ร้องกรมทรัพย์สินทางปัญญา: ล้มสิทธิบัตรยา DDI

การเรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุขบังคับใช้สิทธิตามกฎหมายมาตรา 51 เพื่อยกเลิกการผูกขาดยาโดยบริษัทบริสตอล ไมเยอร์ สควิป จำกัด หรือ BMS เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทอื่นสามารถเข้ามาผลิตหรือนำเข้ายาชนิดนั้นๆ ได้ เพื่อให้ผู้ป่วยหรือบริโภคมีทางเลือก ในการซื้อยามาบำบัดบรรเทาอาการป่วยได้มากขึ้น แต่จนถึงปัจจุบัน ก็ยังไร้คำตอบที่ชัดเจน แม้แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ผู้ซึ่งออกสิทธิบัตร การผลิตยาให้บริษัท BMS เข้ามาผูกขาดการผลิต ก็ไม่สามารถให้ทางออกหรือตอบคำถาม กับประชาชน เครือข่ายผู้ติดเชื้อ และองค์กรด้านเอดส์และด้านสุขภาพ ได้ว่า จะยอมยกเลิกสิทธิบัตรผูกขาดฉบับนี้ เพื่อให้ประชาชน และผู้ป่วยได้มีทางเลือกจากการแข่งการผลิตและจำหน่าย ยาต้านไวรัส ชนิดนี้ หรือไม่อย่างไร นายนิมิตร เทียนอุดมณ์ เจ้าหน้าที่ติดตามเรียกร้อง เรื่องลดราคายาต้านไวรัสเอดส์ มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ หรือ ACCESS ได้กล่าวถึงการเรียกร้องครั้งนี้กับทีมข่าว thaingo ว่า

"ปัจจุบันนี้บริษัทยามันเป็น inter มากขึ้น คือมันมีหลายๆ ประเทศ ไม่เฉพาะแค่อเมริกาอย่างเดียว แต่มันมีหลายประเทศ เป็นบริษัทยาข้ามชาติ แต่ส่วนใหญ่อยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งพวกนี้จะ มีสิทธิบัตรการผลิตยาต้านไวรัสและส่วนใหญ่เกือบทุกตัวจะมีสิทธิบัตรคุ้มครอง ให้กับเจ้าของ และ ลักษณะของสิทธิบัตรนี้จะคุ้มครองไป 20 ปี ต่อสิทธิบัตรตัวหนึ่ง ดังนั้นในระหว่างนี้จะไม่มีใครสามารถ ผลิตยาตัวนี้ได้ ซึ่งมันก็คือการผูกขาดการค้ายา ตลอด 20 ปี

ส่วนกรณียาต้านไวรัสในแอฟริกาใต้ ก็คือ ยาตัวไหนมีสิทธิบัตรเขาจะมีการคุ้มครองในประเทศนั้นๆ เข้าใจง่ายๆคือ คุ้มครองบริษัทที่ขึ้นทะเบียนไว้ เป็นลักษณะคู่สัญญาจดสิทธิบัตรของภาคีการค้า ระหว่างประเทศด้วยกัน เมื่อจดสิทธิบัตรก็จะมีการคุ้มครองทั้งหมด

สวนกรณีไทยก็เหมือนกัน คือยาที่มีในแต่ละประเทศ เขาจะมีตัวแทน จำหน่าย และตัวแทนเขาก็จะมาขาย เมื่อเขาเป็นผู้เดียวที่เอามาขาย ในประเทศ ราคาจึงค่อนข้างแพงเพราะต้องอิงกับบริษัทแม่ซึ่งเป็นประเทศ ที่เจริญแล้ว ด้วยเหตุนี้ราคาจึงค่อนข้างแพง

แต่ถ้าหากมองที่ราคา ต้องเข้าใจด้วยว่า ยาแต่ละตัวนั้นมันไม่เท่ากัน เช่น บางตัว ขวดหนึ่งราคา ก็ตกประมาณ 489 บาท บรรจุ 60 เม็ด และก่อนอื่นต้องเข้าใจอีกว่า การกินยาต้านไวรัส ต้อง กินหลายๆ ตัวรวมกันจึงจะได้ผล หรือเรียกว่ากินยา แบบค้อกเทล ผสมกัน อย่างน้อย 3 ตัวขึ้นไป ถ้ากินต่ำกว่านี้ก็จะไม่มีประสิทธิภาพในการต้านโรคแทรกซ้อน เมื่อกินหลายๆตัว ค่ายาก็เลยสูง ตามมา เดือนหนึ่งก็ประมาณ 16,000-17,000 บาท เป็นราคาที่บริษัทยาไม่ได้ลดราคาเลยน่ะครับ เป็นราคาตลาดที่เขากำหนดไว้เลย " นายนิมิตร กล่าว พร้อมบอกถึงสถานะทางเศรษฐกิจของผู้ป่วย ส่วนใหญ่ ว่ากำลังซื้อผู้ป่วยไม่มีเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย ฐานะค่อนข้างยากจน เมื่อมีบริษัทยาทำการผูกขาด กำหนดราคาแพงจึงสร้างเดือดร้อนแก่ผู้ป่วยมาก

"ปัญหาคือเอดส์ หรือโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง ส่วนใหญ่เป็นคนยากจนรายได้น้อย ซึ่งไม่มีกำลังพอ จะซื้อยามาทาน และเหตุผลที่แพงก็มีเพียงอย่างเดียว คือมีการผูกขาดการผลิตยา จึงไม่มีการ แข่งขันกันในตลาดยา

ที่เรามีการเคลื่อนไหวเรื่องถอดถอนสิทธิบัตรนั้น ในประเทศไทยมีบริษัทสตอลไมเยอร์ สควิป หรือ BMS เป็นผู้แทนผลิตในประเทศไทย โดยเขาซื้อสิทธิบัตรเป็นผู้แทนการผลิตจากรัฐบาลอเมริกา เพื่อจำหน่ายในประเทศไทยและจดสิทธิบัตรเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายเพียงผู้เดียวในประเทศไทย ตามข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศฉบับเก่า นั่นก็คือจดทีละประเทศ ในระยะแรกประเทศไทย ไม่อนุญาต ให้ BMS จดสิทธิบัตร จากนั้น BMS ก็ย้ายไปขอจดที่อเมริกาและ ออสเตรเลีย ก่อน หลังจากจดที่ออสเตรเลียกลายเป็นข้ออ้าง มาขอจดที่ประเทศไทยอีกครั้ง จึงทำให้ไทยยอมให้จด สิทธิบัตรยาตัวนี้ ตามประเทศออสเตรเลีย

จุดเริ่มต้นที่เราเคลื่อนไหว เนื่องเพราะคิดว่า เราไม่ได้มองแค่การเพิกถอนสิทธิบัตร เพียงอย่าง เดียว แต่จุดเริ่มต้นจริงๆแล้ว เราต้องการให้องค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข ใช้ข้อ บังคับตามกฎหมายสิทธิบัตร

มาตรา 51 ที่บอกว่า "ถ้าผลิตภัณฑ์อันใดเมื่อให้สิทธิบัตรแล้วมันสร้าง ความกระทบกระเทือนภายในประเทศ เช่นราคาแพงเกินไป ทำให้เกิดความเดือดร้อน ต่อประชาชน ที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ตัวนั้น

มันมีข้อยกเว้นว่าให้หน่วยงานของรัฐบังคับใช้สิทธิได้กับเจ้าของสิทธิบัตรนั้น ๆ แล้วให้รัฐเอา มาเป็นเจ้าของสิทธิบัตรแล้วก็จ่าย ค่าเสียหายนั้นๆ แก่เจ้าของเป็นค่าชดเชยแทนประชาชน" เป็นเหตุผลที่เราเริ่มเรียกร้องก่อน ที่จะให้มีการเพิกถอนตอนแรกก็ให้องค์การเภสัชฯผลิตเป็นยา ต้านไวรัสแบบผงแทน เพราะตอนนั้นการจดสิทธิบัตร เขาขอจดเป็นยาเม็ด แต่เราก็เลี่ยงสิทธิ บัตรมาผลิตเป็นยาผงแทน ซึ่งก็สามารถทำได้ แต่ก็มีข้อเสียอยู่บ้างคือมีผลข้างเคียงค่อนข้างสูง กินยาก พกพาลำบาก เป็นต้น ซึ่งถ้าหากองค์การเภสัชฯยังไม่สามารถดำเนินการตามกฎหมาย 51 ยาผงตัวนี้ก็แก้ไขได้ระยะหนึ่ง เพราะยาจากองค์การเภสัชฯ จะถูกกว่า ต่อมาเราก็มองว่า ตามข้อมูลที่เรามี มันแสดงให้เราเห็นว่า บริษัท BMS ไม่ควรได้สิทธิบัตรยาตัวนี้ เพราะว่าเขาเองไม่ใช่ผู้คิดค้นยาตัวนี้ เขาเพียงแต่เช่าสิทธิบัตรตัวยามา จากหน่วยงานแพทย์อเมริกามาผลิตเท่านั้น ส่วนบริษัท BMS เพียงแค่มาปรับปรุงเพิ่มเติมส่วนผสมบ้างเท่านั้น แล้วอัดเม็ดมาขาย เมื่อเราดูเงื่อนไข ข้อมูลทั้งหมดแล้ว ก็สรุปว่ากรมทรัพย์สินฯน่ายกเลิกสิทธิบัตร ซึ่งทางเราผู้สานงานเครือข่ายฯเอง ได้พูดคุยกับนักวิชาการหลายท่านมาแล้ว" นายนิมิตร กล่าวเพิ่มเติม จากนั้นก็กล่าวย้ำว่า เรื่องยาแพงเพราะการผูกขาดนี่ อย่างไรก็ต้องแก้ไข อีกทั้งยังชี้ว่า หน่วยงานรัฐมีกฎหมายเปิดช่องทางอยู่แล้ว และพร้อมยกตัวอย่างกลยุทธสร้างภาพของบริษัทยา BMS ที่ลดราคาแบบมีเงื่อนไข โดยที่ผู้ป่วยซึ่งเป็นผู้บริโภค ยังต้องบริโภคยาแพงอยู่ดี ว่า

"เรื่องยาแพงนี่ หน่วยงานแพทย์อเมริกาเจ้าของลิขสิทธิ์ยาเขาทราบดีอยู่แล้ว ว่ายาของเขามัน แพง แต่กรณีประเทศไทย มันมาหนักตรงที่มีการจดสิทธิบัตรให้กับบริษัทผู้ผลิต เมื่อจดแล้วคน อื่นก็ไม่มีสิทธิผลิต การแข่งขันก็ไม่มี ราคาจึงแพงมาก ดังนั้นจึงมีการ ประสานกลุ่มเครือข่าย ผู้ติดเชื้อฯ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านเอดส์และสุขภาพ สมาคมพนักงานรัฐวิสาหกิจองค์การ เภสัชกรรม ร่วมกันต่อสู้เรียกร้องให้มีการยกเลิกสิทธิบัตร การผลิตยาต้านไวรัส หรือยา DDI ที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทย

ส่วนทางกรมทัรพย์สินฯ เองก็ตอบกลับมาว่า ได้ออกสิทธิบัตรไปแล้ว และตอนนี้เขาเองก็ไม่พร้อม ที่จะยกเลิกสิทธิบัตรการผลิตยา ที่ให้แก่ BMS อีกอย่างทางกรมทรัพย์สิน ฯ เขาไม่คิดว่าเป็น หน้าที่ของเขาที่จะต้องออกมารับผิดชอบ แต่เป็นหน้าที่ของผู้บริโภคที่ต้องหาเงินหรือหาทาง ซื้อยามากินเอง "นายนิมิตรกล่าว และยังได้กล่าวเป็นการสรุปปิดท้ายให้กับทางทีมข่าว thaingo รับฟังถึงความคืบหน้า ในเรียกร้อง และสภาพความจริงที่บริษัท BMS ลดราคายาครั้งนี้ เป็น อย่างไรว่า

"ส่วนภายภาคหน้า เราจะต้องหาวิธีการหลายๆ วิธีการมาสู้ต่อไปอาจจะมีทั้งส่งจดหมายขอให้ลด ราคาทั้งเรียกร้องให้เพิกถอนสิทธิบัตร ทั้งฟ้องร้องกรมทรัพย์สินฯ ด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยมียาต้าน ไวรัส DDI ไว้รับประทานกันในราคาที่มีกำลังซื้อได้ และขณะนีก็มียาต้านไวรัสหลายตัวเริ่มหมด สิทธิบัตรแล้ว องค์การเภสัชกรรมสามารถผลิตได้แล้วถึง 5-6 ตัว ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายไปเยอะ พอสมควร ทำให้บริษัทอื่นๆ ลดราคาตามมาด้วย

นอกจากนั้นก็มีการรวมตัวกับ NGOs ต่างประเทศ ที่ร่วมเรียกร้องให้มีการลดราคายาลง ซึ่งทาง ด้านบริษัทยาเองก็ประกาศลดราคามาบ้างแล้ว แต่ลดแบบมีเงื่อนไขมาก หรือลดเพื่อสร้างภาพ ลักษณ์ตัวเองมากกว่า คือเขาบอกว่าลดให้ 80% แต่เฉพาะกับรัฐบาลและองค์กรการกุศลที่จะซื้อ ไปแจกเท่านั้น ดังนั้นถ้าประเทศไหนรัฐบาลไม่มีนโยบายในการซื้อยา ยาก็ไม่ถึงผู้บริโภคอยู่ดี พูดง่ายๆ คือผู้บริโภคซื้อยากินเองโดยตรงไม่ได้ ในราคา 80% มันก็เลยเหมือนไม่ได้ลดราคาเลย เพราะจะมีสักกี่ประเทศที่รัฐบาลมีเงินมากพอจะซื้อยาต้านไวรัส DDI มาแจกประชาชน สุดท้าย ก็เป็นเพียงการสร้างภาพของบริษัทยามากกว่า

เพราะการลดราคา 80% นี่ลดได้เยอะมากเลยน่ะครับ ก็เหลือประมาณ 5,000 บาท ต่อเดือน ซึ่งผู้บริโภคสามารถซื้อยามารับประทานเองได้มากขึ้น เมื่อมาโยงกับเรื่องหลักประกันสุขภาพ ตาม พ.ร.บ. ใหม่ แล้วมันก็สามารถจะทำได้จริงๆ และถึงที่สุดแล้ว ก็เป็นเรื่องเดียวกับนโยบายรัฐบาล แต่ทำไมรัฐบาลไม่กระตือรื้อร้นที่จะได้ยิน หรือหาทางแก้ปัญหา ตรงนี้ผมก็ไม่เข้าใจครับ" นายนิมิตร กล่าว


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org