เว็บบอร์ด (Webboard) ของขวัญที่ ThaiNGO.org ต้องมอบให้คืน

คงเริ่มต้นด้วยการกล่าวสวัสดีปีใหม่นะครับ ปีนี้ก็ก้าวสู่ปีที่ 5 ซึ่งก็คือ ครึ่งทศวรรษของเว็บไซต์ thaingo ที่คนกลุ่มเล็กๆ ยังทำงานเป็นสื่อทางเลือก และตลอดระยะเวลา 5 ทศวรรษนี้ thaingo เองก็มีพัฒนาการที่น่าสนใจ แรงบ้าง แผ่วบ้าง เป็นที่ชมชอบบ้าง น่าตำหนิบ้าง ก็คละเคล้ารสชาติกันไป ถึงมีส่วนแย่ไปแต่ส่วนดีก็มีมาก อย่างน้อยๆ ก็ยังมองเห็นความบริสุทธิ์ใจและตั้งใจทำงานกัน ขอให้กำลังใจทีมงาน ก้าวเดินคิดและค้นหาจุดยืน มุมมองและรูปแบบเนื้อหาที่เข้าถึงและมีพลังขับเคลื่อนสังคมไม่มีวันหมดสิ้น

ฉบับนี้ตั้งใจจะให้ของขวัญปีใหม่แก่ thaingo ซึ่งกำลังประกาศปิดปรับปรุง ด้วยการมอง thaingo จากมุมมองกึ่งคนในที่ยุคหนึ่งที่เคยเริ่มงาน thaingo ก่อนมาสู่ปัจจุบัน ซึ่งไม่ได้เข้าไปมีบทบาทแล้ว อันเนื่องมาจากสถานการณ์การตอบโต้ สนทนากันรุนแรงเสมือนสงครามในเว็บบอร์ด จนมาสู่การปิดเว็บบอร์ดปรับปรุง ตลอดจนการครหาการบริหารจัดการเว็บ และการซุบซิบนินทาถึงท่าทีทีมงานในการเลือกลงพื้นที่หรือเผยแพร่ข้อมูล / ข่าว ในปรากฏการณ์เว็บบอร์ดที่พอสรุปความได้นั้น มีความพยายามจะจัดการการท้าทายอำนาจ ผู้ดูแลและดาวเด่นในสังคมกระทู้ นอกจากนั้นก็มีความคิด ความเห็น ความอยากจะแสดงออกของความเห็นที่แตกต่าง ชิงชังและคัดค้านบทบาท NGOs

สิ่งที่มองเห็นเด่นชัดที่สุด คือความกระอักกระอ่วนใจของผู้ดูแลและทีมงาน ที่ประกาศว่า “มีจุดยืนการอยู่ข้าง NGOs” จึงถูกท้าทาย ด้วยจุดยืนตัวเองตลอดเวลา โดยการถูกตั้งคำถาม คาดเอาคำตอบจากทีมในการจัดการกระทู้ว่า “อะไรกันแน่ที่เรียกว่าเสรีภาพ ?” “thaingo สนับสนุนขบวน NGOs สนับสนุนอย่างไร ?” “สื่อทางเลือกที่กล่าวนั้นเป็นสื่อทางเลือกของใครและเพื่อใคร อย่างไร?” “เป็นชุมชนออนไลน์ แท้จริงเป็นชุมชนของใครมีปริมณฑลแค่ไหน ?” “เป็นฐานข้อมูลน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด ?” “เป็นเว็บท่าเครือข่าย ณ วันนี้เป็นได้เพียงใดในมุมมองเครือข่าย ?” และ “เว็บบอร์ดที่สนทนาเป็นพื้นที่ผลัดกันเชียนเวียนกันชมจริงหรือไม่ ?” ฯลฯ

เกิดความอีหลักอีเหลื่อในการใช้อำนาจจัดการปัญหา ซึ่งหนักถึงขั้นบางรายประกาศจะฟ้อง thaingo ทั้งหมด เกิดจากความไม่ต่อเนื่องของประสบการณ์คนทำงานและรากฐานเดิมที่ต้องการให้ที่นี่กล้าท้าทายอำนาจทั้งอำนาจรัฐ อำนาจความคิดสังคมและอำนาจ NGOs ด้วยกันเองด้วย กล้าแลกเปลี่ยน กล้าตั้งคำถาม ด้วยเหตุนี้ภารกิจเดิมจึงมีความพยายามที่อ่านกระทู้ทั้งหมด หรือพยายามวางระบบส่งข้อความจากกระทู้เข้าไปในอีเมล์ผู้ดูแลเว็บซึ่งอาจจะน้อยกว่าปัจจุบันจึงสามารถทำได้ เพื่อให้ทราบความคืบหน้า การอ่านใคร่ครวญตรวจสอบการไหลเวียนของข้อมูลทุกวัน คือสิ่งที่พึงทำได้ในการดูแลโดยเฉพาะในการตัดสินใจจัดการปัญหา ดังนั้น การรับรู้ข้อมูลไหลเวียน ถ้าทำไม่ไหวก็ไม่ควรขยายพื้นที่ หรือปริมณฑล และยากมากขึ้นที่จะจัดการเพื่อให้ก่อเกิดพลังและการมีส่วนร่วมจากชุมชนออนไลน์ หรือพลังเครือข่าย

ปัญหาเรื่องท่าทีความเป็น..สื่อทางเลือก

2-3 ปีที่ริเริ่มมาก่อนหน้านี้ ยังจำได้ว่า thaingo นอกจากเป็นอะไรหลายๆ อย่างเท่าที่มันจะเป็นได้แล้ว ยังเป็นสนามเปิดให้เกิดการปะทะ ตอบโต้เหมือนสู้รบกันได้ ภาพการสาดอารมณ์ ล้างคิดล้างแค้นราวีด้วยข้อหามากกว่าข้อมูล รวมทั้งแลกเปลี่ยน กระเซ้าเย้าแหย่ฉันท์มิตรกันมาตลอด หน้าเดิมบ้างหน้าใหม่บ้าง สำหรับผมนั้นถือว่า ปกติ หนักบ้างเบาบ้างขึ้นกับสถานการณ์ในสังคมรุนแรงหรือไม่ ประเด็นนั้นสังกระแสหลักมองอย่างไร ซึ่งนั่นทำให้ผมมองเห็นภาพ NGOs จากสังคมภายนอกอีกด้านหนึ่ง และกำหนดประเด็นข่าวข้อมูลในเนื้อหาใหม่ๆ ได้เพิ่ม ว่า “NGOs คือใคร ? ทำอะไร ? คิดอะไร ? คิดอย่างไร ? กับสถานการณ์ กับสังคม” ผมไม่ได้วิตกเรื่องคนภายนอกมองต่างอันเนื่องมาจากเพราะว่าผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วยกับวิธีคิด NGOs ในหลายๆ คน แต่นั่นคือความหลากหลายและนี่คือบทบาท จุดยืนที่เราทำงาน

เมื่อก่อนเราไม่เคยมี / ใช้สื่อสองทาง (two way communication) เรามักหลงตนเองว่า เราคิดถูก คิดดี และคิดต่างอย่างมีนัยยะสำคัญมาก วันนี้เราโดนทั้งโจมตีและถูกตอบโต้กลับอย่างมีเหตุผล อย่างตราหน้าเราอ่อนด้อยด้วยว่าไม่รู้จริง ไม่มีข้อมูลในหลายๆ เรื่อง และไม่มีเหตุผลอื่นๆ คนที่มองเช่นนี้ “เขา” ที่ไม่ใช่ไม่เอาทั้งรัฐและไม่ใช่ ไม่เอา NGOs ด้วย การปะทะปะทั่งกันนี้เอง ที่ส่วนหนึ่งก็ทำให้ thaingo ในยุคนั้น เข้าใจฐานคิด NGOs ระดับหนึ่ง ฐานคิดของสังคมภายนอกระดับหนึ่ง และที่สำคัญถูกเข้าใจว่า “thaingo นั้นเป็นพื้นที่เปิด (open access)” สำหรับคนทุกคน ซึ่งมองเช่นนี้ แต่ในขณะเดียวไม่เป็นที่พึงประสงค์นักกับ กับ NGO บางคน ที่ต้องการให้ thaingo เป็นเว็บเฉพาะกลุ่ม คล้ายคลับ (club) หรือชมรมของคนทำงานNGOs แต่ความรุนแรงและการเสนอแนะมีมาตลอด เรื่องจัดการความคิดเห็นคนนอก ที่รู้สึกว่ารับฟังไม่ได้ ไม่สร้างสรรค์

ความเข้าใจต่อพื้นที่เว็บ thaingo ที่จัดวางในระยะแรกๆ แม้จะมีจุดยืนเดียวคือทำงานเพื่อสังคมนั้น มันก็มีหลายเป้าหมาย มีหลากหลายวัตุประสงค์ หลายระดับความสำคัญ หลายลักษณะการเข้ามามีส่วนร่วม ก็ย่อมหลากหลายต่อวิธีการ ที่จะสื่อสารให้สังคมเข้าใจกันและการแก้ปัญหาให้บรรลุการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นความสำคัญที่สุดทีมงาน thaingo มีคนเข้ามาร่วมอย่างหลากหลายทั้งเป้าหมายและวิธีคิด ก็ยิ่งเป็นเสน่ห์ แต่ก็ทำให้ยิ่งยากยิ่งขึ้นไปอีกในการดูแลจัดการ ทั้งภายในทีมและภายในเนื้อหา ดังนั้น การจัดการปัญหาต้องเข้าใจก่อนจึงจะมั่นใจได้ว่าจะจัดการอย่างไร ให้รับรู้เป็นธรรมเนียม

ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนว่าของขวัญที่ thaingo ปัจจุบันไม่เคยรับรู้และสมาชิกขาประจำด้วย คือ น้ำเสียงความปิติยินดีจากคนภายนอกอาทิ นักศึกษา นักวิชาการที่ได้มารู้จักทีมงาน เป็นของขวัญที่วันแรกเริ่มทำงานหาไม่ได้เลยแม้แต่ในผองเพื่อน NGOs ด้วยกัน ของขวัญนี้แม้จะน้อยลงไปบ้างแต่ก็ยังได้อยู่ และได้มากกว่าที่ควรจะได้

ปรากฏการณ์ ประชาไท เริ่มเห็นชัดคล้ายกันว่าอีหลักอีเหลื่อในการจัดการพื้นที่สื่อ ที่สำคัญอึดอัดไม่แพ้กันเมื่อผู้มีอำนาจถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักๆ เพราะปัญหาคือเมื่อตนเองใช้เสรีภาพเผยแพร่ความคิดก็ถูกใช้เสรีภาพกลับคืนเช่นกัน

ปัญหาที่ต้องถามคือ วันนี้ thaingo กลัวอะไร? และเราให้น้ำหนักกับชุดเหตุผลตนเองได้ กลับให้คนอื่นๆ ไม่ได้ และนั่นคือฐานรากความยุ่งยากในการจัดการเสรีภาพโดยเฉพาะเสรีภาพทางความคิด ที่สื่อไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ต้องยึดถือ ดังนั้น การเปิดเว็บบอร์ดเป็นเรื่องท้าทายมากสำหรับคนทำงาน NGOs ยิ่งเคลื่อนไหวแหลมคม สถานการณ์ร้อนแรง ก็ยิ่งท้าทาย และถูกตอบโต้กลับ ซึ่ง thaingo เป็นเว็บไซต์ที่มีบทเรียนและมีประสบการณ์มากที่สุด ตั้งแต่สถานการณ์ปากมูน สมัชชาคนจน โพแทส ท่อก๊าซจะนะ สกน.เรื่อง WTO เหล้าพื้นบ้าน หรือบุกยึดที่ดินสุราษฎร์ แม้แต่สถานการณ์เหตุการณ์ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ก็ยังเป็นพื้นที่รองรับมุมมองและมีส่วนร่วมนำเสนอข้อมูลอื่นๆ นำเสนอมุมมองที่สังคมไม่มอง หรือสื่อกระแสหลักมองข้าม


บทบาทความเป็นพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) หรือ ชุมชนบนอินเตอร์เน็ต (Internet Community)

มีนักวิจัยอิสระท่านหนึ่ง ซึ่งผมสนิทกับท่านมากและท่านสนใจสื่อทางเลือก โดยเฉพาะสื่อวัยรุ่นทวนกระแส ท่านได้ให้มุมมองว่า “เครือข่ายวิทยุชุมชนมันเกิดไม่ได้หรอก เพราะมันพยายมเข้าไปวางกรอบ ระเบียบ กฎเกณฑ์ที่สำคัญคือวางวิธีคิดมากเกินไป ทั้งๆ ที่ชุมชนบนวิทยุมันมีอยู่เยอะแยะ เพียงแต่มันต่างความคิดกัน เพราะไอ้ที่เยอะแยะนั่นมันเกิดขึ้นตามความต้องการ หรือสนองความของมันและนั่นแหละคือวิทยุชุมชน คือคนมาพบกันเป็นประจำ ส่วนมันจะมาทำอะไรก็ช่างมัน” ไม่ใช่วิทยุของชุมชนที่ปักอยู่ในหมู่บ้านที่เครือข่ายวิทยุเขาทำกัน ที่สำคัญมันล้มเหลวเพราะมันถูกใช้เป็นเครื่องมือทางความคิดมากเกินไป ควบคุมเข้มงวดมากเกินไป สนองตอบความคิดคนไม่กี่คน มันจึงเป็นอะไรที่เกี่ยวชุมชนบนวิทยุ ชุมชนบนออนไลน์ก็เช่นเดียวกัน

สภาพชุมชนบนเว็บนี้ ผมเห็นเป็นอย่างนี้มาตลอด ครึ่งทศวรรษ คนกวนก็กวนไม่เลิก คนประกาศยุติเข้าก็ประกาศทุกทีที่โดนวิจารณ์ คนกระแนะกระแหนทีมงานก็ยังทำอยู่ แต่มันก็มีพัฒนาการมาเรื่อยๆ ควบคู่กับบทบาทการไปสู่พื้นที่สาธารณะของ NGOs อย่างเป็นจริงเป็นจัง ควบคู่กับงานข้อมูลเพื่องานเคลื่อนไหว ที่กระชั้นถี่มากในรอบไม่กี่ปี การทำให้สถานภาพที่เปิดเผยมากขึ้น ขยายวงกว้างมากขึ้น ของ NGOs ด้านหนึ่งเห็นความหลากหลายมีรูปธรรม แต่อีกด้านทำให้เห็นตัวคนชัดและถูกตั้งคำถาม ถูกโจมตีเฉพาะเจาะจงได้มากขึ้น เห็นบางคนถูกตามล้างตามแฉไม่เลิก แม้ภาพลักษณ์จะเสื่อมคลอนมากขึ้นแต่ก็เป็นจริงมากขึ้นด้วย ที่สำคัญผมแอบเชื่อว่ามีความกระมิดกระเมี้ยนในหลายๆ องค์กรมากขึ้นกับวัฒนธรรมคอร์รัปชั่น เพราะคนนิรนามที่บางครั้งก็น่ากลัวนี้เองจะเข้ามาแฉเปิดประเด็น ให้ชุมชนออนไลน์กระหน่ำลงโทษทางสังคม


ทำไมคนทำงานพัฒนาถึงมีพื้นที่สาธารณะน้อยมากและสร้างขึ้นได้ยาก

ผมเข้าใจว่า คนทำงาน NGOs นั้นต้องการภาพลักษณ์ที่ดีมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐในการทำงานกับสังคม หรือชุมชน เนื่องจากไม่มีอำนาจอะไร สั่งการเช่นรัฐ ดังนั้น จึงอ่อนไหวกับปัญหาถูกวิพากษ์วิจารณ์ที่สุด ดังนั้นการมีพื้นที่สาธารณะของตัวเองจึง อันตรายพอๆ กับสร้างสรรค์ ถ้าหากใช้ไม่ดี ไม่นับรวมพวกที่ต้องการภาพลักษณ์เพื่อไต่เต้าไปสู่รางวัลใดรางวัลหนึ่ง หรือไปสู่การเมือง

ส่วนปัญหาเรื่องทุนกับปัญหาทีมงานนั้น ผมว่าเป็นปัญหารอง ในการจัดการดูแลสื่อใช้ทุนไม่ได้มากมายนัก และทีมก็มีคนรุ่นใหม่ๆ มากมายที่อยากทำงาน ถ้าไม่คัดสรรเอาแต่คิดเหมือนตนเองเกินไป แต่ที่น่าจะสำคัญ ที่ NGOs มีพื้นที่สาธารณะน้อยมากนั้น ปัญหาติดกับดักความคิดตนเองมากกว่า ความดูแคลนทุน ความดูแคลนวิธีคิดแบบอื่น ดูแคลนศักยภาพสื่อและความคิดแบบแบ่งคู่ตรงข้ามมากเกินไป

ด้วยเหตุนี้ การมีและเป็นเจ้าของพื้นที่สาธารณะบนอินเตอร์ที่มีบทบาทขนาด thaingo มีน้อยมาก ที่อยู่ในกำมือคนทำงาน NGOs ส่วนใหญ่เป็นกระบอกเสียงองค์กร หรือ เป็นข้อมูลเฉพาะภารกิจ ที่น่าตกใจคือเป็นข้อมูลที่สร้างมาจากองค์กรอื่นๆ ด้วย อาทิ ข้อมูลจากสื่อมวลชน ดังนั้น การใคร่ควญจัดการพื้นที่สาธารณะเป็นเรื่องละเอียดที่สุด การจัดการต้องอยู่บนพื้นฐานคำตอบที่ชัดเจนถึงการยอมรับที่สั่งสมมาจากหลายๆ กลุ่มผู้ใช้

ก่อนจะจัดการอะไรลงไป ต้องสงสัยก่อนว่า NGOs ที่จะทำหน้าที่แทนหรือเพื่อประชาชน เพื่อสังคม ประหนึ่งอุดมการณ์แรงกล้านั้น จะทำได้อย่างไร ในเมื่อ NGOs ยังอดทนต่อการถูกประนาม ถูกวิพากษ์วิจารณ์ได้น้อยกว่ารัฐมาก

ปัญหาเรื่องการทำงานร่วมเป็นขบวน-เครือข่าย

บทบาทเว็บท่าถึงวันนี้ไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก ไม่คืบหน้าพอๆ กับเว็บหลักขององค์กรนั้นๆ ที่ดูเหมือนจะเงียบและไม่สนใจก่อร่างสร้างขึ้นอย่างจริงๆจังๆ การแลกเปลี่ยนไม่ใช่แค่ทำให้เสร็จเพียง link แต่ทั้ง 2 ฝ่ายต้องคิดร่วมกันมากขึ้นว่าจะสนับสนุนกันและกันอย่างไรได้อีก

บทบาทฐานข้อมูลก็จอดนิ่ง เนื่องจากความจริงข้อมูลที่จำเป็นสำหรับเผยแพร่ ข้อมูลที่มีสีสันน่าอ่าน และเข้ามาดู มาอ่าน ไม่ได้มีจริง มีน้อยมาก ฐานข้อมูลบางเรื่องเกี่ยวพื้นที่โครงการอาจจะมี แต่นั่นนำมาเผยแพร่ไม่ได้ และ 2 การจัดการฐานข้อมูล และการเชื่อมฐานข้อมูลมันเกิดขึ้นไม่ได้จริง ด้านหนึ่ง thaingo กำลังไม่พอ อีกไม่ได้วางน้ำหนักในการทำงานแต่แรกเริ่ม แต่อีกด้านหนึ่งในองค์กรต่างๆ แม้จะตระหนักแต่ก็ไม่ได้ทำอะไรให้คืบหน้าเลย ไม่มีข้อมูลอย่างที่อ้าง จะมีเพียงข่าวตัดแปะเท่านั้น ซึ่งที่ไหนก็หาได้ ที่สำคัญมันทำให้วัตถุประสงค์เรื่องเว็บท่าทำงานไม่ได้ ภารกิจเพียงแค่เป็นสะพานเชื่อมถึงแหล่งข้อมูลให้เท่านั้น

บทบาทงานบริการอื่นๆ ผมว่า ส่วนนี้เป็นของขวัญที่ดีที่สุด ทั้งประชาสัมพันธ์และรับสมัครงาน ถึงกระนั้นก็อยากให้พัฒนาพื้นที่ทั้ง 2 แห่งให้ไฉไลกว่าเดิม น่าเข้ามาอ่าน และมีสีสันในการประกวด ประกาศตลอดจนโฆษณา เพราะการโฆษณาประชาสัมพันธ์คือหัวใจของการทำงานทางสังคมในปัจจุบันและอนาคต

ข้อเสนอแนะอื่นๆ ระยะหลังๆ มีเสียงซุบซิบมากกับบทบาท ท่าที thaingo การเข้าไปสัมผัสและสัมพันธภาพกับองค์กรในพื้นที่ คนทำงานระดับเล็กๆ ประเด็นปัญหาเล็กๆ และไม่จำเป็นต้องในชนบท อาจจะในเมืองก็ได้ ควรทำให้มาก

1. ควรขยายบทบาทออกไปให้ทั่วถึง ไปเชื่อมสัมพันธ์กับองค์กรและพื้นที่ทำงาน ไปรับรู้ ไปรับฟัง ไปเห็นใจเห็นปัญหา ส่วนเนื้อหาข่าว ข้อมูลความร่วมมืออื่นๆ เป็นเพียงสิ่งที่เกิดขึ้นตามมาภายหลัง เมื่อความสัมพันธ์ดีต่อกัน แล้วความร่วมมือในการทำงาน จนเป็นทีมจะตามมา ซึ่งมันเคยเติบโตและได้ผลมาก่อนแล้วระดับหนึ่ง ที่อยากจะเพิ่มและเน้น คือ ต้องรักษาความดีและการยอมรับไว้ให้ได้ ฟังเสียงคนรอบข้างให้มาก

2. การจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ มองให้ครบว่า thaingo คือ มีภารกิจอะไรบ้าง ทำหน้าที่อย่างไร จากผู้ใช้ทั้ง NGOs และคนนอก จากการร่วมกับขบวนและจากความตั้งใจทีมผู้ดูแล ถ้าเช่น คือเครื่องมือต่อสู้เคลื่อนไหว ต่อสู้กับอะไร สู้อย่างไร สู้แค่ไหน ในปีต่อๆ ไปน่าจะชัดเจนขึ้น หรือ ถ้าคือชุมชนออนไลน์ ชุมชนนี้อยู่ร่วมกันมาอย่างไร มีวิญญาณในตัวมันอย่างไร จัดการปัญหากันอย่างไร ฯลฯ

3. แบ่งแยกบรรยากาศในแต่ละพื้นที่ย่อย (subspace) แบ่งแยกกติกา เพื่อลดขอบเขตการโต้แย้งรายละเอียดในการใช้ร่วมกัน แบ่งพื้นที่ เป็นสไตล์ รูปลักษณ์ ตามเป้าหมายวัตถุประสงค์ แบ่งหน้าที่กันดูแล แบ่งเบาให้เข้ามามีส่วนร่วม เราต้องทำความเข้าใจว่า thaingo ถูกสร้างขึ้นในหลายๆ ความหมาย หลายๆ ภารกิจ ตามเนื้อหาของพื้นที่แยกย่อย ดังนั้นเราจึงต้องมี position ในการมองความคิดและบทบาทตัวเองในหลายๆ ความคิด มองให้เห็นอำนาจ ผลประโยชน์ ท่าทีจุดยืนแตกย่อยเบื้องหลังด้วย ที่สำคัญเราต้องมองคนอื่นๆ ในหลายๆ position ด้วยเช่นกัน

4 .อิสระ กล้าและเข้มแข็งที่จะตัดสินใจ หากผิดพลาดขึ้นก็พร้อมที่จะยอมรับการถูกตำหนิและขอโทษกันอย่างบริสุทธิ์ใจได้ เนื่องจากแม้จะทำงานมาถึง 5 ปี แต่ก็ออกไปสัมพันธ์ สัมผัส รู้จักและเข้าใจกันยังน้อยมาก โดยเฉพาะการในการเผยแพร่ข้อมูล รายงานข่าวที่ซึ่งทีมงานรับรู้มาอย่างผิวเผินนั้น มีโอกาสผิดพลาดได้สูงมาก การขอโทษคือสิ่งที่ต้องทำไม่น้อยกว่าการยืนยันจุดยืน

5. ขยายพันธมิตรเปิดพื้นที่ทางสังคมที่หลากหลายขึ้น เพราะมุมมองบุคคลภายนอกที่ต่างออกไปทำให้บทบาทของ thaingo ทำงานได้มากขึ้น ระดมพลังได้มากขึ้น เชื่อมต่อข้อมูลที่สำคัญๆ มาสนับสนุนการทำงานได้มากขึ้น คือการก้าวไปเป็นสื่อทางเลือกที่มีกลุ่มคนเข้าใจและสัมพันธ์กันทำงานสร้างสรรค์สังคมมากขึ้น

วันนี้ thaingo มีจุดยืนแจ่มชัดและเปลี่ยนแปลงไปแล้ว เช่น เป็นเครื่องมือการต่อสู้ หรือเป็นกระบอกเสียงให้องค์กรตัวเอง หรือเป็นเนื้อที่แสดงความพึงใจของทีมจัดทำ ก็วางวิธีการทำงานออกมาให้ชัดเจน เพื่อให้เว็บอื่นมาทำหน้าที่แทนหรือเพื่อให้ผู้ใช้อื่นๆ หาพื้นที่ใหม่ต่อไป นอกจากนั้นก็วางกรอบการจัดการ บริหารออกมาใหม่ให้สอดคล้องกับภารกิจให้มากขึ้น

ในขบวนการทำงานพัฒนาด้านสื่อ NGOs คนรุ่นใหม่ๆ ต้องกล้าที่จะรื้อฐานคิดเดิมๆ กล้าท้าทายตั้งคำถามและมองโลกในปัจจุบันให้เห็นมุมมองใหม่ๆ เห็นความขัดแย้งใหม่ๆ ความซับซ้อนใหม่ๆ และเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมตลอดจนถึงการจัดการความขัดแย้ง การจัดวางจุดยืนที่หลากหลาย กำหนดท่าทีให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพราะไม่เช่นนั้น NGOs เองก็เผด็จการอีกกลุ่มหนึ่งที่เบ็ดเสร็จไม่น้อยกว่ารัฐ และ thaingo คือเครื่องมือที่รับใช้เผด็จการแบบซื่อๆ เชื่องๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้


ครึ่งทศวรรษหน้าในความคาดหวังต่อ thaingo

ผมเริ่มต้นทำงาน เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2543 นับจากวันนี้ thaingo มีอายุครึ่งทศวรรษได้แล้ว และสมควรจะแกร่งขึ้น กลับเห็นว่ายิ่งสั่นคลอนอ่อนไหวมากขึ้น ไม่นับรวมปัญหาท่าทีที่ถูกมองจากองค์กรภายนอก ที่ซึ่งกำลังตั้งคำถามถึงหัวใจและบทบาทของทีม อีกทั้ง thaingo ควรจะแกร่งและก้าวนำออกไปสร้างทีมสื่อขนาดกลางร่วมกับพันธมิตรได้ เพื่อสร้างและพัฒนาสื่อหลากหลายรูปแบบมากขึ้น อาทิ สื่อสิ่งพิมพ์ รายเดือน หรือรายสัปดาห์ สื่อมัลติมีเดีย สื่อทีวี ภาพยนตร์ทั้งสั้น-ยาว สื่อวิทยุออนไลน์ และอื่นๆ โดยเฉพาะความร่วมมือกับสื่อองค์กรอื่นๆ วางยุทธศาสตร์การจัดทำสื่อให้เกิดพลังขับเคลื่อนสังคมได้แล้ว แต่ก็ซบเซาลงไป พร้อมๆกับบรรยากาศความสนใจสื่อทางเลือกของขบวน NGOs ซบเซาลงเพราะสถานการณ์เคลื่อนไหวเงียบหายไป ทั้งที่นี่คือโอกาสที่สื่อต้องทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อรักษาพื้นที่อุดมการณ์กับสังคมเอาไว้

อีก 5 ปี thaingo จะก้าวไปยังไง เพื่อให้ชัดเจนและเป็นจริงเป็นจังในรากฐานที่เคยคิดฝันไว้นั้น ผมยังความทรงจำภาพแรกๆ ที่เห็นท่าทีที่เชื่อมั่นของพี่น้องขบวนการ NGOs ต่อทีม thaingo แม้ไม่มากแต่ก็เป็นกำลังใจ จดหมายแจ้งข่าว โทรศัพท์ที่แจ้งมาถึง ทั้งหมดล้วนสร้างกำลังใจแก่ทีมงาน และนั่นคือโอกาสหนึ่งที่นำมาเป็นพลังสร้างทีมสื่อ ตลอดจนการเข้าถึงแหล่งข้อมูลและการทำงานร่วมกัน เป็นโอกาสเดียวที่จะทำให้ thaingo ก้าวก้าวแรกได้ และนอกจากนั้นยังนักวิชาการ นักเคลื่อนไหวอิสระ ทั้งจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ และที่สำคัญ สังคมไทยที่เริ่มรู้จัก thaingo มากขึ้น ก็ย่อมเป็นโอกาสที่ thaingo จะทำงานได้มากขึ้น สร้างพื้นที่ให้อุดมการณ์คนทำงานพัฒนา (NGOs) เข้าไปสู่การทำงานกับสังคมได้มากขึ้น

ก้าวต่อไปในฐานะคนนอกที่เคยบุกเบิกอยากให้ ตระหนักถึงโอกาสที่เปิดขึ้นของพี่น้อง NGOs และองค์กรประชาชน วางเป้าหมายและระดมทรัพยากรขยายภารกิจไปให้ถึง ยังมีพื้นที่อีกมากในบทบาทสื่อทางเลือกที่ยังไม่มีใครคิดค้น หาทางสร้างเนื้อหา รูปแบบกัน

แม้ว่า thaingo อาจจะหลบและตกลงไปในสถานการณ์ prachathai พุ่งขึ้นนั้น แต่นั่นยังเป็นเพียงระยะเริ่มต้นและคงเพราะมีเงินทุน มีทีมใหญ่มากและมีทุนทางสังคมจากการทำงานด้านอื่นมาก่อน แต่เขาไม่มีบทเรียนการเริ่มอย่างยากลำบาก ไม่เคยเผชิญปัญหาในการรับมือกับการเข้ามาโจมตี วิพากษ์วิจารณ์ และการจัดการความขัดแย้งในเว็บไซต์ เท่า thaingo สิ่งนี้สร้างให้ทีมเชื่อมั่นได้ และนำมาบ่มเพาะเราให้แกร่งและเข้าใจสิ่งที่ thaingo คิดชัดเจนขึ้น

NGOs หลายคนเปรยๆ ว่าผิดหวังในสัมพันธภาพกับ thaingo มาก บางคนมองว่า thaingo หยิ่งมากเกินไป เชิญยาก บางคนมองว่า thaingo ดีแต่ทำข่าวกระแนะกระแหนกันเอง หรือน่าจะทำข่าว NGOs มีเมียน้อยหรือผัวมีชู้มากกว่า จนถึงผู้ใหญ่บางท่านกล่าวอย่างรุนแรงว่า thaingo ทำงานไม่เอาขบวน ซึ่งนี่คือสิ่งที่ต้องรับฟัง ตรวจสอบตนเองและหาวิธีแก้ไขมุมมองเช่นนั้นให้ได้

แม้แต่ข้อครหาในเว็บบอร์ดจากคนนอกว่า thaingo เขียนข่าว หรือเปิดเว็บบอร์ดจำพวกผลัดกันเขียนเวียนกันชม เขียนยอกันเองอ่านกันเอง ลำเอียงในการพิจารณาลบกระทู้ ก็เป็นประเด็นที่ต้องสื่อสารออกไป เพราะสำคัญต่อการยอมรับและสำคัญต่อการนำบทบาทสื่อและพื้นที่สาธารณะ

ดังนั้น ในการปรับปฏิรูป thaingo ใหม่ ต้องตอบคำถามเพิ่มเติมด้วยว่า

1. ทำไม thaingo ปิดกั้น มิให้ NGOs ถูกตั้งคำถามในพื้นที่พื้นสาธารณะ ทั้งๆ ที่มี NGOs เข้าไปวิพากษ์วิจารณ์กระหน่ำคู่ขัดแย้งทางความคิดตนในพื้นที่สาธารณะ

2 .เสน่ห์ของการสร้างหรือถูกสร้างให้เกิดพื้นที่แบบนี้ คืออะไร ? และเราจะมีมุมมองหรือเข้าใจมันอย่างไร เพื่อให้สามารถนำมันมาเป็นพลังหนึ่งในการสะท้อนสังคม (socail reflection) หรือร่วมขับเคลื่อนสังคม

3. การเสนอให้ปิดเว็บบอร์ด อันเนื่องมาจาก NGOs เองก็เผชิญกับสถานภาพความปราศจากอำนาจ ตอบโต้ รับมือกับกระแสเข้ามากระหน่ำ ซึ่งตนเองเคยมีบทบาทโดดเด่นในฐานะอื่น หรือในสังคมภายนอก แต่มาเป็นตัวตลกใน internet ซึ่งหากมองมุมมอื่นๆ นั่นคือการต่อสู้ตอบโต้เอาคืนของคนไร้อำนาจด้วยเช่นกัน ดังนั้น ทีมงานต้องพัฒนามุมมองหานัยยะ ความหมายและอ่านระหัสการเคลื่อนไหวบน internet ให้ได้ด้วย เพื่อทำความเข้าใจสังคม ที่เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไม่หยุดนิ่งในการมองกันและกัน


ของขวัญปีใหม่ ‘ 48 “ปิดสงครามเว็บบอร์ด”

สำหรับผมเพิ่งทราบและรู้สึกตกใจมากพอสมควร กับการประกาศปิดเว็บบอร์ด (ปรับปรุง) ประหนึ่งปิดหัวใจดวงหนึ่งของ thaingo และสั่นคลอนความเชื่อมั่นในความกล้าที่เคยเห็น เพราะ thaingo เป็นการสื่อ 2 ทาง (two way communication) จึงย่อมยากจะหลีกเลี่ยงการประเดประดังเข้ามาปะทะ ตอบโต้กัน และนั่นคือโรงเรียนสอนประชาธิปไตยและหน้าต่างให้รู้จักตัวตนแท้จริงของคนในสังคมด้วย

ครั้งหนึ่งเราเคยยืนยันตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานว่า จะใช้มันเรียนรู้และทำงานกับสังคม เราไม่ปิดกั้นการเข้ามา ไม่ปิดกั้นการแสดงความคิด ซึ่งในสังคมไทยนั้นมีแต่สื่อทางเดียว (one way communication) อย่าง ทีวี หนังสือพิมพ์ ซึ่งผู้จัดทำมีอำนาจ 100% ที่กำหนดเนื้อหา ทิศทาง แต่ internet นั้น สามารถทำให้เป็น two way ได้

ปีนี้ได้ของขวัญที่ชวนให้กังวลใจมากที่สุด เพราะเห็นพลังของกรอบคิดบางแบบ ในทีมและในสมาชิกประจำ เข้ามามีอิทธิพลมากใน thaingo โรคอยากเห็นเหตุผล หรือข้อมูล “คู่กรณี” ในเว็บบอร์ด ความอยากเห็นตัวตนตนเองทำงาน เป็นอำนาจชนิดหนึ่งที่กำลังระบาด และดูเหมือนเป็นกรอบคิดเดียวที่รัฐใช้มองปัญหาคนจน ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้หรือปัญหาอื่นๆ

ทำให้กังวลว่า เราเองก็กำลังจะกลับกลายเป็นอีกขั้วหนึ่งที่เบ็ดเสร็จ เด็ดขาดและไม่แพ้อีกขั้วหนึ่งเข้าจริงๆ ทั้งไม่มีเหตุผล ใช้อารมณ์ เปิดให้พรรคพวกก่อกวน ปล่อยท่าทีเหมือนจัดตั้งขึ้น คือข้อหาเดิมๆ ที่เคยสรุปไว้ ประนามคู่กรณี ในหลายปีมานี้ วันนี้ทีมน่าจะสรุปใหม่ กับสงครามเว็บบอร์ดสอนให้เรามองโลกมองสังคมอย่างไรกัน กับความรุนแรงความขัดแย้งทำให้เรียนรู้ที่จะจัดการอย่างไร และนั่นคือสิ่งชี้ว่า ความคิดและสิ่งที่เราทำคือความหวังใหม่ของสังคม

อย่าให้เหมือนวาทะอันคมกล้าของ จอร์ช บุช ประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนปัจจุบันเลย
“มันไม่เชียร์ข้า มันก็คือศัตรูข้า”


<<< เชิญแสดงความเห็นได้...ที่นี่ >>>

ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org


6 มกราคม 2548