|
ยุทธวิธีประชาชนบทเรียนการต่อสู้เรื่องน้ำ
ขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน ที่ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นขบวนการที่สร้างสีสันให้แก่การเมืองในระบอบประชาธิปไตย
ในการผลักดัน ตรวจสอบ ตลอดจนคัดค้านโครงการของรัฐที่สร้างผลกระทบกับชีวิตประชาชน
ซึ่งนับว่าเป็นขบวนการที่ก่อคุณูปการมากมายให้แก่ประชาชนคนไทย
โดยเฉพาะเกี่ยวกับสิทธิชุมชน สิทธิของคนเล็กคนน้อย คนไร้อำนาจ
เป็นต้น

ปัจจุบันขบวนการเคลื่อนไหวภาคประชาชน กำลังถูกทำปิดฉากลง และกดให้เงียบหายจากบนถนนการเมือง
หายไปจากเวทีสื่อมวลชน และหายไปจากกระแสการเคลื่อนไหวทางสังคม
ถึงกระนั้นก็ตาม ในระดับภาพกว้างอาจจะลบเลือนไปจริง แต่ในระดับชุมชน
ในพื้นที่ที่ยังมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์ ยังก่อประโยชน์ได้ในทางเศรษฐกิจและขบวนการชาวบ้านยังอ่อนแอ
ที่นั่นจึงยังทำงาน เรียนรู้ เคลื่อนไหวและปฏิสัมพันธ์ต่อกันอยู่
โดยเฉพาะการเรียนรู้ในเชิงกระบวนการ อาทิ กระบวนการร้องเรียน
กระบวนการต่อสู้เคลื่อนไหว กระบวนการติดตามตรวจสอบ รวมทั้งจุดอ่อนจุดแข็งของนโยบายและกฎหมายที่บังคับใช้
ที่ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญในสถานการณ์ที่รัฐบาลทุนนิยมปัจจุบัน
เร่งขับเคลื่อนแนวทางการพัฒนามากมาย เพื่อตอบสนองการเติบโตทางเศรษฐกิจ
และยุทธศาสตร์หนึ่งที่สำคัญ ในการนำมาเอื้อประโยชน์แก่ภาคเศรษฐกิจอุตสาหกรรมได้
นั่นคือ ทรัพยากร โดยเฉพาะน้ำ ซึ่งในแผนพัฒนาภาคใต้ รัฐกำลังมีนโยบายรวบรวมแหล่งน้ำเพื่อน้ำมาจัดการอย่างมีประสิทธิภาพในการตอบสนองภาคเศรษฐกิตอุตสาหกรรม
ทำให้เกิดขบวนการชาวบ้าน ที่ไม่เห็นด้วยและพยายามเรียกร้องให้รัฐทบทวนแนวทางการจัดการน้ำ
เพื่อไปสู่ทิศทางการจัดการที่ยั่งยืน ลดผลกระทบและประชาชนมีส่วนร่วม
นายกำราบ
พานทอง หนึ่งในคณะกรรมการพัฒนาลุ่มทะเลสาบสงขลา
ฝ่ายประชาชน ได้กล่าวถึงกระบวนการต่างๆ กับชาวบ้านกรณี เขื่อนเขาพระ
และอ่างเก็บน้ำคลองลำแชง ต.เขาพระ อ.รัตภูมิ สงขลา ที่ซึ่งกำลังเคลื่อนไหว
และศึกษาวิจัยเพื่อเสนอทางเลือก ว่า
ขั้นตอนวันนี้เป็นขั้นตอนของเขา (กรมชลประทาน) ว่าทำอะไรไปมั้งแล้ว
เหมือนขั้นตอนการเสนอว่า ควรจะทำอะไรต่อ ผมคิดว่าเราต้องจัดทุกๆ
เวที เพราะสถานการณ์วันนี้คือสถานการณ์ตรวจสอบว่า การตัดสินใจสร้างหรือไม่สร้างอ่าง
เขาตัดสินใจกันอย่างไร ในแต่ละขั้นตอน ความเป็นมา การส่งเรื่องไปแต่ละขั้นตอน
ฝ่ายที่สนับสนุน สนับสนุนอะไรบ้างและจะทำอะไรต่อไป เราควรจะรู้
และวันนี้ภาคชาวบ้านเองต้องชัดเจน เช่นวันนี้ รู้แล้วว่าถ้าเขาจะทำต่อ
เขาจะทำอย่างไร เขาจะล่ารายชื่อคนที่สนับสนุนในพื้นที่ยังไง
จากนั้นก็ส่งเรื่องให้ป่าไม้ ให้ สปก. แต่ขั้นตอนเหล่านี้ถ้าเราสังเกตดู
ไม่รู้ว่าหมกเม็ด หรือเจตนา เราจะสามารถเข้าไปแทรกและเสนอได้
นอกจากนั้น เขาอาจจะก็มีการลัดขั้นตอนเพื่อเสนอโครงการ โดยตรง
เช่น กรณีชลประทานลงมาประชุม นั่นก็ถือว่าได้รับความเห็นในโครงการจากชาวบ้านแล้ว
ต่อมาว่า เขาอาจจะว่าจ้างบริษัทมาศึกษาความเป็นไปได้ ดังนั้น
ถือว่าสองขั้นตอนการขอโครงการผ่านแล้ว
ดังนั้น ถ้าเรารู้ขั้นตอนว่ารัฐเสนออะไรไปบ้างแล้ว และจะทำอะไรต่อไป
ในขบวนการของชาวบ้านเองก็ต้องรู้ว่าเราทำอะไรไปบ้างแล้ว เพราะถ้าเขาทำมา
20 ขั้นตอนแล้ว แล้วเราหล่ะ ทำอะไรไปบ้าง เราต้องทำในส่วนของเราด้วย
เช่น เราสำรวจหรือยัง สำรวจผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือยัง สำรวจอะไรอยู่ตรงไหน
ต่อมาก็ศึกษาวิจัยเรื่องสิทธิ์ ของเรา ศึกษาเรื่องทรัพยากรว่ามีอะไร
อย่างไร พอเราทำมาถึงขั้นตอนแบบนี้ ก็เอามาเปรียบเทียบดู ว่าต่างกันอย่างไร
ของเขาพอเขาเตรียมข้อมูลขออนุมัติ เราก็ต้องเตรียมข้อมูลไปยืนยัน
เพื่อให้ทันซึ่งกันและกัน มันเหมือนชิงไหวชิงพริบกัน
วันนี้เขาอาจจะบอกว่าไม่อนุมัติ แต่พอตอนเช้าก็อาจจะอนุมัติไปแล้วก็ได้
เพราะเราไม่รู้ ทำไมเราถึงโทรสอบถามตลอดเวลาเพราะพอเขาอนุมัติเสร็จ
เราทำอะไรไม่ค่อยได้แล้ว เรามัวแต่ตายใจว่า อีกปีหนึ่ง แต่จริงๆ
อาจจะไม่ใช่ ก็ได้
ในกระบวนการรายละเอียด เราต้องทราบด้วยว่า หนังสือไปถึงป่าไม้
นั้นเดินทางใช้เวลากี่วัน และถ้าเขาจะเซ็นอนุมัติกัน เขาจะเซ็นช่วงไหน
เราจะได้มีเวลานั่งเตรียมตัวเตรียมใจ ถึงกรณีบางอ่าง อย่างอ่างเก็บที่
อ.ตะโหมด พัทลุง ขั้นตอนมาถึงการประเมินราคาทรัพย์สิน มีคณะกรรมการของจังหวัดมาตรวจสอบทรัพย์สิน
เพื่อชดเชยเงินให้กับชาวบ้าน แต่พอเรามาดูวันนี้ของพวกเราที่ว่าอนุมัติไปแล้ว
จริงๆ ยังไม่ถึงขั้นตอนนี้เลย ยังเป็นแค่ขั้นตอนของการสำรวจ
แต่เวลาเขามาพูดเขาจะพูดว่าอนุมัติเงินมาแล้ว ซึ่งความเข้าใจวันนี้
ถ้าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไม่มาสอบถามและแจ้งให้ทราบ
เราก็คงไม่รู้

 |
ผมจึงคิดว่า เราน่าจะมี 2 บอร์ด บอร์ดหนึ่งของรัฐ แล้วอีกบอร์ดของเรา
เราจะทำอะไร จะเปิดเผยยุทธวิธีไหม ก็ไปคุยกัน ให้รู้ว่าขั้นตอนต่อไปเราจะทำอย่างไรกันบ้าง
1 ) ข้อเสนอตรงนี้เรื่องให้ชุมชนจัดการน้ำแบบขนาดเล็ก ตรงนี้ก็ให้พัฒนาไปเรื่อยๆ
ส่วนจังหวะการเสนออาจจะหาจังหวะ ให้ดีๆ อย่างวันนี้เราเสนอให้กรรมการสิทธิ์
ก็ถือว่าเป็นจังหวะที่ดี เพราะเป็นคนที่จะรับเรื่องของเราได้จริงๆ
หรือ เสนอกับชลประทาน หรือเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบ
ที่ผมเป็นกรรมการร่วมด้วยก็สามารถรับเรื่องได้ เพราะว่าปีที่แล้วรับเรื่องไป
200 กว่าโครงการ 4,000 กว่าล้าน อย่างโครงการการศึกษาการจัดการน้ำที่ยั่งยืน
ผมได้เสนอไปแล้ว แต่ประปาภูเขานี่เสนอไม่ทัน เพราะมันผ่านมาแล้ว
ผมเข้าใจว่า ถ้าโครงการศึกษาฯนี้ของเราได้รับอนุมัติแล้ว ตอนนี้มันผ่านระดับจังหวัดแล้ว
ผ่านระดับลุ่มน้ำแล้ว มันเหลือระดับกรุงเทพฯ เท่านั้น ถ้าผ่านเราจะมีงบประมาณมาศึกษา
ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ซึ่งอันนี้เราต้องทำกันเอง ผมจะเป็นพี่เลี้ยงช่วย
ถ้าเราเสนอแนวทางเราได้ชัด และเรามีคนที่จะนำเสนอได้ กรรมการลุ่มน้ำ
กับกรณีชลประทาน เราต้องเชิญเขามาบ่อยๆ ถึงต้องทะเลาะก็ต้องทะเลาะแหละ
เถียงก็เถียงไป แต่ก็ต้องเชิญเขามาบ่อยๆ สิ่งที่เขากังวลมาก
ซึ่งเขาก็วิจารณ์มาว่า เราชาวบ้านไม่ค่อยรู้ข้อมูลของชลประทาน
ทางชลประทานเขายินดีมา ถ้าเราเชิญมา เพราะฉะนั้น เราน่าจะเชิญ
เช่น เชิญเขามาร่วมศึกษาไม่ใช่ปล่อยให้เขาจ้างบริษัทอย่างเดียว
และสอง เชิญเขามารับฟังสิ่งที่เราศึกษาแล้ว ถ้าเขาไม่มาศึกษาไม่เป็นไร
แต่เขาต้องมาฟังผล เมื่อทำแบบนี้แล้ว เขาจะปฏิเสธไม่ได้ ว่าเขาไม่รับรู้
ว่าชาวบ้านคิดอะไร ทำอะไร ที่ผ่านๆ มาผมเข้าใจว่าเขานั้นอ้างตลอด
ว่าลงไปพื้นที่ไม่เห็นมีชาวบ้านพูดอะไร
อีกอย่าง จริงๆ รายละเอียดโครงการการจัดการที่เราเสนอไป เราต้องให้ละเอียด
มีตัวอย่างโครงการมาผลักดัน โดยเฉพาะการผลักดันในเชิงนโยบาย ไม่เช่นนั้น
เราจะไม่ได้ผลถ้าทำเพียงโครงการเล็กๆ แล้วไม่ไปให้ถึงนโยบาย ยกตัวอย่าง
นโยบายระดับตำบล เราต้องสู้ให้ อบต. ทั้ง 2 ฝ่าย คือบริหารและสภา
เห็นหลักการของการจัดการน้ำที่ยั่งยืนให้ได้ เพราะ อบต.จะเป็นกลไกสำคัญที่จะอนุมัติ
ส่วนเรื่องการคัดค้าน ผมคิดว่าคัดค้านที่หลักการก็พอ ไม่ต้องลงรายละเอียดมาก
ซึ่งถ้าเขาเห็นด้วยเราก็ค่อยมานั่งลงคุยกันที่รายละเอียด เราต้องเข้าใจว่า
เวลาเราไปคัดค้านกับเบื้องบน เบื้องบนเขาจะถามว่า ชาวบ้านคิดยังไง
อบต.คิดยังไง
ในเรื่องสื่อที่บันทึกไว้เพื่อทำการศึกษา เราจะถ่ายแล้วทำเป็น
CD VCD ไว้ เราก็เอาไปเปิดดู วิเคราะห์กันว่า เรามีจุดอ่อนอย่างไร
เช่น เวลากรรมการสิทธิ์ซักถามเรา เขาซักที่จุดอ่อน ตรงนี้เราต้องหาให้เจอ
ซึ่งมาถึงเรื่องข้อมูลนี่แหละที่เป็นจุดอ่อนเรา หรือโครงการของรัฐที่ลงมาจะเปิดจุดอ่อนให้เห็น
เมื่อเห็นจุดอ่อนจุดแข็งแล้วก็สามารถที่จะยืนยันคัดค้านได้
อย่างอ้างว่า
ศึกษามาแล้ว มีบริษัทมาศึกษาเราก็ต้องมีงานศึกษาเล่มนั้นมาอ่านกัน
มาแจกกัน แล้วบอกว่าเขาศึกษาอย่างไรได้ด้วย ถ้าเขาไม่ให้ข้อมูลเรา
เขาเองก็มีความผิดตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร
หลังจากนั้นผมอยากให้พวกเราทำหนังสือคัดค้านไม่เห็นด้วยถึงหน่วยงานรัฐ
อาทิ หนังสือถึงประธานกรรมการลุ่มน้ำ ประธานอนุกรรมการลุ่มน้ำ
เลขาธิการสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการฯ อะไรพวกนี้ด้วย เพราะวันหนึ่งพอเราไปร้องเรียนเขาจะอ้างไม่ได้ว่ายังไม่ได้รับหนังสือ
หรือยังไม่ทราบเรื่อง และยังไม่เห็นชาวบ้านคัดค้านขึ้นมาเลย
ดังนั้น เราต้องทำให้เขารับรู้ให้ได้ว่าโครงการเหล่านี้ชาวบ้านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย
การติดตามเวทีอื่นๆ ของพี่น้องเรา ว่าเขาศึกษา เขาต่อสู้อย่างไร
เอามาเปรียบเทียบ เรียนรู้ก็สำคัญ เราต้องไปหารายงานสรุปเวทีเหล่านี้
ทั้งเรื่องป่า เรื่องน้ำ หรือเวลาไปประชุมก็ทำรายงานมาเก็บไว้
ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ในเวลาที่เราคัดค้านโครงการของรัฐขึ้นมา
อย่างเช่น การที่เขาไม่มีลายเซ็น แล้วเชื่อว่าเขาทำไม่ได้ มันก็ไม่เสมอไปนะ
เพราะมันมีกรณีที่อื่นมาแล้ว เช่น ที่ลุ่มน้ำสายบุรี ชาวบ้านเขาคัดค้าน
เขาไม่รับเงินไม่เอาเลย แต่เขาก็มาสำรวจและทำจนได้ จนวันนี้เสร็จไปแล้ว
ดังนั้น ผมไม่อยากให้ชาวบ้านวางใจว่า ถ้าเราไม่เซ็นแล้วเขาทำไม่ได้ไม่จริงหรอกครับ
เพราะมันมีเทคนิคมีช่องว่างทางกฎหมายอยู่
ถึงวันนี้ เราต้องติดตาม ต้องทำงานเตรียมพร้อมตลอดเวลา เพราะมันมีโอกาสเกิดขึ้นได้
เราเผลอนิดเดียวทุกอย่างก็เกิดขึ้นได้แล้ว เวลาเขามาประชุมเราต้องไป
และต้องรู้ให้ได้ว่า เขาประชุมอะไร กำลังทำอะไร ถึงขั้นตอนไหนแล้ว
เพื่อให้เราสามารถที่คัดค้านได้
อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องแจ้งให้เราเข้าใจพร้อมกันว่า ตอนนี้รัฐบาลกำลังผลักดันกฎหมายฉบับหนึ่งเรียกว่ากฎหมายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ
ซึ่งถ้ากฎหมายนี้ออกมาและจัดตั้งเขตขึ้นมาได้ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหน
พื้นที่นั้นก็จะเหมือนรัฐอิสระ รัฐหนึ่งไปเลย มีอำนาจสูงมาก
เราไม่สามารถคัดค้านได้เลย แต่ตอนอยู่ในขั้นตอนของสภา ซึ่งสถานการณ์ฝ่ายค้านมีเสียงอยู่
100 กว่าเสียงผมไม่รู้จะคัดค้านได้มากน้อยแค่ไหน อยากให้เราทำใจรอได้เลย
โดยเฉพาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้มีโอกาสสูงที่สุด ที่จะถูกประกาศ
ถึงวันนั้น กฎหมายป่า กฎหมายธรณีสงฆ์ กฎหมาย อบต. พวกนี้สามารถถูกระงับใช้หรือละเว้นได้หมดเลย
เขาจะทำอะไรก็ได้ ตามที่คณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษจะอนุมัติ
สุดท้ายผมอยากให้เราร่าง หรือทำเป็นหนังสือเลย ในนามคณะทำงานของเรา
เพราะผมเห็นมามากแล้วว่า พวกเรามีใครบ้าง ก็ร่างกันขึ้นมาเลย
แล้วก็ส่งถึงหน่วยงานต่างๆ ว่าเราคัดค้านอะไร ด้วยเรามีข้อมูลอะไร
นะครับ
ทีมงาน
ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
13 พฤษภาคม 2548
|