มากกว่า
ในส่วนการขับเคลื่อนมันอยู่ที่ชุมชนจะจัดการอย่างไร การทำลายป่าสมัยก่อนทำได้ยาก
ไม่มีประสิทธิภาพขาดเครื่องมือ ปัจจุบันเทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้ามาทำลายป่าหมด
เพราะรูปแบบการผลิตมันก็เปลี่ยนแปลงไปมาก เมื่อก่อนที่ดินมันมากใช่ว่าจะครอบครองหมด
ที่ดินเป็นแค่ที่ปลูกพืชยังชีพ ไม่เหมือนปัจจุบัน
ดังนั้น
ปัญหานี้ทุกภาคส่วนต้องมาช่วยกันแก้ไข จะให้ใครมารับผิดชอบฝ่ายเดียวไม่ได้
นอกจากนั้นการสร้างความรู้ ความเข้มแข็งให้กับเยาวชน คนรุ่นใหม่ๆ
ก็สำคัญ ในส่วนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผญบ. กำนัน เอามาให้หมด
มาร่วมมือมีบทบาทดูแลด้วย
นายวัน บุญจันทร์ จาก อ.ตะโหมด พัทลุง ก็เสนอด้วยว่า
รัฐเองที่มีส่วนทำลายป่าต้นน้ำ เช่น สร้างอ่างเก็บน้ำ จนชาวบ้านเริ่มตื่นตัวออกมาพิทักษ์ป่ากันมาก
กระนั้นก็ตามป่าจะอยู่ได้ไม่ใช่ฝีมือของใคร ทุกคนต้องมาช่วยกัน
ปลูกจิตสำนึกไม่ใช่ชาวบ้าน แต่ต้องทั้งหมด ทั้งระบบ ในส่วนภาครัฐต้องมาสำรวจ
หาข้อมูลความจริง ไม่ใช่รัฐมาซื้อที่ดินทำอ่างเก็บน้ำ อย่างปัจจุบัน
อีกอย่างต้องสร้างกระบวนการรับฟังเสียงประชาชน ให้มาก ว่าข้อเท็จจริงการสร้างอ่าง
นั้นมันขัดแย้งกัน มันทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน จนต้องออกมาเผชิญหน้ากับรัฐ
และผู้สนับสนุนฝ่ายรัฐ
ด้านตัวแทนพระ จากวัดเขาหญ้า อ.ศรีบรรพต พัทลุง
ซึ่งเสนอถึงการจัดการดูแลลำคลองว่า อาตมาโตมากับธรรมชาติ แม้ไปอยู่กรุงเทพฯ
เรียนหนังสือนาน ก็ยังคิดและอยากอยู่กับธรรมชาติ เพราะธรรมชาติมันสมดุลอยู่ในตัว
ปัจจุบันน้ำแห้งหมด เพราะไปลอกป่าสาคู ทำให้ไม่มีน้ำขัง อีกอย่างต้องให้การศึกษาระดับรากหญ้า
จะได้เข้าใจปัญหา อย่างคลองอู่ตะเภามาจากเขาน้ำค้าง มาจากต้นไม้
ป่าไม้
กับแนวทางการแก้ปัญหา
คิดว่าทั้งพระสงฆ์ องค์เจ้าต้องร่วมมือกัน เพราะลุ่มน้ำอู่ตะเภานั้นแห้งหมดแล้ว
อีกด้านหนึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะให้เงินเดือนชาวบ้านที่ดูแลป่า
แกจะได้มีเงินเลี้ยงครอบครัว ให้สัก 10 ปี ต้นไม้จะได้โตเป็นป่า
อย่างป่าต้นน้ำนี่ ก็ทำให้เหมือนเดิมได้ไหม ปลูกแซม ปลูกแล้วมารับเงินเดือน
ดูแลให้เป็นป่า รัฐบาลก็น่าจะมาจ่ายเงิน ส่วนชาวบ้านปลูกแล้วก็อพยพออกไปสิ
หรือถ้าจะอยู่ก็มาคุยกันว่าจะอยู่ยังไง
จากป่าต้นน้ำ สู่ทะเลสาบ มันยาวมาก น้ำไหลออกจากป่าจนแห้งหมด
ดังนั้น ถ้าพวกเราต้องการฟื้นฟูต้นน้ำ ริมคลองก็ปลูกให้เป็นป่าให้หมด
ถ้าชาวบ้านไม่มีที่ดินทำกิน ก็ให้รัฐบาลนั้นแหละรับผิดชอบ ออกกฎหมายไปดูแลเขา
มันต้องทำ ถ้าอยากให้สายน้ำมันมีอยู่
เรื่องการปลูกป่าริมคลอง ริมแม่น้ำ ต้องทำเพราะป่าจะได้ดูดซับน้ำ
ให้ได้มากๆ เรื่องนี้ไม่ได้ด่ารัฐ แต่รัฐต้องแก้ไข ต้องพัฒนาการปลูกป่า
รัฐต้องจ่ายเงินให้ ต้องหาเงินให้ ชาวบ้านจะได้มีเงินเลี้ยงลูกเลี้ยงเมียได้
หรือถ้าจะให้แกอยู่แบบบ้านเล็กในป่าใหญ่ก็ได้ ตามพระราชดำรัสของสมเด็จพระราชินี
ก็จัดการไป
เราพูดกันมาหลายปีแล้ว เราด่าคนอื่นไม่ได้แล้ว
กฎหมายก็มีแล้ว เอามาทำเสียที
ในทางน้ำไหล เราจะต้องทำฝ่ายน้ำล้น ตามระดับสูงต่ำของดิน เพื่อให้ชาวบ้านที่อยู่ตามระดับน้ำมีน้ำใช้
ส่วนบ้านเมืองก็ต้องมาดูแล จัดสรรให้เป็นธรรม ให้ได้ใช้ให้เพียงพอ
เราเกิดมาเป็นคน สำนึกถึงสิ่งเหล่านี้ เราต้องรักษาไว้ ไม่มีไม่ได้

พื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำเขาหัวช้าง อ.ตะโหมด
พัทลุง
ทีมงาน
ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
24 มีนาคม 2548
|