|
วิทยุชุมชน
...เสียงสิทธิจากรากหญ้า
สังคมไทยปัจจุบันนี้ ข้อมูลข่าวสารคือปัจจัยหลักอีกหนึ่งของสังคมที่สำคัญ
เนื่องจากข้อมูลข่าวสารมิใช่แค่กระบวนการหนึ่งที่ไปกับสื่อเพื่อไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้
แก่สมาชิกในสังคมเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทอย่างสำคัญยิ่งต่อการสร้างสรรค์ทัศนคติของคนสังคม
ให้คิด ให้มอง ให้เข้าใจไปทิศทางใดได้อีกด้วย จึงไม่แปลกที่สื่อ
คือปัจจัยหนึ่งที่คนทุกกลุ่ม ทุกชนชั้นปรารถนาอยากได้ อยากครอบครอง
เพื่อเป็นสนองเป้าหมายการแสวงหา ผลประโยชน์และ เพื่อรักษาสถานะทางสังคมและชนชั้นตน

โลกปัจจุบันเป็นโลกที่ปราศจากพรมแดนปิดกั้น เป็นโลกแห่งการสื่อสารสนเทศ
ที่มนุษย์สื่อสารถึงกันได้อย่างรวดเร็วและรุนแรงพอที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยน
ได้ตลอดเวลา ดังนั้นผู้ที่กุมสื่อไว้ในมือคือ ผู้ที่กุมทัศนคติ
ผลประโยชน์และอำนาจครอบงำสังคม ซึ่งหากจะกล่าวอย่างนี้ก็ไม่
ผิดแปลกนัก และสังคมไทยนอกจากรัฐแล้ว ก็มีเพียงกลุ่มธุรกิจไม่กี่กลุ่มเท่านั้นที่เป็นเจ้าของสื่ออย่างแท้จริง
ดังนั้นการที่ประชาชนจะคาดหวังถึงสื่อเพื่อประชาชน สื่อที่อิสระตรงไปตรงมาในการนำเสนอข้อเท็จจริง
อย่างปราศจากอคตินั้นไม่มี ความทุกข์ร้อน ของประชาชนคนชั้นล่างระดับรากหญ้าจึงมีน้อยครั้งมากที่เสียงแห่งความทุกข์ยากจะเล็ดลอดดังผ่านสื่อกระแสหลักเหล่านี้ไปได้
วิทยุชุมชน คือ ทางลือกหนึ่งเดียวในปัจจุบันนี้ที่ชุมชนพยายามเรียกร้องสิทธิขอเป็นเจ้าของคลื่นวิทยุ
เพื่อสื่อสารแลกเปลี่ยน มุมมอง เรื่องราว ข่าวสารและความบันเทิง
ที่คล้องกับพื้นฐานของชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนเอง อีกทั้งวิทยุชุมชนเป็นเครื่องมือสื่อสารราคา
ไม่แพงนักและใช้ทักษะในการเรียนรู้น้อยมาก จึงเป็นโอกาส และช่องทางที่เป็นจริงหนึ่งเดียวที่การสื่อสารภาคประชาชนจะเกิดขึ้นได้
เพื่อหนุนเสริมกระบวนเรียนรู้สร้างสรรค์ชุมชนให้ไปสู่ความเข้มแข็ง
ทั้งในด้านศาสนธรรม จริยธรรม คุณธรรมและวัฒนธรรมประเพณีในชุมชน
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับประชาชน 2540 มาตรา 40 ที่เล็งเห็นคุณค่าถึงสิทธิ
เสรีภาพ ในการสื่อสารของประชาชนและชุมชน ซึ่งเขียนคุ้มครองไว้ว่า
"การจัดสรรคลื่นความถี่ ในการส่งวิทยุกระจายเสียง
วิทยุโทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม ต้องจัดสรรไปเพื่อประโยชน์
สาธารณะและชุมชน" ด้วย
ทีมงาน ไทยเอ็นจีโอ ผู้นำในการบุกเบิกสื่อทางเลือกเพื่องานพัฒนาสังคม
ได้รับเกียรติร่วมสนทนาจาก นายสุวิชาญ พชรศุภสัณษ์ ผู้อำนายการสถานีวิทยุชุมชนเชียงรายและแกนนำเครือข่ายประชาชนเชียงราย
ถึงแนวคิดและกระบวนผลักดันสถานีวิทยุชุมชนเชียงราย ที่กำลังจะเริ่มทดลองออกอากาศ
เดือนกันยายนนี้ว่า
"อยากจะเริ่มตรงนี้ว่า ชุมชนที่พอเป็นรูปธรรมชัดเจนอย่างวิทยุชุมชนที่กาญจนบุรี
ของพี่บุญส่งนั้น ยังติดขัดเป็นลูกผีลูกคนอยู่มาก ขณะที่จังหวัดอื่นๆ
ก็ยังไม่ชัดเจนเลย อีกทั้งยังไม่รู้ด้วยว่าจะมีหรือไม่มี จะได้หรือไม่ได้
คลื่นวิทยุสำหรับ ชุมชนที่รัฐธรรมนูญเปิดทางให้ไว้นี้ อย่างแนวคิดวิทยุชุมชนเชียงราย
เราไม่สนใจว่าจะได้หรือไม่ได้ แต่ตอนนี้เราคิดแต่เพียงว่า ณ
ปัจจุบันนี้เราถูกบีบคั้นจากสื่อกระแสหลักมากเกินไป เราเชื่อถืออะไรไม่ได้
จากสื่อปัจจุบันนี้ ดังนั้นทำอย่างไร ที่จะให้มีสื่อที่เป็นของชาวบ้าน
ที่ชาวบ้านสื่อออกไปแล้วถูกต้องและชัดเจน ในข้อมูลของชาวบ้านเอง"
นายสุวิชาญกล่าวเกริ่นและลำดับต่อว่า
"ประเด็นนี้มันเกิดขึ้นจากขีดจำกัดที่ว่า ชาวบ้านมีข้อทุกข์ร้อน
เช่น ได้รับผลกระทบจากการพัฒนา ได้รับผลกระทบจากโครงการต่างๆได้รับความไม่ป็นธรรม
อย่างปัญหาราคาพืชผล เป็นต้น รวมทั้งปัญหาสิทธิต่างๆ ที่ชุมชนกำลังโดนละเมิดด้วย
ซึ่งสื่อกระแสหลักส่วนมากจะโดนควบคุมโดยนายทุน ไม่ว่าจะเป็นสถานีวิทยุ
สถานีโทรทัศน์ ล้วนแต่เป็นข่าวสารที่เอื้อต่อองค์กรหรือเอื้อต่อประโยชน์เฉพาะกลุ่มทุนของตน
แต่ถ้าหันมามองเรื่องชาวบ้าน ได้ใช้สื่อ ได้แสดงข้อเท็จจริง
ที่เกิดประโยชน์ต่อสาธารณชนนั้นน้อยมาก เลยคิดว่าทำอย่างไรจะปลุกกระแสสาธารณชนให้รู้สึกว่า
นี่เป็นสื่อเป็นสื่อของชาวบ้าน ที่นำเสนอสู้สาธารณชนอย่างแท้จริง
"
นายสุวิชาญ กล่าวและเปิดเผยถึงแนวคิดของวิทยุชุมชนและความคืบหน้าเรื่องตั้งสถานีวิทยุว่า
"ตอนนี้เราพยายามพูดคุยกับชาวบ้านในจังหวัดเชียงรายและก็ดำเนินการไปเยอะแล้ว
เพียงแต่ยังไม่ครอบคลุมเต็มที่นัก ตอนนี้มีอยู่ประมาณ 10 กว่าอำเภอจาก
ทั้ง 16 อำเภอ 2 กิ่งอำเภอ และจะดำเนินการหาสมาชิกเพิ่มต่อไปอีก
เพราะเราได้รับความร่วมมือจากหลายองค์กร รวมทั้งพี่น้องชนเผ่าต่างๆ
ทั้ง ในจังหวัดเชียงรายและเชียงใหม่ด้วย
และงานวิทยุชุมชน เราคิดบนพื้นฐานที่ว่า ทุกคนเป็นเจ้าของสถานีวิทยุร่วมกัน
จึงมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน หรือจะให้คนทั้งประเทศนี้มาเป็นเจ้าของร่วมก็ได้เราไม่ได้ปิดกั้น
เพราะวิทยุชุมชนเป็นทรัพยากรของทุกคนอยู่แล้ว ส่วนอุดมการณ์ที่เราคิดกันไว้ก็คือ
1.ต้องรับใช้ชุมชนอย่างแท้จริง
2.ชุมชนเป็นเจ้าของคือทุกคน โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นพ่อค้า ข้าราชการ
หรือชาวบ้านทุกคนมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของภายใต้กฎหมายและกติการ่วมกัน
ตั้งแต่เริ่มต้นคิด เริ่มต้นวางหลักการในการทำงาน วางนโยบาย
ตรงนี้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดร่วมกัน อย่างเท่าเทียมกัน
ดังนั้น วิทยุชุมชน ชุมชนเป็นเจ้าของ ภารกิจรับใช้ชุมชน เสนอข้อเท็จจริงจากชุมชน
ไปสู่สาธารณชน นั่นคือหลักการที่เราคิดกันไว้ แต่ก็คิดว่า อาจจะมีอีกหลายๆ
ส่วนเข้ามาเสริมเพิ่มนะครับ
ทางด้าานการดำเนินการ ตอนนี้เรากำลังเริ่มต้นฝึกอบรมและส่งตัวแทนของชุมชนไปหาประสบการณ์
ส่วนเครือข่ายต่างๆ ที่คิดว่าจะเข้ามาร่วมกันตั้ง สถานีวิทยุชุมชนร่วมกัน
เราก็มีการประชุมร่วมกันไป 2-3 ครั้งแล้ว ครั้งแรกประชุมคณะกรรมการบริหาร
ซึ่งก็มาจากตัวแทนเครือข่ายชาวบ้าน และครั้งที่ 2 ก็เป็นการสัมมนาใหญ่
โดยเชิญวิทยากรที่มีความรู้เรื่องการจัดสถานีวิทยุมาอบรม ให้ชาวบ้านที่จะเข้ามาจัดรายการวิทยุ
เราเชิญวิทยากรทั้งส่วนกลางคือ ส่วนกรุงเทพฯ และส่วนภูมิภาค
รวมทั้งครูอาจารย์ที่มีความรู้ ด้านนี้เช่นความรู้เรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ
มาตรา 40 กฎหมายคลื่นความถี่ เป็นต้น มาบรรยายให้สมาชิกฟัง
เพราะการที่เราคิดจะจัดวิทยุชุมชน เราหาความรู้และประสบการณ์เข้ามามากนะครับ
ไม่ใช่ว่าคิดจะจัดก็จัด แต่เรามีกระบวนการเรียนรู้และเตรียม
ความพร้อมไว้ก่อน โดยเฉพาะข้อกฎหมายนี่เราศึกษากันมาก เพื่อดูว่าเรามีสิทธิมากน้อยแค่ไหน
ในการใช้คลื่นความถี่นี้"
นายสุวิชาญกล่าวอธิบายและเผยถุงอุปสรรคที่ชุมชนพยายามใช้สิทธิ
ตั้งสถานีวิทยุชุมชนว่า "ถ้าเราไม่ต่อสู้ เรายังนิ่งเงียบอยู่
เราจะคิดว่า ไอ้ 20% ที่จะให้ชุมชนนั้น มันไม่จริงหรอกครับ อีกหน่อยก็คงเป็นของนายทุนอีก
แล้วชาวบ้าน ก็จะได้รับข้อมูลแบบเดิม จากนายทุนที่เคยทำให้เรารับคนเดิมและปัญหาใหญ่ๆ
ของเราในการพยายามจัดสร้างสถานีวิทยุชุมชนคือ
1. ความไม่เข้าใจของภาครัฐ ตรงนี้ชัดเจนมาที่สุด เช่น กรมไปรษณีย์โทรเลข
ที่เราไปติดต่อเรื่องข้อมูลทางด้านการจัดการทำสถานี ว่ามันมีขอบข่าย
คลื่นยังไง แค่ไหน เพื่อเอามาศึกษา ปรากฏว่า เขาไม่ให้ความร่วมมือเลย
และบอกแก่เราว่า" สิ่งที่เราทำนั้นมันผิดกฎหมายเพราะมันไม่มีกฎหมายลูก
คณะกรรมการ กสช. ยังไม่ออก" จึงปฏิบัติการใดๆ ไม่ได้ ซึ่งผมก็ชี้แจงว่า
ถ้านั่งคอยอย่างนั้น แล้วปรากฏว่า กสช. ไม่เกิด หรือจัดสรรยังไม่ผ่านประชาชนก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย
แล้วถ้าเราคิดเตรียมการไว้ก่อนหล่ะ จะไม่ดีกว่าหรือ เพราะตอนนี้ก็ยังไม่รู้เลยว่า
คลื่นความถี่นี้เป็นของใคร ถึงเราจะไม่มีความหวังจากส่วนหนึ่งส่วนใด
แต่เราก็อยากเตรียมการไว้ก่อน หาประสบการณ์กันก่อน และการตั้งสถานีก็เพื่อให้ชุมชนได้เตรียมความพร้อม
เตรียมข้อมูลไว้ก่อน แต่หน่วยงานไม่ให้ความร่วมมือเลย
2. ก็คือบางชุมชน หรือผู้นำชุมชนในหลายๆ พื้นที่ ยังมีข้อกังวลว่าชุมชนจะตั้งสถานีได้จริงหรือ
ในเมื่อเจ้าหน้าที่ภาครัฐไม่เห็นด้วย ผมคิดว่านี่คือความเข้าใจแบบ
ดั้งเดิม ที่ว่า ถ้ารัฐไม่อนุญาตก็ไม่กล้าทำอะไร ซึ่งจริงๆ แล้ว
เหล่านี้คืออุปสรรค เพียง 2 ส่วน ที่ผมอยากยกมาให้ฟังเท่านั้นแต่ถ้าวันนี้ชาวบ้านลุกขึ้นสู้
พี่น้องทุกชุมชนจะสื่อของตัวเองครับ เพราะนี่คือทางออกของชุมชน
ซึ่งวันหนึ่งถ้าเขาเดือดร้อนจากปัญหาต่างๆ เขาจะมาใช้เอง เพราะวิทยุชุมชนเปิดกว้างและเป็นของเขา
และที่เราทำได้จริงนั้น เพราะวิทยุชุมชนไม่ต้องซื้อเวลา
ดังนั้นชุมชนเข้ามาใช้ได้เลย เพียงแค่แต่ละชุมชนจะต้องเข้ามาประสานการทำงานร่วมกัน
มาแบ่งงานกัน ใครเอาวันไหน อย่างไร เวลาไหนแล้วก็มาจัดผังรายการร่วมกัน
ส่วนบทบาทเครือข่ายประชาชนเชียงราย เราอาจจะอยู่ฝ่ายเทคนิค คอยประสานงานและอำนายความสะดวกเท่านั้นเอง"
นายสุวิชาญกล่าวก่อนที่จะสรุปถึงบทบาทเครือข่ายประชาชนเชียงรายว่า
"บทสรุปของเครือข่ายประชาชนเชียงรายยังยืนยันว่า จะเดินหน้าต่อไป
ตามกรอบของรัฐธรรมนูญ เราจะใช้สิทธิตามกรอบของรัฐธรรมนูญเพราะเรา
ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ซึ่งเราคิดว่าต้นเดือนกันยายนนี้
เราจะเริ่มเปิดสถานีทดลองออกอากาศทำการกระจายเสียง ตอนนี้ก็กำลังประสานงานฝ่ายเทคนิค
ให้ดำเนินการติดตั้งอยู่ เราคิดว่าจะทดลองออกอากาศ สัก 1-2 เดือน
ดูก่อน เพื่อให้ชุมชนได้เรียนและเข้าใจว่า วิทยุชุมชนคือช่องทางเลือกของชาวบ้าน
อีกช่องทางหนึ่งในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารชาวบ้าน และวิถีชีวิตของชุมชนเพื่อพัฒนาความรู้
ความคิดและสติปัญญา ให้กับชุมชนอันจะนำไปสู่ การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนครับ"
นายสุวิชาญกล่าว
ทีมงาน ThaiNGO
มูลนิธิกองทุนไทย
webmaster@thaingo.org
20 สิงหาคม 2545
|