“หันหน้าแลถิ่น” การลุกปะทะของภาคพลเมืองสุราษฎร์ฯ

กระแสโลกาภิวัตน์ คือกระบวนการเชื่อมและใช้โลกร่วมกัน อย่างใบเดียวกัน อย่างถึงกันและมีระบบแบบแผน ที่สำคัญ โลกาภิวัตน์ ด้านหนึ่งคือความเป็นโลกน้ำหนึ่งในการรับรู้เรื่องราวกันและกัน แต่อีกด้านหนึ่งก็คือกระบวนการถูกทำให้รับรู้ ถูกทำให้เคลื่อนและคล้อยตาม โดยเฉพาะในเป้าหมายด้านเศรษฐกิจซึ่งค่อนเร็ว แรงและต่อเนื่อง ผ่านระบบการสื่อสารต่างๆ ที่ถูกพัฒนาด้วยเทคโนโลยี ทำให้ปัจจุบันนี้ ไม่มีพื้นที่ใดในโลกที่รอดพ้นจากอิทธิพลนี้ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม

กระนั้นก็ตาม ชุมชนท้องถิ่น ก็ไม่ได้เรียนรู้เพียงเพื่อยอมจำนนเท่านั้น ยังมีปราชญ์ มีครู และภาคประชาสังคมหรือภาคพลเมือง หลายๆ พื้นที่ หลายๆ ชุมชน ออกมาปฏิบัติการอย่าง เพื่อตอบโต้ เพื่อประสานหรือต่อรอง ส่วนหนึ่งต้องการแสดงตัวตนการดำรงอยู่ของสังคม วัฒนธรรมแบบเดิมที่สอดคล้องกับรากฐานทางประวัติศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติและส่วนหนึ่งเพื่อกระตุ้นสมาชิกในชุมชนให้ตื่นและตระหนักรู้ร่วมกัน ในการเผชิญกับกระแสโลกาภิวัตน์ อย่างรู้จักและเท่าทัน

“หันหน้าแลถิ่น” จึงเป็นอีกกิจกรรมหนึ่งของขบวนการภาคประชาสังคม ภายใต้โครงการวิจัยและพัฒนาชีวิตสาธารณะท้องถิ่นหน้าอยู่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2546 เพื่อที่จะเสริมสร้างให้เกิดวิถีชีวิตสาธารณะที่เข้มแข็ง ใช้ข้อมูลความรู้เป็นตัวเคลื่อนสังคม อันเป็นหนทางไปสู่กลไกการจัดการท้องถิ่น ให้เกิดความน่าอยู่และมุ่งเน้นปัจจัยเชิงกระบวนการ อันเป็นการร่วมกันเรียนรู้ของคนในสังคม การสร้างคุณค่าร่วมกัน การเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายและแลกเปลี่ยนกันอย่างเท่าเทียม

เมื่อวันที่ 6-7 มีนาคม 2547 ที่ผ่านมา ทีมงานไทยเอ็นจีโอ ได้ร่วมรับฟังเวทีเสวนา “หันหน้าแลถิ่น” ณ บริเวณ เกาะลำพู อ.เมืองสุราษฎร์ ธานี เพื่อหาข้อสรุปความอ่อนของท้องถิ่นและทิศทางที่ท้องถิ่นต้องกลับมามอง ซึ่งได้ข้อสรุปที่ ชัดเจน ถึงกระบวนการต่างๆ ว่า ในการเผชิญหน้าหรือตั้งรับกระแสโลกาภิวัตน์ โดยเฉพาะเน้นให้ ชาวเมืองสุราษฎร์ฯ อย่าเอาเพียงแต่คุยในร้านน้ำชา แต่ต้องมาร่วมกัน สร้างสรรค์กันอย่างจริงๆ จังๆ ซึ่งปัจจุบันนี้ ถูกรุกรานแม้กระทั่งร้านค้าโชว์ห่วย ที่ถูกโลตัสกลืนกินไป ขณะเดียวกันขบวนการชุมชนเข้มแข็งต้องต้องสร้างขึ้นให้ได้ในชุมชน ในด้านการเมืององค์กรตัวแทนประชาชนต้องกระตือรือร้น ต้องรับฟังเร่องราวประชาชน ส่วนประชาชนต้องนำเสนอปัญหาอย่างมีข้อมูล มีเหตุผล อย่าเอาแต่อภิปรายแล้วไม่เสนอ สร้างวัฒนธรรมการเมืองระดับรากหญ้าให้เกิดขึ้นให้ได้ และสุดท้ายโครงสร้างของสังคมการเมืองต้องเปิดรับฟัง และชี้แจงต่อกัน เข้าถึงและจัดการปัญหาได้

นายอนงค์ ประวิทย์ นายอนงค์ ประวิทย์ แกนนำจากประชาคมศิลปวัฒนธรรม สื่อ กีฬาท้องถิ่น อ.คีรีรัฐนิคม สุราษฎร์ฯ กล่าวว่า ”สังคมการเมืองนั้นถูกกำหนดมาตลอด ไปประชุมกี่เวทีก็เจอปัญหาคล้ายๆ กัน สาเหตุเหมือนเดิม มาจากการพัฒนาของรัฐ มาจากการขาดจิตสำนึกที่รับผิดชอบ ยิ่งพัฒนาก็ยิ่งทะเลาะเบาะแว้ง มีปัญหามากมาย ซึ่งมันน่าจะเป็นกระบวนการทำลายมากกว่า มามองแผนพัฒนาฯ 9 ก็ยิ่งทำลาย ป่าไม้เสียหายหมด ทรัพยากรธรรมชาติก็เสื่อมโทรม มองสถาบันการศึกษา สร้างสำนึกอะไรไม่ได้ เด็กๆ แม้จะเรียนสูงจบมาก็ยังซื้อสิทธิ์ขายเสียง ผมคิดว่าการพัฒนาทำให้เกิดอลหม่านมากกว่า ตอนนี้ประชาชนท้อแท้หมดกำลังใจแล้วที่จะทำ ส่วนตัวผมเองนั้น วันนี้ ไม่มีความศรัทธาพรรคการเมืองเลย องค์กรอิสระก็โดนแทรกแซงแล้วเกือบทั้งหมด

วันนี้ ไม่ว่าจะมีนโยบายอะไรออกมาก็ตาม ใจเราอย่าบอดตาอย่าบอดแล้วกัน รอให้สถานการณ์มันคุร้อนเต็มที่แล้วค่อยมาคิดทำอะไรกัน ซึ่งตอนนี้สถานการณ์มันทำอะไรไม่ได้ เพราะ นายกฯ ปัจจุบันใช้เงินบริหารประเทศ จริงๆ แล้วมันบริหารได้ไหม ดูให้ดี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีตายทุกวัน ทางเลือกอย่างเศรษฐกิจพอเพียงก็ไม่ได้รับความใส่ใจ ดังนั้น ต่อให้พรรคการเมืองไหนก็ไม่ได้เรื่อง และไม่มีทางออกไปได้ ถ้าหากไม่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เคลื่อนไหวบ้านเมืองด้วย

อย่าลืมประเทศนี้ถ้าไม่มีคนจน ก็ไม่มีคนใช้แรงงาน แล้วมันพัฒนาได้ไหม ที่สำคัญสภาพชุมชนในขณะนี้แทบจะไม่มีอะไรเหลือแล้ว ถูกรีดภาษีไปปล่อยกู้มากมาย เอาไปใช้ซื้อ เอาไปฟุ่มเฟือย สร้างรายได้ให้กับบริษัทใหญ่ๆ และการเมืองปัจจุบันเลือกตั้งที แตกแยกที ไม่มีความสามัคคี ไม่มีเอกภาพและไม่มีจิตวิญญาณความเป็นนักการเมืองเลย”


อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ อ.ชัยวัฒน์ ถิระพันธุ์ จากสถาบันการเรียนรู้และพัฒนาประชาสังคม (CIVICNET) เสนอประสบการณ์การพบเห็นกระบวนการประชาสังคมเข้มแข็งในต่างแดนว่า “อย่างแรกอยากกล่าวก่อนว่า ณ วันนี้ ปัญหามันซับซ้อน ความเป็นท้องถิ่นในโลกนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายต่อการเปลี่ยนแปลง ซึ่งกำลังเผชิญกันทั่วโลก ระหว่าง การพัฒนา / อนุรักษ์ และ ท้องถิ่น / โลกาภิวัตน์ แต่สิ่งที่ผมสนใจคือมีชุมชนไหน อยู่ได้ คืออยู่ร่วมกันระหว่างชีวิตชุมชน อุตสาหกรรม ความเข้มแข็งเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยว ฯลฯ อย่างที่นอร์เวย์ ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้อยู่ร่วมกันได้ สิ่งที่ผมสนใจคือทำไม นอร์เวย์ อยู่กับโลกแบบนี้ได้สบายๆ แล้วที่นั่นเข้าใช้ทรัพยากรอย่างประหยัดด้วย แม้จะมีแร่ธาตุมากแต่ก็ไม่เร่งขุดทำลายกัน

ต่อมาประเทศฟินแลนด์ ก็น่าสนใจในกระบวนการสังคมเข้มแข็งของเขา ที่คนในสังคมสามารถเอาเทคโนโลยี อาทิ โทรศัพท์ อินเตอร์เน็ต มารับใช้สังคม โดยเฉพาะกลุ่มคนหนุ่มสาว นั้นเด่นมาก

ผมอยากให้พี่น้องเราชาวสุราษฎร์ฯ ตระหนักว่าเรายังมีชีวิตอีกหลายปี และเทคโนโลยีจะพัฒนาเร็วมากแล้วอาจจะเข้ามามีบทบาทกับชีวิต กับสังคมไทยเรา ที่สำคัญที่เป็นปัญหาคือจิตใจเรามันไหลไม่ทันเทคโนโลยี ทำให้ปัจจุบันนี้ เราจะพูดถึง การพัฒนาความเป็นมนุษย์เป็นหัวใจชี้ขาด อีกอย่างเรื่อง

ทรัพยากรก็ต้องตระหนัก แม้ว่าฐานเดิมของสังคมไทยนั้นเป็นสังคมเปิดมานับร้อยปี แต่การรับมันต้องรู้จักใช้ รู้จักปรับใช้ ไม่ใช่ copy เอามาโดยไม่รู้จักกรอง อยากได้ง่าย อยากรวยเร็ว อยากสบาย แล้วก็สร้างปัญหาไว้มากมาย

อีกอย่างศาสนาต้องนำปรับใช้กับการพัฒนาด้วย เพื่อรักษามนุษย์ที่ป่วยทางจิตซึ่งนับวันจะมีมากขึ้น เพราะการพัฒนาและเทคโนโลยีสร้างความแปลกแยกให้กับชีวิตมนุษย์มาก”


ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย

webmaster@thaingo.org

23 มีนาคม 2547