ชีวิตทรนง "บรรจง นะแส"

น้อย
โอกาสนักที่สังคมไทยจะได้รับรู้ว่า เบื้องหลังของคนทำงานพัฒนาเอกชน ที่ยืนหยัดเคียงข้างชาวประมงพื้นบ้าน และคนทุกข์คนยากในชนบทไทยมาร่วม 2 ทศวรรษนั้น เรื่องราวชีวิตความเป็นอยู่ มุมมองของประชาชนธรรมดาๆ คนหนึ่ง ที่รักครอบครัว รักงานการเกษตรและสนใจใฝ่ธรรมนะ อักทั้งเป็นหนึ่งในนักพัฒนาเอกชนจำนวนน้อยคนมาก ที่พูดถึงพระธรรมคำสอนบนเวทีงานเคลื่อนไหว "บรรจง นะแส" มหาบัณฑิตสาขาวิทยาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หาดใหญ่ (มอ.) และผู้อำนวยการ โครงการการจัดการทรัพยากรชายฝั่งภาคใต้

ชีวิตที่เลือกเองของ "บรรจง นะแส" ความรู้ ความคิดและเจตจำนงมุ่งมั่นที่จะ ทำงานเพื่อคนจนในกลุ่มประมงพื้นบ้าน เจตจำนงที่ก่อเกิดและเรียนรู้จากยุคสมัย และในวันนี้ ที่ "บรรจง นะแส" เผยทัศนะ มองโลก มองสังคม มองตนเอง มองยุคสมัยและสังเคราะห์ชีวทัศน์นักพัฒนาเอกชนไทยอย่างไร ทีมงานไทยเอ็นจีโอรายงาน


เข้าร่วมการเคลื่อนไหวยกเลิกมติ ครม.43 ถ่ายที่ริมกำแพงหน้าทำเนียบ
"มันเริ่มต้นเมื่อตอนสมัยเรียนนั้น ที่ผมเริ่มสนใจกิจกรรมก่อน พอสนใจกิจกรรมก็เริ่มสนใจนอกห้องเรียนมากขึ้น ซึ่งตั้งแต่มัธยมต้นก็มีเหตุการณ์ 14 ตุลา 16 และพอมัธยมปลายก็มีเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 ซึ้งบ่มเพาะความสนใจการเมืองให้กับผม และสิ่งที่ผมได้เรียนที่สำคัญที่สุดกับชีวิตคือเหตุการณ์นี้เอง มัน เป็นเหตุการณ์ที่มันทำลายความชอบธรรมในสังคมที่ยิ่งใหญ่มาก ซึ่งในประวัติศาสตร์ไทยมีไม่กี่ครั้งสำหรับเหตุการณ์สำคัญๆ เช่นนี้

มันทำให้เราเรียนรู้ข้อเท็จจริงของสังคม ว่าอย่างน้อยมันเป็นไปได้ สำหรับการเปลี่ยนแปลงถ้าเกิดความไม่ยุติธรรมในสังคม ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมันอาจจะเกิดขึ้นได้อีก นั่นคือการเปลี่ยนแปลง ในขณะที่สมัยนั้น หากมองความคิดชาวบ้าน เขาจะคิดว่าหากต้องมาเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะรัฐี้นั้น อยู่นอกเหนือความคิดของชาวบ้านมาก ส่วนหนึ่งเพราะชาวบ้านเขาต้องทำมาหากิน

อีกด้านหนึ่งของชีวิตผมคือ เมื่อมาเรียนก็ไม่ต้องทำนา การเรียนหนังสือทำให้ได้ซึมซับอะไรมากมายจากการอ่าน ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมโลก และการเรียนรู้นี้ ส่วนหนึ่งมันทำให้คุณได้ค้นหาตัวเอง แล้วก็หาทางเดินต่อไปว่า จะเดินไปอย่างไรในชีวิตก่อนตาย หรือให้ลึกมากกว่านั้น ก็อาจจะเป็นเรื่อง ศาสนา เรื่องปรัชญา ที่ทำให้เราหาความหมายของชีวิต ว่าตนเองจะเลือกเดินไปทางไหน เป้าหมายชีวิตชอบอะไร ต้องการอะไร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่า มันสอดคล้องกับข้อเท้จจริงของรายละเอียด ที่ไม่เหมือนกัน

เช่นชอบทำสวนก็ศึกษาว่า ถ้าทำสวนเราจะทำอย่างไร อยู่ได้ไหม เหล่านี้คือกระบวนการเรียนรู้ชีวิตสมัยเรียนมหาวิทยาลัยทั้งสิ้น เมื่อพบสิ่งที่ชอบ ความชอบนั้นเองมันจะเหวี่ยงชีวิตเราไปพบไปเจอคนที่ชอบคล้ายๆ กัน คิดคล้ายๆ กัน อยากทำเหมือนๆ กัน งานค่ายอาสาพัฒนาชนบท ทำให้ผมไปพบคนที่สนใจหรือทำในสิ่งที่เราสนใจ ซึ่งในสมัยนั้นก็มีพี่เปี๊ยก "บำรุง บุญปัญญา" พี่เรือง สุขสวัสดิ์ พี่เกษม เพชรนที เหล่านี้ล้วนเป็นพี่ที่ทำงานมาก่อนผม ในขณะที่พอเรียนขึ้นปี 3 ผมได้ไปฝึกงานปลัดอำเภอ ผมเรียนรัฐประศาสนศาสตร์ ทำให้ผมพบตัวเองว่าชีวิตตรงไม่ใช่ คือไม่ใช่สิ่งที่เราอยากจะอยู่จนแก่ตาย หรือเพื่อประกอบอาชีพ แต่ในระยะแรกๆ นั้น ผมอยากทำไร่ทำนามากกว่า แต่การจบชั้นสูงๆ สำหรับคนชนบทสมัยนั้นสำคัญมาก เราจะกลับมาทำอย่างนั้น พ่อแม่ไม่ยอมแน่ เพราะพ่อแม่เขาคาดหวังมาก แต่คนจะได้ดีได้ในสมัยนั้นหนึ่งต้องเก่งสอบเอา และสองมีเส้นสายฝากงาน ซึ่งผมไม่เอาทั้งสองอย่าง กลับบ้านก็ไม่ได้ ก็เลยไปเริ่มทำงานพัฒนาเอกชน พื้นที่แรกก็คือบ้านนาทับ อ.จะนะนี่แหละ เริ่มงานกับชาวประมงพื้นบ้านตั้งแต่ตอนแรกเลย ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่สนาม เงินเดือนสมัยนั้นก็ 1,200 บาท ประมาณปี 2524 และจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังทำมาโดยตลอด ยิ่งลงไปทำงานพัฒนาก็ยิ่งเจอเนื้อหา ข้อเท็จจริงมากมาย เกี่ยวกับชาวประมงพื้นบ้าน เช่น จับปลาดีๆ ส่งให้เขากิน แต่ตัวเองกินอาหารไม่ดี ไม่มีประโยชน์เลย ทำให้เรามีคำถามเกิดขึ้นทำไมคนจับให้คนอื่นกิน ถึงลงจนลงทุกวันเมื่อเจอโจทย์ใหม่ก็ทำให้ผมมีคำถามขึ้นมาเรื่อยๆ ว่าจะช่วยเขาอย่างไร ในขณะที่ไทยในยุคนั้นส่งออกอาหารทะเลเป็นอันดับหนึ่งของโลก แต่ทำไมชีวิตชาวประมงเป็นอย่างนี้ คือยากจน

เมื่อเจอโจทย์ก็ลงไปอยู่คลุกคลีกับโจทย์ ก็เห็นความไม่ชอบธรรมในการจัดการทรัพยากร การใช้เครื่องมือที่ทำลายล้าง การเอารัดเอาเปรียบกัน ทำให้เกิดความคิดอ่านที่อยากจะแก้ไข ก็ทำให้เกิดช่องทางว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาชาวบ้าน ก็เกิดเป็นกระบวนการทำงานต่อมาเรื่อยๆ

การแก้ปัญหาของรัฐในสมัยนั้น ก็มีแต่มันก็ไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้ อย่างเช่น ปัญหาเรื่องอวนรุนอวนลาก ที่กฎหมายกำหนดไว้ 3,000 เมตรจากชายฝั่งห้ามเข้ามา แต่ความจริงคือ ผมเห็นมันวิ่งลากกันลั่นทะเล เรายืนอยู่ที่ชายหาดยังเห็นเลย อย่างทะเลสาบสงขลาห้ามมีอวนรุน ผมก็เห็นมีลากเป็นร้อยสองร้อยลำ ถามว่ามีประมงอำเภอดูแลไหม มีครับ แต่ไม่เห็นแก้ไขปัญหาอะไรได้ หรืออาจจะมี แต่ทำในบทบาทอื่นแทนก็ได้ เช่นเพาะพันธุ์สัตว์น้ำแจกชาวบ้านแทน

20 กว่าปีให้หลัง ชาวบ้านมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปมากพอสมควร ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมยังมีกำลังใจทำงาน การเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ก็คือชาวบ้านรู้เท่าทันมากขึ้น มีการรวมตัวต่อรองกับอำนาจรัฐ หรือทุน มากขึ้น รู้จักรับรู้ข้อมูลมากขึ้น แล้วกล้าลุกขึ้นสู้มากขึ้น ทำให้ความฝันของผมที่ทำงานมาร่วม 20 ปี มีกำลังใจมากขึ้นกับภาพแบบนี้ ซึ่งมันต่างจากแต่ก่อนมาก แต่ก่อนอะไรๆ มันรวมศูนย์อยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นผู้ตัดสินใจในการแก้ไขปัญหา ถึงสู้มาได้แต่ก็ชั่วคราว สักระยะหนึ่งกลุ่มอำนาจเดิมก็เข้ามายึดครองอีก วนเวียนเป็นอยู่อย่างนี้"


"ณ วันนี้ งานพัฒนาเอกชนทำให้ชาวบ้านรู้และเข้าใจอะไรมากมาย เท่าทันและตัดสินใจกำหนดทางเลือกตัวเองได้ และวิเคราะห์ได้ว่าอะไรเป็นธรรม อะไรไม่เป็นธรรม ดังนั้นปัจจุบัน ชาวบ้านก็คือผู้กำหนดการเปลี่ยนแปลง ตรงนี้เรามีกำลังใจ ที่ผมพูดมาทั้งหมดนั้น ไม่ใช่เป็นบทบาทของ NGOs แต่ฝ่ายเดียว แต่ก็มาจากหลายๆ ฝ่าย ด้วย ซึ่งส่วนนี้เองคือกำลังใจผม ทำให้ผมสรุปว่า การเปลี่ยนแปลงคือกระบวนการที่ชาวบ้านต้องมามีส่วนร่วมเยอะๆ

การลุกขึ้นมาของชาวบ้านเรามักจะมองว่า ลุกขึ้นมารบกับรัฐ จริงๆ แล้วไม่ใช่ ชาวบ้านลุกขึ้นมา เพื่อปฏิบัติการแก้ไขปัญหาของเขาเอง ด้วยวิธีการของเขา เช่น ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ แบบนี้ก็ไม่ได้ทะเลาะอะไรเลยกับรัฐ ตรงนี่แหละคืองานพัฒนา ทั้งที่เมื่อก่อนชาวบ้านเขาเคยละเลย แต่วันนี้เขาแก้ไขได้ อย่างปลาหายไปเขาก็ลุกขึ้นมาทำปะการังเทียม ปลาก็เยอะขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นปฏิบัติการของชาวบ้าน ที่เขาทำได้ผล ไม่ได้ทะเลาะกับรัฐเลย

การแก้ปัญหาเดี๋ยวนี้เราต้องเปิดโอกาสให้ชาวบ้านเรียนรู้ และยิ่งให้ชาวบ้านเรียนรู้มากเท่าไหร่ศักยภาพก็จะออกมามากเท่านั้น และเขาจะตัดสินใจได้ว่าจะอยู่อย่างไร ทำมาหากินอย่างไร หรือจะใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมได้อย่างไร สิทธิของเขาที่ควรจะได้ ควรมีคืออะไร ที่เมื่อก่อนรัฐกำหนด แต่วันนี้เขาเริ่มเรียนรู้และกำหนดเองมากขึ้น อย่างกรณียาเสพติด บางหมู่บ้านตำรวจเข้าไปจัดการอย่างไรก็ไม่หมด แต่พอชาวบ้านเขาจัดการกันเองกลับหมดได้เหมือนกัน บางคนอาจจะบอกว่าเป็นเพราะ NGOs ไปจัดการ จริงๆไม่ใช่ มีหลายหมู่บ้านมากที่ไม่มี NGOs เข้าไปเลย ชาวบ้านจัดการกันเองทั้งนั้น แล้วได้ผลสำเร็จดีด้วย ดังนั้นการกล่าวว่าเป็นเพราะ NGOs ไปยุ ผมยืนยันว่า NGOs ไม่มีความสามารถขนาดนั้นหรอกครับ ชาวบ้านเขาเรียนรู้เองได้ เขาคิดเป็น "


" การที่ผมจบปริญญาโทก็จริง แต่ผมไม่เคยคิดจะไปเป็นอาจารย์เลย เพราะอาจารย์มันเยอะแยะแล้ว ผมถนัดและชอบงานพัฒนามากกว่า แต่คนทำงานพัฒนาต้องมีเป้าหมายชัดเจน ไม่เช่นนั้นก็อาจจะติดกับดักได้ เช่นติดกับดักแหล่งทุน เมื่อหมดแหล่งทุนสนับสนุนก็ทำงานต่อไปไม่ได้ แล้วก็ขวนขวายหาแหล่งทุนใหม่ ก็เปลี่ยนเป้าหมายใหม่ ซึ่งมันยุ่งจนไม่อาจจะหาความสุขในการทำงานได้ ดังนั้นก่อนอื่นๆ ต้องหาตัวเองให้เจอก่อน อย่างผมผมทำนาด้วย ผมก็พอมีข้าวกิน ผมทำงานตามเป้าหมายตัวเองได้ แต่คนที่ทำงานตามแหล่งทุน เมื่อหมดแหล่งทุนก็ลำบาก แต่ถึงอย่างไรผมก็คิดว่าเราจะไปเรียกร้องให้ทุกคนเหมือนกันหมดไม่ได้ เราเติบโตมาจากสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน จะให้เคนเมือง คนกรุงเทพฯ มาทำนาอย่างผมคงไม่ได้ ผมชอบทำนาทำสวน ไปวัดไปวาในวันพระ อย่างที่ผมชอบผมสามารถทำได้ แต่อย่างน้อยเราต้องมีเป้าหมายในการทำงานพัฒนา ไม่ใช่ปล่อยชีวิตไปเรื่อยๆ ไม่มีทิศทางจะไปไหน เราต้องหาตัวเองให้เจอให้สอดคล้องกับความใฝ่ฝัน

สำหรับการทำงานผมคิดว่า เราต้องรู้จักปรับระบบการทำงานเพราะบางคนเป็นลูกหลานชาวไร่ชาวนา
อีกอย่างเราต้องเอาจุดยืนเป็นที่ตั้ง เราต้องยืนอยู่ข้างฝ่ายที่เสียเปรียบ ดังนั้น เราคนทำงานนอกจากมีเป้าหมายแล้ว เราต้องมีจุดยืนที่ชัดเจนเมื่อเราทำอะไรแล้วเราต้องยอมรับตัวเองได้ แต่คนทำงานพัฒนาในปัจจุบันนี้นั้น มักจะให้ความสำคัญกับเทคนิคการทำงานพัฒนามากเกินไป เช่น การจัดประชุม สัมมนา ทำฟิวเจอร์เสิร์ช มายแม็พ กันคล่องแคล่วว่องไว แต่ทำไปทำไม เป้าหมายคืออะไร เพราะเหล่านี้มันข้ามขั้นตอน การจะทำงานให้ตนเองก็มีความสุขไปด้วย เราต้องค้นหาตัวเองให้เจอ แล้วค่อยไปกำหนดบทบาทตนเองในการทำงาน เพราะถ้าข้างในมันพร่องเดี๋ยวมันจะขาดความมั่นใจ และหวาดกลัวว่า หมดงานนี้ตัวเองจะไปอะไรต่อ จากนั้นก็กระเสือกกระสนหางานสักที่ หรือรับจ้างใครก็ได้ นั่นคือความสูญเสียตัวเองอย่างมากครับ

"หากถามถึงยุคสมัยของคนทำงาน ผมไม่คิดเรื่องแบ่งแยกรุ่น ว่าเป็นรุ่นใหม่ รุ่นหลัง แต่ผมสนใจการมองเป็นคนๆ มากกว่า ว่าคนนั้นทำงานอย่างไร คนนี้คิดแบบไหน เพราะคนศักยภาพมันเท่ากัน ไม่เกี่ยวกับรุ่นหรอกครับ จุดสำคัญคือข้อมูลหรือการรับรู้ ที่ทำให้ตนเองโตมานั้น มันทำให้จิตใจเป็นอย่างไร ตรงนี้อาจจะต่างกัน บางคนโตมาในเมือง ในผับ บางคนในชนบท ความหมายหรือเป้าหมายของชีวิตที่ตัวเองกำหนดนั้นต่างกัน ดังนั้นปัจจัยที่ทำให้เกิดการเรียนรู้ตรงนี้สำคัญ สมัยก่อนนั้นมีน้อย แต่สมัยนี้มีมาก สำหรับให้เรียนรู้ให้ไขว่าคว้า เมื่อก่อนถือภาษาอังกฤษมาช่วยกันแปลทีละหน้า เพราะไม่มีหนังสืออ่าน เดี๋ยวนี้มีงานแปลให้อ่านเยอะแยะมากมาย แต่ในขณะเดียวกัน กระแสบริโภค กระแสที่จะดึงสิ่งที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้มันก็เยอะด้วยนะครับ ทั้งเรื่องแฟร์ชั่น เรื่องค่านิยมความสะดวกสบาย มันออกมามากในปัจจุบัน แต่ถ้าจะกล่าวว่า คนสมัยก่อนดีกว่า คงไม่ได้ เพราะสมัยก่อนมันมีของล่อตาล่อใจไม่มากขนาดนี้ ถ้ามากเหมือนสมัยนี้ผมคิดว่าคนสมัยนั้นก็อาจจะเป็นเพลย์บอยได้เหมือนกัน ดังนั้นผมไม่มองเป็นรุ่นๆ แต่มองที่ปัจจัย ที่คนคนนั้นสำคัญที่สุด"

การจะเข้ามาทำงานพัฒนา เราต้องเติมเต็มความเป็นชีวิต ซึ่งประกอบขึ้นทั้งกาย ทั้งจิตใจ ทั้งศาสนา ทั้งวัตถุ ยามเราอยู่กับครอบครัวลูกเมียเราก็เติมเต็มส่วนที่ขาดไปให้เขา หรืออยู่กับชาวบ้านก็เหมือนกัน ดังนั้นตัวเราต้องตอบตัวเองได้ อย่างน้อยก่อนตายอยากทำอะไร ถ้าตอบไม่ได้ผมไม่รู้ว่าคุณจะไปบอกชาวบ้านได้อย่างไร ว่าต้องทำอะไรในการแก้ปัญหาชีวิต เพราะตัวเองยังตอบตัวเองไม่ได้

ส่วนความคิดก่อนที่จะมีชีวิตครอบครัวของคนทำงาน ผมคิดว่ามันก็เริ่มต้นมองตั้งแต่คนที่คุณคิดจะจีบแล้วครับ ว่าจีบเพราะอะไร รักเพราะอะไร เพราะเข้าใจกัน หรือเพราะสวย หรือเพราะความคิดความอ่านเราชอบเหมือนกัน นี่คือจุดเริ่มต้นเรื่องครอบครัว ไม่ใช่มีลูกด้วยกันแล้วค่อยยกปัญหานี้มาคิด มันปลายเหตุแล้วครับ เพราะการตัดสินใจเป็นครอบครัวร่วมกันมันเรื่องใหญ่ครับ ไม่ใช่ขายข้าวแกง เพราะเราต้องอยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่าตายไปข้าง เราต้องมามีลูกด้วยกัน เลี้ยงด้วยกัน แล้วก็ช่วยสร้างฝันให้เขาได้เป็นอย่างที่จะเป็น และ 20 กว่าปีที่ผ่านมา ผมไม่เคยเหน็จเหนื่อยอะไร จนถึงต้องคิดเรื่องพักผ่อนหรือยุติการทำงานพัฒนา เพราะผมรู้สึกว่านี่คือการใช้ชีวิต ผมสนุกกับชีวิต ส่วนหนึ่งเพราะว่าผมไม่เคยคิดว่ามันเป็นการทำงาน แต่ผมคิดว่านี่เป็นการใช้ชีวิต อาจจะมีคนมองจากข้างนอกว่า งานพัฒนามันหนัก แต่ผมกลับคิดว่า มันสนุก กลับหมู่บ้านผมก็มีงานสร้างห้องสมุดของหมู่บ้าน ซึ่งเขาก็ทำกันมาตลอด ไปสวนเจอชาวสวน เจอชาวบ้าน ก็คุยกัน แลกเปลี่ยนปัญหากัน ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นเรื่องราวเหล่านี้ทั้งนั้น งานของผมไม่มีนายสั่งให้เครียดอะไร อาจจะมีอย่างมากก็แค่ต้องเขียนรายงานส่งแหล่งทุน หรือต้องบริหารคนในสำนักงานบ้าง แต่ก็ไม่ได้เหนื่อยอะไร เพราะมันเป็นเงื่อนไขที่ว่า ถ้าอยากมีเงินเดือนก็ต้องทำงานเหล่านี้ด้วย ส่วนวันไหนเหนื่อยๆ ผมก็ไปวัดไปวาบ้าง ไปสนทนาธรรมกับพระ หรือเขียนหนังสือ หรือออกไปเดินป่าบ้าง ผมก็มีความสุขดี ไม่ได้เหนี่อยอะไรครับ"


"ผมเคยกล่าว ในงานปาฐกถาให้กับมูลนิธิโกมลคีมทองว่า งานพัฒนาคือการปลดปล่อยนั้น มาจากความเชื่อของผมว่า การพัฒนาต้องนำไปสู่การปลดปล่อย เพราะการปลดปล่อยในทัศนะของผมนั้น สำคัญมาก โดยเฉพาะการเริ่มจากตัวเราเอง ไม่อย่างนั้น พอเราไปทำงานพัฒนาแทนที่จะปลดปล่อยชาวบ้านจากปัญหา ก็อาจจะไปลากอย่างอื่นเข้ามาพัวพันชาวบ้านอีก เช่น ไปลากความคิดความเชื่อแบบอื่นๆ เข้ามาพัวพันชาวบ้าน เป็นต้น ดังนั้น ตัวเราเองที่ทำงานอยู่ รู้ไหมอะไรบ้างที่พันธนาการชีวิตเรา เช่นกันเนื้อหางานพัฒนาต้องปลดปล่อยมัน เช่น ของเก่าๆ ประเพณีเก่าๆ บางอย่างชองชุมชน ก็มีเหมือนกันที่พันธนาการชีวิตชาวบ้าน เป็นภาระหน่วงเหนี่ยวชาวบ้าน ทั้งในเรื่องพิธีกรรมต่างๆ ก็ใช่ อีกทั้ง เรื่องโครงสร้าง เรื่องระบบ เรื่องการทำมาหากิน เหล่านี้มันก็ต้องไปสู่การปลดปล่อยทั้งสิ้น เช่น ชาวบ้านจับกุ้ง หอย ปู ปลาได้มาก แต่ส่งขายหมด แล้วให้ลูกกินข้าวเกรียบฮานามิ อย่างนี้เราก็ต้องทำงานปลดปล่อย โดยให้ความรู้ความเข้าใจว่า เด็กมันต้องกินโภชนาการที่ดี มีแคลเซียม จากกุ้ง หอย ปู ปลา หากจะขายเราก็ต้องขายแค่จำนวนหนึ่ง ซึ่งถ้าหากชาวบ้านเขารับรู้และเข้าใจมันได้ เขาจะต้องไม่ขายหมด เก็บอาหารดีๆ อย่างนี้ต้องให้ลูกเขากินก่อน เหลือแล้วค่อยขาย ส่วนเรื่องเงินทองถ้าจำเป็นก็ต้องมาคิดหาช่องทางอื่นๆ

งานพัฒนาเพื่อการการปลดปล่อยจึงต้องมองให้รอบ มองให้ทะลุทุกมิติ งานพัฒนาจึงจะไปสู่การปลดปล่อยได้ เพื่อให้จิตวิญญาณ ได้ดำเนินตามวิถีอย่างถูกต้อง หรือแม้แต่อำนาจรัฐก็ตาม ถ้าเข้ามามากก็ต้องต่อสู้ออกไปเพื่อปลดปล่อย สู้ได้แค่ไหนก็ค่อยๆ เรียนรู้ไป ถ้าความไม่ชอบธรรมมันเกิดขึ้น ก็ต่อสู้แก้ไขกันไป ก็เหมือนกับสมัยเผด็จการทหาร เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งชาวบ้าน นักศึกษาก็ลุกขึ้นมาปลดปล่อยกลายมาเป็นประชาธิปไตย และถ้าวันหน้าประชาธิปไตยมันไม่ดีก็ต้องปลดปล่อยประชาธิปไตย ไปสู่รูปแบบอื่นๆ ไม่สิ้นสุด แต่หัวใจสำคัญก็คือ "สังคมต้องเป็นผู้ปลดปล่อยพันธนาการตนเองครับ"


อัฎธิชัย ศิริเทศ
บันทึกคำสัมภาษณ์
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
16 ตุลาคม 2546