3 ปี กรรมการสิทธิฯ “ภารกิจแห่งความหวังของภาคประชาชน”

ทบทวนบทบาทคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ที่แต่งตั้งขึ้นมาตามกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 อันมีภาระหน้าที่โดยตรงในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ และตามพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งไทยเป็นภาคี รวมทั้งการจัดทำรายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน

ในวาระที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้ดำเนินงานมาครบรอบ 3 ปีท่ามกลางเสียงทั้งวิพากษ์วิจารณ์และชื่นชม ตลอดระยะเวลาที่ดำเนินภารกิจ จึงเปิดเวทีสาธารณะและนำเสนอ “รายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศ” ขึ้นเมื่อวันที่ 4-5 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ โรงแรมแมนดาริน กรุงเทพฯ


ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ศาสตราจารย์เสน่ห์ จามริก
ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งกล่าวเปิดเวทีสาธารณะและนำเสนอ “รายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ” ครั้งนี้ รายงานว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้จัดทำรายงานประเมินสถานการ์สิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี 2544- 2546 ฉบับนี้ขึ้น เพื่อนำเสนอและประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี รวมทั้งเปิดเผยต่อสาธารณชน ซึ่งเป็นภารกิจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 วัตถุประสงค์ของการจัดเวทีสาธารณะครั้งนี้ ต้องการเปิดโอกาสให้สาธารณชนได้รับทราบ มีส่วนร่วมและสะท้อนความคิดเห็นในมุมมองที่หลากหลายอย่างรอบด้าน นอกเหนือจากมุมมองของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติหน้าที่ส่งเสริม คุ้มครองสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมิได้กระทำไปตามลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของสังคม และเพื่อรับทราบความคาดหวังของประชาชนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อพัฒนาทิศทางและบทบาทการดำเนินงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติต่อไป

ศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน กล่าวในประเด็นเรื่อง ความคาดหวังที่มีต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ว่า “ไม่ได้มีความคาดหวังอะไรเป็นพิเศษต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพราะทราบดีว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ทำอะไรไปมากแล้ว อาจเรียกได้ว่ามากกว่าองค์กรอิสระทั้งหลายที่มีอยู่แล้ว อีกทั้งสถานการณ์ของสังคมปัจจุบันก็ยังไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนมากนัก ดังในเนื้อหารายงานประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชน ที่คณะกรรมการสิทธิฯ เองก็ยอมรับว่า การทำงานยังไม่ค่อยเกิดผลมากนัก ซึ่งในรอบ 3 ปีมานี้ สิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมอำนาจนิยม วัฒนธรรมการนิ่งเฉย เห็นว่าธุระไม่ใช่ กลับเฟื่องฟูมากขึ้นในสังคมไทย ถ้าย้อนกลับไปเปรียบเทียบในยุคเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬ ปี 2535 เปรียบเทียบกับในช่วง 3 ปีที่ผ่านมานี้ พบว่า วัฒนธรรมอำนาจนิยม มันรุนแรงกว่า มันสามารถครอบงำสังคมได้มากว่า วัฒนธรรมสิทธิมนุษยชน อย่างมากมายเหลือเกิน” ศ.นิธิ กล่าว

ศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ จากมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน นอกจากนั้น ศ.นิธิ ยังย้ำถึงสถานการณ์การคุกคามของรัฐและทุนในปัจจุบันนี้ ว่ามีอยู่ 2 ส่วน ส่วนแรกคือ อำนาจหรือกระแสระหว่างประเทศ ซึ่งพูดถึงข้อตกลงระหว่างรัฐไทยกับองค์กรระหว่างประเทศ อาทิ อนุสัญญาระหว่างประเทศ สัญญาระหว่าง ต่างๆ ถามว่าอำนาจหรือกระแสระหว่างประเทศนี้ สามารถมีอำนาจ หรืออิทธิพลเพียงพอไหมที่จะเข้ามาควบคุมไม่ให้อำนาจรัฐและอำนาจทุนละเมิดสิทธิมนุษยชน ในรายงานของคณะกรรมการสิทธิฯ เอง ก็ชี้ให้เห็นว่าไม่ค่อยได้ผลเหมือนกัน เห็นได้จากการที่รัฐไทยเองก็สงวนสิทธิ์ที่จะไม่ลงนามในอนุสัญญา สัญญาหลายฉบับที่ยังไม่ร่วมลงนาม หรือในสัญญาหลายฉบับที่กำหนดให้รัฐบาลไทยต้องทำรายงานเสนอสถานการณ์หลายต่อหลายเรื่อง รัฐไทยเองก็ไม่ได้ดำเนินการ อำนาจที่มากกว่าคือมหาอำนาจ ไม่ใช่สนธิสัญญาทั้งหลาย อย่างไรก็ตามการนำเอามหาอำนาจเข้ามาแทรกแซง เพื่อระวังไม่ให้อำนาจรัฐถูกคุกคาม ละเมิดสิทธิมนุษยชน ดูว่าจะเป็นอันตรายมากกว่ามีคุณ นอกจากนี้ประเทศมหาอำนาจมักจะใช้อำนาจเข้าแทรกแซงปัญหาสิทธิมนุษยชนเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศตนเสียมากกว่า

ส่วนที่สองที่มีความสำคัญมากก็คือ สังคม สังคมไทยหรือสังคมไหนๆ ในโลกนี้ก็ตามถ้าสามารถจะขับเคลื่อนตัวเองเข้าไปควบคุมรัฐและทุนก็จะเป็นอำนาจที่แท้จริง ตัวอย่างที่เห็นในสังคมไทยเมื่อเร็วๆ นี้ก็คือ กรณีการซื้อสโมสรลิเวอร์พูล การเคลื่อนไหวของสังคมทำให้รัฐไทยต้องยกเลิกการเจรจาซื้อสโมสรลิเวอร์พูล หากสังคมใดก็แล้วแต่สามารถมีความเข้มแข็งและสามารถขับเลื่อนตัวเองให้มีอำนาจครอบคุลมรัฐและทุนก็จะสามารถควบคุมรัฐและทุนได้ไม่ให้ละเมิดสิทธิมนุษยชนได้

หากแต่ความเป็นจริงของสังคมไทยในปัจจุบันนี้ก็คือ สังคมไทยกำลังอ่อนแอ การเมืองภาคประชาชนอ่อนแอ นับแต่หลังวิกฤติเศรษฐกิจเป็นต้นมา คนชั้นกลางรู้สึกไม่มั่นคงในชีวิต ต้องปรับตัวกับยุคหลังฟื้นภาวะเศรษฐกิจ การฝึกทักษะในงานใหม่ๆ ซึ่งมีในทุกระดับกลุ่มคนทั้งชนชั้นกลางและเกษตรกร คนชั้นกลางมองปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านไม่ออก เพราะปัญหาความไม่มั่นคงในชีวิตของตนเองก็แย่พออยู่แล้ว อีกทั้งการเติบโตของ จิตวิญวิญญาณแบบปัจเจกนิยม ผู้คนไม่สนใจจะช่วยเหลือกัน ไม่รวมตัวกัน เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้สังคมไทยอ่อนแอลง

ศ.นิธิ ยังได้เสนอแนะถึงบทบาทคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนว่า บทบาทที่สำคัญคือ บทบาทในการขับเคลื่อนสังคม การเปิดพื้นที่สาธารณะให้กับผู้ไร้อำนาจ ผู้ด้อยโอกาสในสังคมให้มากขึ้น รูปธรรมเท่าที่พอจะนึกได้ เช่น การเปิดพื้นที่สาธารณะทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นคำใหม่ ประเด็นใหม่ ให้กับสังคม ตัวอย่างเช่น คำว่า “ป่าชุมชน” แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องมีข้อมูลทางวิชาการรองรับ ซึ่งจะเป็นพลังมาก ประเด็นที่ 2 การคิดถึงสื่อใหม่ๆ เช่น เวบไซต์ ทำอย่างไรเราจะสร้างสื่อใหม่ๆให้น่าสนใจ ให้การศึกษาแก่คน หรืออย่างวิทยุชุมชน ซึ่งก็เป็นสื่อที่จำเป็นต้องใช้มูลในการเผยแพร่ นอกจากนี้เราต้องไม่ลืมสื่อเก่าด้วยถึงแม้เราจะรู้สึกว่าสื่อถูกครอบงำ แต่เราก็ยังควรให้ความสนใจ เร่งสร้างและขยายเครือข่ายกับสื่อเก่า อาทิเช่น ผู้เขียนบทโทรทัศน์ สำนักพิมพ์ต่างๆ ทำอย่างไรจะถ่ายทอดความคิดเหล่านี้ให้กับสื่อเหล่านี้ด้วย

สนิทสุดา เอกชัย - นักหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ในขณะที่ สนิทสุดา เอกชัย ผู้แทนสื่อมวลชนหนึ่งเดียวบนเวทีเสวนา เสนอมุมมองต่อบทบาทคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ 4 ด้านด้วยกันคือ มุมมองแรกคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ในฐานะเพื่อนประชาชน เป็นที่พึ่งของประชาชน และทำอย่างไรให้จิตวิญญาณในการเคียงข้างประชาชนของกรรมการสิทธิฯ อยู่ในโครงสร้างด้วย ไม่ได้อยู่พียงเฉพาะกับตัวบุคคลเท่านั้น ข้อเสนอแนะต่อประเด็นนี้คือ ควรมีการกระจายโครงสร้างของคณะกรรมการสิทธิฯ ลงไปในภูมิภาค ในจังหวัด และให้บทบาทส่วนกลางในการทำภารกิจเผยแพร่กับสื่อมวลชน

มุมมองที่สองคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ เป็นองค์ความรู้ คือทำอย่างไรจะให้เกิดการรวบรวมองค์ความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศป็นระบบ ครอบคลุมปัญหาสิทธิมนุษยชนไทยในทุกด้าน สามารถนำไปใช้อ้างอิงได้อย่างถูกต้อง และมีข้อมูลทั้งภาษาไทยและภาษอังกฤษ

มุมมองที่สามบทบาทของคณะกรรมการสิทธิฯ กับสื่อมวลชน ข้อเสนอแนะต่อประเด็นนี้คือ คณะกรรมการสิทธิฯ ต้องพยายามแย่งชิงพื้นที่สื่อให้ได้ วิธีการคือ ต้องทำความรู้จัก เข้าใจกลไก โครงสร้างของสื่อนั้นๆ เข้าไปเชื่อม และต้องทำงานเชิงรุกกับสื่อ และมุมมองสุดท้าย คือ บทบาทในการแก้อคติทางสังคม คณะกรรมการสิทธิฯ ต้องทำงานอย่างหนักกับทุกภาคส่วนของสังคม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา ศาสนา แวดวงบันเทิง ฯลฯ ในการสร้างความเข้าใจ การตั้งคำถามกับการกดขี่ข่มเหงที่เกิดขึ้นกับคนที่อ่อนแอกว่าในสังคมไทย

นาย สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย นาย สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย หรือ ครป. กล่าวในหัวข้อเดียวกันถึงความคาดหวังต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ ไว้ดังนี้ "น่าเห็นใจในการทำงานของคณะกรรมการสิทธิฯ เพราะต้องเผชิญกับสภาวะที่ไม่เอื้อต่อการทำงานเลย อย่างน้อย 3 ประการ ได้แก่ ประการที่ 1 ในยุคของการก่อเกิดองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรอิสระองค์กรแรกภายใต้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี พ.ศ. 2540 ภาวะสังคมไทยยังอยู่ในช่วงที่องค์ความรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนยังกระจัดกระจาย โจทย์หรือปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน (อาทิ โทษประหารชีวิต สิทธิของหญิงบริการ ฯลฯ ) ยังต้องทำความเข้าใจกันอีกมาก ทั้งตัวของคณะกรรมการฯ เอง รวมถึงประชาชนทั่วไป ประการที่ 2 นโยบายของรัฐบาลเอง ที่มีแนวโน้มนิยมใช้ความรุนแรงและใช้อำนาจในการแก้ปัญหามาก และเป็นที่น่าแปลกใจ โพลล์แทบทุกสำนัก ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยกับนโยบายวิสามัญฆาตกรรมผู้ค้ายาเสพติด อันนำมาสู่การสูญเสียชีวิตผู้คนกว่า 2,000 ศพ น่าคิดมากว่าประชาชนในสังคมในขณะนี้กำลังคิดอะไรอยู่ และประการที่ 3 ในขณะที่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 เปิดโอกาสให้มีคนแบบ คุณจินตนา แก้วขาว เพิ่มขึ้นมากเป็นดอกเห็ด หากแต่คนชั้นกลางหวังพึ่งไม่ได้มาก สังคมส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจปัญหาของผู้เดือดร้อน ปัญหาของคนด้อยโอกาส สังคมส่วนใหญ่จึงมีความคาดหวังต่อคณะกรรมการสิทธิฯ ที่หลากหลาย และไม่ตรงกัน"

ในทัศนะของเลขาธิการ ครป. มีความคาดหวังต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในการพิทักษ์ปกป้องสิทธิของนักต่อสู้เพื่อสังคมที่กำลังถูกคุกคามในขณะนี้ ช่วยส่งกระแสให้สังคมช่วยจับตามอง และเฝ้าระวัง นักต่อสู้เหล่านั้น ส่วนการขยายบทบาท การสร้างเครือข่ายของคณะกรรมการสิทธิฯ ไปในระดับภูมิภาคนั้น เห็นด้วยว่าควรทำ ปัจจุบันนี้คณะกรรมการสิทธิฯ เล่นบทบาทการติดตาม การสืบเบาะแส เกาะติดสถานการณ์ดีอยู่แล้ว หากแต่ทำอย่างไรคณะกรรมการสิทธิฯ จึงจะมีอำนาจในการตัดสินปัญหา สามารถเปิดศาลไคฟงแสดงบทบาทท่านเปาปุ้นจิ้นชี้ความผิดได้

กระนั้นก็ตาม นายสุริยะใสยังชื่นชมการทำงานของคณะกรรมการสิทธิฯ ว่าทำได้ดีและควรทำต่อไป โดยเฉพาะ การช่วยเหลือในกรณีการละเมิดสิทธิฯ รายบุคคล อย่างกรณี คุณรัตนา สัจจเทพ ซึ่งเป็นกรณีที่คณะกรรมการสิทธิฯ ได้รับคำชื่นชมและยอมรับจากสาธารณชนเป็นจำนวนมาก

บทสรุปนับจากนี้ไปอีกครึ่งทาง หรือใน 3 ปี ข้างหน้าตามวาระ บทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร จะสามารถทำความคาดหวังของประชาชนคนไทยหรือไม่ อย่างน้อยก็ 400 คน ในวงสัมมนา 2 วันนี้ ซึ่งทำได้มากน้อยแค่ไหนยังเป็นเรื่องที่ต้องให้กำลังใจและติดตามต่อไป โดยเฉพาะภารกิจซึ่งทำอย่างไร ที่จะให้จิตวิญญาณในการยืนเคียงข้างประชาชนอยู่ในโครงสร้างภารกิจกรรมการสิทธิฯได้ โดยไม่ได้ผูกติดอยู่กับตัวบุคคลอย่างที่ถูกสรุปไว้ในบทเรียนการทำงาน 3 ปี นั้น ทีมงานไทยเอ็นจีโอและประชาชนผู้สนใจพัฒนาการการเมืองไทยและการเมืองภาคประชาชน สมควรต้องติดตามต่อไป


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

6 สิงหาคม 2547