ทบทวน Water Grid

กระแสการจัดการน้ำ แบบเมกกะโปรเจกต์ หรือ อภิมหาโครงการ ของรัฐ นั้นยังถูกผลิต ถูกผลักดัน คู่ขนานไปกับกระแสการตรวจสอบกลิ่น “หึ่ง” เรื่องคอร์รับชั่น ที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งถูกเปิดโปงออกมาเป็นระยะๆ ในขณะที่ควันหลงเรื่อง CTX 9000 ยังไม่จบ ไม่จางหาย และไม่เคลียร์ใจประชาชน ควันไฟจากเชื้อฟืนอื่นๆ ก็ค่อยๆ ปะทุขึ้นมาอีก จนอาจจะสรุปคร่าวๆ ได้ว่า

สังคมไทย แปดเปื้อนกับภาพลักษณ์ การเป็นสังคมคอร์รับชั่นมาตลอด เพราะว่า คนในสังคมถูกอำนาจอุปถัมภ์ (โดยเฉพาะอำนาจรัฐ) สร้างอุปนิสัยให้มีวัฒนธรรม มีฐานคิด มีบรรยากาศ มีรากเหง้าสัมพันธ์โยงใย เกื้อกูล แบ่งปันและรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน เป็นสังคมคอร์รับชั่น ซึ่งถ้าจะกล่าวหรือสรุปอย่างนี้ก็ไม่น่าจะผิดแปลกมากนัก ดังนั้น ในระบบราชการ ซึ่งมีอำนาจการจัดการ จัดสรรทรัพยากร การบริหารการจัดการ แบ่งปันผลประโยชน์ ให้สังคมส่วนรวมได้รับความเป็นธรรม จึงต้องเกี่ยวเนื่องเกี่ยวพันกับปัญหานี้

ทรัพยากรธรรมชาติ คือ รากฐานการผลิต การดำรงอยู่ และเงื่อนไขกำหนดวิถีชีวิต วิถีวัฒนธรรม การหาอยู่ หากิน โดยเฉพาะของชาวอีสาน ซึ่งแต่เดิม การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาตินั้นอยู่ในมือในอำนาจของชุมชน ของสังคมหรือของอำนาจขนาดเล็กที่ผูกพันจำกัดกับพื้นที่ การจัดการก็ใช้รากฐานวัฒนธรรมความเชื่อ ความจำเป็นตามสภาพแวดล้อม ตามเงื่อนไขปัจจัยการผลิตในแต่ละพื้นที่ ตามอุดมการณ์ของกลุ่ม ชุมชนที่เชื่อร่วมกันเป็นหลัก เป็นรูปแบบสังคมวัฒนธรรมที่สัมพันธ์อยู่กับการใช้ การจัดการทรัพยากร

เมื่อรัฐ ประกาศเขตแล้วเข้ามาครอบครอง และแสดงบทบาทจัดการแทน เพื่อให้รัฐได้ประโยชน์สูงสุด ทั่วถึงมากที่สุด ตอบสนองตามนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐ ตามรากฐานวิธีคิดแบบกลไกตลาด ที่รองรับเป้าหมายการใช้ทรัพยากร ทำให้เพียงระยะเวลาไม่นาน ทรัพยากรธรรมชาติก็เริ่มร่อยหรอ ไม่เพียงพอกับความต้องการ จนต้องแย่งชิงกัน ซึ่งยิ่งทวี เหตุผลให้รัฐอ้างความชอบธรรมเข้ามาจัดการทรัพยากรแทนชุมชน สังคม ทั้ง ทรัพยากรป่า ทัพยากรที่ดิน แร่ธาตุ ทรัพยากรน้ำ และอื่นๆ

โครงการนำร่องโครงข่ายส่งน้ำแห่งชาติ (Water Grid) เป็นอีกรูปหนึ่งของแนวคิดการจัดการน้ำของรัฐ เพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมเกษตรและเพื่อสร้างมูลค่าให้กับน้ำ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์นับว่า น้ำ คือ ปัจจัยการผลิต ที่มีมูลค่า มีต้นทุนและจึงมีราคา เพื่อคิดค่าบริการ ดังนั้น โครงกานำร่องโครงข่ายน้ำฯ ทั้ง 10 โครงการ ซึ่งเกิดขึ้นในสมัย นายสุวิทย์ คุณกิตติ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (2538) จึงถูกผลักดันขึ้นมา และได้ดำเนินการเรื่อยมาในหลายๆ รัฐบาล

หลังจากรัฐบาลทักษิณ 2 ประกาศอภิมหาโปรเจกต์ คือแนวทางการจัดการทั้งระบบทั้งลุ่มน้ำ โดยเริ่มต้นที่ลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำมูล ดังนั้นโครงการนี้ซึ่งมีขนาดใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัดภาคอีสาน หรือพื้นที่การเกษตร 50,000 ไร่ ใช้งบประมาณ 875 ล้านบาท (สร้างไปเมื่อ 2540-2542) จึงถูกองค์กรประชาชนซึ่งได้ติดตามศึกษา ออกมาเรียกร้อง ทั้งความคุ้มได้คุ้มเสีย และความไม่ชอบมาพากลในความโปร่งใส เนื่องรัฐมีท่าทีว่า ในอนาคตมีแนวโน้มจะพัฒนาโครงข่ายเชื่อมต่อถึงกันทั่วประเทศ โดยจะใช้งบประมาณมาก ถึง 4 แสนล้านบาท (มติชน 6 ก.ค.2548 หน้า 15) ทำให้ขบวนการประชาชน และกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชนต้องออกมา เคลื่อนไหว เรียกร้องให้ตรวจสอบ

เพราะจุดมุ่งหมายหลักๆ ของโครงการนี้คือ

1. เพื่อรวมศูนย์ระบบการจัดการน้ำทั้งระบบ
2.เพื่อสร้างปริมาณน้ำไปตอบสนองอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่
3.เพื่อผันน้ำไปสู่ภาคอุตสาหกรรมอื่นๆ
4. วางระบบจัดการน้ำไว้เพื่อผันน้ำไปสู่ภาคเมือง
และ 5.รัฐบาลพยายามทำทุกวิถีทาง เพื่อสร้างเงิน สร้างรายได้มาบริหารประเทศ

ในขณะที่ เหตุผล ข้อเสนอแนะ และประเด็นปัญหา ที่คณะทำงานฯ กลุ่ม องค์กรต่างๆ ประชาชน และสื่อมวลชน พยายามนำเสนอให้รัฐบาลทบทวน และให้สังคมไทยสนใจตรวจสอบโครงการ คือ

1.) เชื่อว่าโครงกานี้นั้น ไม่สอดคล้องกับวิถีการผลิต วิถีวัฒนธรรม การดำรงอยู่ ตลอดจนการผลิตเชิงวัฒนธรรม “หาอยู่ หากิน” ของชุมชนชนบทเลย
2.) มองว่ารูปแบบการจัดการน้ำเช่นนี้ นอกจากไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดแล้วยัง ไม่มีประสิทธิภาพในการจัดการน้ำเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในสังคมได้ด้วย
3.) ปัญหาความไม่สอดคล้อง ไม่ชัดเจน อาจจะมีผลเชื่อมโยงไปถึงประสิทธิของตัวโครงการว่า ถึงที่สุด ก็อาจจะไม่บรรลุผลตามเป้าหมาย
4.) การจัดการน้ำแบบติดมิเตอร์ในนาเช่นนี้ สร้างวัฒนธรรมการจัดการน้ำในกรอบคิดเชิงทุนนิยม เห็นแก่ตัวและปราศจาก การเกื้อกูลกัน และยังสร้าง พร้อมทั้งผลักภาระต้นทุนให้เกษตรกร โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อย คนยากคนจนมากเกินไป
5.) ผลักภาระด้านต้นทุนในการจัดการทรัพยากรโดยรวมให้กับประชาชนคนไทยมากเกินไป
6.) มีแนวโน้มจะเป็นระบบการจัดการทรัพยากรที่รวมศูนย์อยู่ในมือรัฐบาล ไม่กระจายให้ประชาชน ชุมชน มีส่วนร่วมแต่ต้น และยังเป็นรูปแบบที่อาจจะนำมากีดกันคนเล็กคนน้อย คนที่ไร้อำนาจต่อรอง หรือเข้าถึงทรัพยากรน้ำได้
7.) จะกลายเป็นเงื่อนไขสร้างความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมในสังคม ที่สำคัญ เป็นรูปแบบการจัดการน้ำที่ไม่ยั่งยืน
8.) การเอาน้ำมามาใส่ท่อ ใส่คลองคอนกรีต นั้นทำลายระบบนิเวศลุ่มน้ำ สายน้ำ แหล่งน้ำ 100% ซึ่งมีผลต่อการทำลายวิถีวัฒนธรรมการหาอยู่ หากินของชุมชนชนบทอีสานด้วย

ดังนั้น ตามข้อเสนอของ คณะทำงานศึกษารูปแบบการจัดการน้ำเครือข่ายทรัพยากรน้ำภาคอีสาน และ ศูนย์ประสานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย ที่เรียกร้องให้ 1.ตรวจสอบการตั้งและการใช้งบประมาณ และ 2.ให้ตรวจสอบทบทวน ศึกษา ผลได้ผลเสียต่อโครงการนั้น

ทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกเพื่อคนทำงานพัฒนา จึงขอร่วมแสดงจุดยืน สนับสนุนให้ รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร หันกลับบมาทบทวน และสร้างแนวทางการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนในการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org


7 กรกฎาคม 2548