"กลุ่มหมากพร้าว" ความฝันวัยเยาว์กับเรื่องราวธรรมชาติ

กลุ่มหมากพร้าว ซึ่งเป็นกลุ่มคนหนุ่มสาวชาวตรัง ที่สืบทอดเจตนารมณ์มาจากกลุ่มเยาวชนอนุรักษ์สัมพันธ์ตรัง ทำกิจกรรม ด้านพัฒนาบทบาทเยาวชนในชุมชนชนบทและชุมชนเมือง เป็นคนหนุ่มสาวซึ่งเติบโตมาจากงานกิจกรรมค่ายอาสาฯ ในวัยมัธยมเมื่อปี 2534 จวบจนเข้าสู่หนุ่มสาว จากหน่ออ่อนของอุดมการณ์ในวัยเยาว์ได้งอกงาม เก่งกล้าขึ้น เป็น "กลุ่มหมากพร้าว" หรือในนามโครงการ " เสริมสร้างศักยภาพ เยาวชน เพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากร" ในปัจจุบัน เพื่อเสริมสร้างให้เยาวชนในโรงเรียนและในชุมชน สามารถทำกิจกรรมต่อเนื่อง ในด้านการดูแลทรัพยากร และเชื่อมโยงเครือข่ายสมาชิก

นายศักดิ์กมล แสงดารา ผู้ประสานงานโครงการฯ เด็กหนุ่มวัย 25 ปี ผู้เปี่ยมความใฝ่ฝันถึงพลังของเด็กๆ และเยาวชนคนหนุ่มสาว ได้เผยถึงเรื่องราวผ่าน ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ถึงแนวคิดและกระบวนการเติบโตของ "กลุ่มหมากพร้าว" จากวันวานถึงวันนี้ของการก้าวมาสู่กิจกรรมเรียนรู้เพื่อการพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในชุมชนบ้านเกิดของตน ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกเครือข่ายโรงเรียนต่างๆ กว่า 16 โรงและยังตั้งปณิธาณจะเพิ่มให้ครบทุกโรงเรียนทั่วจังหวัดตรัง

"จุดเริ่มต้นของพวกเราเกิดจากช่วงนั้น มี อ.เปลื้อง คงแก้ว อ.สมเจตนา มุนีโมนัย อ.เสริม มาสวิวัฒน์ และค่ายอาสาฯ ของนักศึกษา จาก ม.จุฬา ลงมาทำกิจกรรมก่อน ก็เข้าไปทำค่ายกันที่อ.สิเกา เสร็จแล้วจากนั้น กลุ่มคนที่ทำค่ายในครั้งนั้นก็เริ่มได้แนวคิดว่าตนเองอยากทำค่ายแบบนั้นบ้างจัง ประกอบกับอ.เปลื้องและอ.สมเจตนา ก็สนับสนุน ตอนนั้นเรายังทำงานไม่เป็นระบบอะไร หาเงินหรืออกค่าใช้จ่ายก็ออกกันเอง มีโรงเรียนวิเชียรมาตุ มีโรงเรียนย่านตาขาว โรงเรียนปะเหลียนมาร่วมกัน แล้วไปออกค่ายฯ กัน เป็นค่ายเล็กๆ เราเอาแหไปทอด หาปลาทำกับข้าว เพราะตอนนั้นเราไม่มีงบประมาณ ไม่มีรูปแบบอะไรเลยตอนแรก

กิจกรรมหลักๆ ของเราในตอนนั้นก็คือเป็นการโอกาสให้เด็กๆ ในโรงเรียนมีโอกาสได้ไปสัมผัส สิ่งแวดล้อมโดยเนื้อแท้


หอยจุ๊บ มื้อค่ำที่แสนอร่อย

ที่ไม่ต้องอ่านหนังสือมาก แต่เข้าไปเรียนรู้โดยตรงเลย ไปอยู่กับชาวบ้าน ไปเรียนรู้ชุมชน ได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อหมู่บ้าน เช่น ลอกบ่อ ปลูกป่า ในส่วนของกิจกรรมภายในค่ายก็เรียนรู้วิถีชีวิตช่วยเหลือตัวเอง เช่น ไปเก็บผักหาปลามาแกงกินกันในค่ายฯประมาณปี 2533 ก็เริ่มมาเป็นกลุ่ม มีพี่ๆ NGOs คือสมาคมหยาดฝนเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง ครูจากโรงเรียนต่างๆ ก็เพิ่มขึ้น ก็เกิดชมรมไปตามโรงเรียนต่างๆ มีชมรมอนุรักษ์ ชมรมประชาธิปไตย เกิดขึ้น มีการแลกเปลี่นเพิ่มขึ้นก็ขยายมากขึ้นจาก 3 โรงเรียน เป็น 5-6 โรงเรียนไปเรื่อยๆ ก็เริ่มคิดหาช่องทางออกไปทำกิจกรรมข้างนอก และครูเองก็เริ่มรวมตัวกันเป็นกลุ่มคุยกันมี อ.เปลื้อง สมาคมหยาดฝนเข้ามา ปี 2534 กลุ่มเยาวชนของเราก็เริ่มเข็มแข็งและชัดเจนมากขึ้น ก็คิดว่าน่าจะตั้งเป็นกลุ่มของตัวเอง เพราะปัญหาที่เราเริ่มเห็นก็คือ กลุ่มเราเป็นกลุ่มเด็กนักเรียน พอจบก็หายไป ทำให้ไม่ต่อเนื่อง ทำให้เด็กรุ่นใหม่ๆ ที่เข้ามาก็เรียนรู้ทำได้ไม่ดีพอ เพราะกระบวนการไม่ต่อเนื่อง รวมทั้งความสัมพันธ์ขาดตอนไปมาก เป็นอย่างนี้มาจนถึงปี 2542 พี่หลายๆ คนเริ่มเรียนจบ มีงานทำ กลับมาอยู่บ้าน ก็เริ่มมาคุยกัน ว่าควรจะถึงเวลาของเราแล้วน่ะ เพราะอาจารย์หลายท่านเองก็ได้ปลดเกษียณไปแล้ว เราน่าจะรวมกันทำอะไรได้แล้ว เมื่อร่วมกันก็คุยว่าเราจะทำอะไรกันดี ในเหตุการณ์ปัจจุบัน อีกอย่าง เราไม่ใช่กลุ่มเยาวชนแล้วน่ะ เลยชื่อตั้งเป็น "กลุ่มหมากพร้าว" ขึ้น ภารกิจคือดูแลกลุ่มน้องๆ เยาวชนอนุรักษ์ที่เราเคยทำกันมา


ศักดิ์กมล แสงดารา
หากถามว่าสถานการณ์ภายนอก เป็นปัจจัยหลักในการรวมกลุ่มกันไหม ผมคิดว่า ก็มีบ้าง แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักการรวมกลุ่ม นั่นคือเหตุการณ์การรณรงค์ครั้งใหญ่ของเราซึ่งเป็นแรงดึงดูด ทำให้เกิดความนใจแก่เด็กๆ เยาวชน เป็นโครงการรณรงค์ไม่กินไข่เต่า งานครั้งนั้นจัดกันเกือบทั่วทั้งจังหวัดตรัง ทำให้กลุ่มเริ่มเติบโต มีชมรมต่างๆ ของเด็กๆ แต่ละโรงเรียนเพิ่มขึ้น จากนั้นจะมาคุยกันว่า จะช่วยเพื่อนโรงเรียนอื่นๆ ในกลุ่มได้อย่างไร สุดท้ายความสัมพันธ์นี้เองกลายมาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก คือการช่วยกัน เช่นโรงเรียนนี้มีปัญหา เครือข่ายกลุ่มโรงเรียนนั้นก็จะมาช่วยกัน หรือมีงานวันเยาวชนอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ก็จะร่วมกันจัดงาน ดังนั้นโดยสถานการณ์สิ่งแวดล้อมไม่ได้เป็นปัจจัยหลักในการก่อเกิดหรือเติบโต แต่ยอมรับว่ามีผลด้วยครับ

ส่วนเป้าหมายด้านอื่นๆ ของเราอีกอย่างหนึ่งคือ ไปหนุนเสริมองค์กรชุมชน เช่นบ้านเกาะหลักมีปัญหาเรื่องเขื่อน กลุ่มเยาวชนก็เข้าไปจัดค่ายฯ เข้าไปคุยกับชาวบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านเขาตื่นตัวขึ้นมา ก่อนที่จะมีบทบาทของผู้ใหญ่ อย่าง NGOs เข้าไปพูดคุยในระดับคิดของผู้ใหญ่ด้วยกัน เด็กๆ หรือเยาวชน ก็จะเข้าไปกระตุ้นเสริมก่อนครับ" นายศักิด์กมลเล่าย้อนและกำชับถึงบทบาทของกลุ่มต่อการเคลื่อนไหว ร่วมสถานการณ์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ทั้งภายในและภายนอกชุมชนว่า

"การเข้าไปร่วมเคลื่อนไหวกิจกรรมข้างนอกเราจะมีข้อจำกัดมาก เพราะเป็นกิจกรรมของเด็กนักเรียน การออกไปช่วยเคลื่อนไหวข้างนอกจะน้อย แต่ถ้าหากมีประเด็นในเขตจังหวัดเอง ตรงนี้ก็จะช่วย เช่นจะลงไปทำกิจกรรมในหมู่บ้านนั้นเลย เช่นไปทำค่ายเพื่อกระตุ้นให้ชาวบ้านเห็นว่า ทรัพยากร หรือสิ่งที่เราอนุรักษ์นั้น มันน้อย

หรือสมควรจะต้องดูแลได้หรือยัง เช่น เรื่องคลอง เรื่องป่า หลังจากนั้นก็เป็นบทบาทผู้ใหญ่ อย่าง NGOs หรือองค์กรชุมชน เข้ามาทำงานต่อได้ ซึ่งจะต่อกันได้ติดมากขึ้น ในกระบวนการเคลื่อนไหว เนื้อหาก็ต่อเนื่องมากขึ้น เราจะเป็นส่วนที่เปิดประเด็น หรือเปิดพื้นที่มากกว่า เพราะงานเด็กเป็นงานละเอียดอ่อน ดังนั้นการจะลงไปในพื้นที่ขัดแย้งมากๆ มันอาจจะไม่เกิดผลอะไรมาก

ตอนนี้เรามีพื้นที่หรือมีสมาชิกกลุ่มชมรมประมาณ 16 โรงเรียน และที่มีกิจกรรมเคลื่อนไหวในโรงเรียนของตนด้วย ประมาณ 12 โรงเรียน ที่เหลือนั้นยังไม่เข้มแข็งพอจะจัดกลุ่มในโรงเรียนได้ อย่างกลุ่มที่มีกิจกรรมก็เช่น โรงเรียนกันตังรัษฎาศึกษา งานกิจกรรมภายในของโรงเรียนก็เช่น ดูแลคลอง มีการสำรวจคลอง สำรวจน้ำ มีแกนนำชุมชนเข้ามาร่วม มีการเอาข้อมูลสถานการณือย่างปัญหาท่อก๊าซไทย-มาเลย์ ไปอ่านหน้าแถวให้เพื่อนๆ ฟังเป็นต้น หรือโรงเรียนสวัสดิ์รัตนาภิมุข ก็ทำเรื่องป่าสาคู ส่วนกลุ่มเด็กนักเรียนส่วนใหญ่ ก็มีทั้งเด็กมัธยมปลายโดยเฉพาะ ม.4 หรือม.ต้นก็มี ครับ อย่างโรงเรียนสภาราชืนี ก็เพิ่งจัดกิจกรรมล่องแม่น้ำตรังไป เด็กๆ เขาสนใจมาก โดยเฉพาะเรื่องคลองน้ำเจ็ด

ที่เราจะศึกษาประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำ ซึ่งจะจัดเป็นกิจกรรมขึ้นเร็วๆ นี้ อย่างโรงเรียนห้วยนางราษฎร์บำรุง อ.ห้วยยอด ติดกับเขตจังหวัดนครศรีธรรมราชก็จะเป็นกิจกรรมขยะในโรงเรียน กับสมุนไพร เป็นต้น

กระบวนการเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงที่เราพยายามสร้างขึ้นให้กับเด็กๆ หรือกลุ่มเยาวชน คือความเป็นพี่เป็นน้องกัน เรียนรู้จักการปฏิบัติตัวเองเวลาอยู่กับเพื่อนๆ อย่างไร อย่างเช่นเรื่องงานอนุรักษ์ เวลาเขามาอยู่ร่วมกันกับเพื่อนๆ แล้วคิดกับตัวเราอย่างไร เศษพลาสติดลูกอมที่เรากิน เราทิ้งยังไงที่ไหน เวลาเพื่อนทำกับข้าว เราทำอะไร ช่วยเพื่อนไหม ความเป็นเพื่อนจะทำให้เราเรียนรู้จักความเปลี่ยนแปลงตัวเอง รู้จักการเข้ามาช่วยเหลือเพื่อน และคิดกับสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ หรือเวลาลงไปอยู่หมู่บ้านพบเห็นอะไรที่น่าสนใจก็จะเอามาเล่า มาบอกกล่าวเพื่อนๆ ประชุมกัน เช่น คนนั้นเล่าว่าเขาเห็นคนตัดต้นไม้เพื่อนๆ ได้ยินไหม หรือบ้านคนนู้นได้พบนกแปลกๆ เป็นต้น ก็เป็นประเด็นให้พวกเขามีเรื่องมาแลกเปลี่ยนกัน อย่างหมู่บ้านใดมีปัญหาเรื่องทรัพยากรขึ้น เขาก็ประชุมกันว่า เขาอยากช่วยไหม ถ้าอยากช่วยจะช่วยกันยังไง ก็กลายเป็นปัจจัยมาสู่กิจกรรมกัน เพราะ "หัวใจของกิจกรรมนั้น ต้องให้เด็กๆ เป็นคนคิด รูปแบบ กิจกรรม เป้าหมาย" ตรงนี้ให้เด็กๆ เขาคิด บทบาทเราแค่ดูแลกับประสานงานพี่ๆ น้องๆ และประสานทำความเข้าใจกับชาวบ้านที่เด็กๆ จะไปออกค่าย เท่านั้น แต่นั่นเด็กๆ ก็ต้องมีทีมงานลงไปคุยด้วยนะครับ เพื่อให้เขาเองก็ต้องเรียนรู้งาน" นายศักดิ์กมลเล่าและสรุปถึงบทบาทของเด็กๆ ในสังคมไทยว่า

"การทำงานกับเด็กๆ หรือเยาวชน เพื่อให้เขาเข้ามีบทบาทกับสังคมนั้น "เราต้องมีความเชื่อว่าเด็กๆ นั้น มีศักยภาพ" เพียงแต่โอกาสที่เด็กจะได้แสดงศักยภาพนั้นน้อย เนื่องเพราะสังคมนั้นกดบทบาทเด็ก และถ้าหากเราเปิดโอกาสให้เด็กๆ ทำ อย่างแรกนั้นเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ เพิ่มความมั่นใจ แม้ว่าจะสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง ก็ตาม แต่นั่นก็จะเพิ่มความมั่นใจให้กับเขามากขึ้น

การให้เด็กๆ ได้พูด ได้แสดงออก ล้วนเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้เรียนรู้พัฒนาศักยภาพทั้งสิ้นครับ อย่างตัวผมเองตอนเริ่มเข้าค่ายใหม่ๆ ก็กลัวการพูดหน้าชั้นมาก แต่พอมาถึงวันนี้ ผมกลายเป็นพูดไม่หยุดแล้ว (หัวเราะ) อีกอย่างมีเด็กๆ จากกลุ่มของเราเข้าไปต่อเรียนต่อมหาวิทยาลัย ก็ได้เข้าไปทำงานกลุ่มอนุรักษ์หรืองานอาสาฯ ในมหาวิทยาลัย สืบสานงานทำให้ขยายเครือข่ายแนวคิดไปอีก หรือไปมีบทบาทหลักในกลุ่มนั้นๆ ก็มี ทำให้เราเชื่อว่าทิศทางที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้ไม่ผิดทิศทางแน่นอนครับ ทุกวันนี้พี่ๆ จากมหาวิทยาลัยที่เคยผ่านกลุ่มอนุรักษ์ได้เริ่มกลับมาสู่น้องๆ มาร่วมกิจกรรมกัน ทำให้การเรียนรู้มันขยายกว้างขึ้นมาก และนั่นคือโอกาสการเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตครับ"


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

27 ตุลาคม 2546