เยาวชนฟ้าใส กับ “นิทานน้อง คล้องรักพี่”

ขอบฟ้าหลังพระอาทิตย์ตกริมชายหาดสะมิหรา ทะเลอ่าวไทยที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่ง เด็กหนุ่มในชุดนักศึกษาฝึกงานเดินเข้ามาหาผมด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม พร้อมกับน้ำผลไม้เย็นๆ สำหรับต้อนรับ หลังจากทักทายและทำความรู้จักกันพอประมาณ “โอม” หรือชื่อจริงว่า วรภาค ไมตรีพันธุ์ เด็กหนุ่มผู้ที่เติบโตจากกิจกรรมกลุ่มเยาวชน “ศูนย์ฟ้าใส” ซึ่งเป็นกิจกรรมของเด็กๆ และเยาวชนใน จังหวัดยะลา

เรื่องของโอมและเพื่อนๆ ที่ได้ร่วมกันคิดและผลักดันโครงการนิทานน้องคล้องรักพี่ หนึ่งในหลายกิจกรรมของศูนย์ฟ้าใส เป็นโครงการเพื่อให้เด็กๆ มุสลิมในจังหวัดยะลาได้มีโอกาสเรียนรู้ ได้ฝึกฝนทักษะ ได้เปิดโลกกว้าง กับกิจกรรมและนิทานแสนสนุกของกลุ่มเยาวชน ยิ่งกว่านั้น กิจกรรมเหล่านี้ยังเป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างพลังสร้างสรรค์และพัฒนาศักยภาพของเพื่อนๆ โอมในกลุ่มเยาวชนด้วย

การทำงานตั้งแต่เริ่มต้นของโอมและเพื่อนๆ ในศูนย์ฟ้าใส จากวัยเยาวชนจนถึงปัจจุบัน ซึ่งสลับสับเปลี่ยนเวียนไป จากวัยเยาว์สู่เด็กหนุ่ม ที่ศึกษาอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ 4 ถูกบันทึกผ่านทีมงานไทยเอ็นจีโอ สื่อทางเลือกของคนทำงานเพื่อสังคม

“เริ่มต้นที่อยากจะพูดจริงๆ คือภาคใต้ในเขต 3 จังหวัด ไม่ค่อยได้มีโอกาสได้เกิดการรวมกลุ่มทำกิจกรรมกัน เพราะว่ามันอาจจะมี ปัญหาในเรื่องประเพณี ศาสนาด้วย รวมทั้งมิติหญิง-ชาย ก็ยังไม่เปิดโอกาสมากนัก ในการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย อีกทั้งผู้นำชุมชนยังไม่เห็นความสำคัญ ยังไม่รู้เรื่องราวต่างๆ สภาพของสังคมถ้าลงไปจะเห็นปัญหา หรือข้อเท็จจริงเหล่านี้ ได้ครับ

ดังนั้น กิจกรรมกลุ่มของเราเป้าหมายคือ กลุ่มที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ที่อยู่ในหมู่บ้านใน 5 จังหวัด กิจกรรมในระยะแรกที่คิดทำกัน คือพัฒนาหมู่บ้าน ถางป่า ผมเคยรู้จักพี่คนหนึ่ง อยู่บ้านปูโลง เป็นเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ หรือเรียน กศน. คนที่ยังเรียนก็ยังมีน้อย เพราะตอนนั้นเพิ่งปี 2540 มาปี 2545 พอช. เข้ามาดูแลเรื่องประเด็นเยาวชนก็ผลักดันให้แต่ละจังหวัดตั้ง เครือข่ายเยาวชน ทั้ง 5 จังหวัด โดยมีเครือข่ายเยาวชนเป็นพี่เลี้ยงในแต่ละจังหวัด แล้วให้แต่ละจังหวัดบริหารงานเอง อย่างของจังหวัดยะลา ก็ตั้งชื่อเป็นศูนย์ฟ้าใส เครือข่ายเยาวชนจังหวัดยะลา

ปัจจุบันมีทุกจังหวัดในภาคใต้ คือทั้ง14 จังหวัด และก็รวมเป็นเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อเด็กและเยาวชนภาคใต้ จังหวัดอื่นๆ ใช้ชื่อนี้ ยกเว้นยะลา เนื่องจากเห็นว่าชื่อมันยาวไปเลยเรียกว่าศูนย์ฟ้าใส และขอรับการสนับสนุนจากอโชก้าเรื่องนิทานน้องคล้องรักพี่

ตอนนั้นการรวมตัวเกิดขึ้นจากคนในหมู่บ้านเนื่องจากส่วนใหญ่ ไม่ได้เรียนหนังสือ มีเวลามาก ก็จะมีคนอาสามามาก มาจากจังหวัดอื่นๆ ก็มี อาสามาร่วมกิจกรรม มาขุดลอกคูคลอง เพราะงานเราเชื่อมข้ามอำเภอ ข้ามจังหวัด มาจากสตูลก็มี และกิจกรรมก็เปลี่ยนที่ไปเรื่อยๆ อย่างปีนี้หมู่บ้านนี้เป็นเจ้าภาพ ปีหน้าหมู่บ้านนั้นเป็นเจ้าภาพ

กับโครงการที่ได้รางวัลโครงการสร้างฐานชุมชน จาก องค์การอโชก้า คือโครงการนิทานน้องคล้องรักพี่ ที่มาของโครงการนี้ คือคิดกันว่าเราน่าจะระดมทุนอะไรกันดี เราก็คิดกันว่าเด็กบ้านเรา สภาพการศึกษายังต่ำ ต่ำเพราะเด็กอ่านหนังสือไม่ออก ไม่ได้ใช้ภาษาไทย เด็กส่วนใหญ่คือเด็กในชนบท ในหมู่บ้าน เด็กอ่านหนังสือไม่ค่อยออก เพราะว่าเด็กไม่ค่อยพูดกัน จะพูดเฉพาะภาษาถิ่นคือภาษายาวี โครงการนี้เริ่มปลายปี 2545 แต่ทำกิจกรรมจริงๆเริ่มต้นปี 2546 ปัญหานี้มาจากคุณภาพเด็กอ่านหนังสือไม่ค่อยออก ซึ่งเราดูเวลาวัดระดับความรู้จากกระทรวง เด็กจังหวัดยะลากับปัตตานี เกือบจะอยู่ในอันดับสุดท้ายของเพื่อนแทบทุกปี

การเริ่มต้นกิจกรรมในตอนนั้น เราช่วยกันคิดขึ้นมามากกว่า เพราะว่ามันมีหลายโครงการในศูนย์ฟ้าใสที่เข้ามาและเราก็ช่วยกัน แต่ว่าโครงการนี้มันเข้ากับสาขาที่ผมเรียนในมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว ซึ่งผมเข้ามาร่วมกิจกรรมตั้งแต่ ม.5 ครับ

เด็กๆ ที่เราไปทำกิจกรรมร่วมส่วนใหญ่ อยู่ในวัยประถม 4-11 ปี ในโรงเรียนสอนศาสนาตาดีกา อีกอย่างกิจกรรมเกิดจากการมองสภาพของเด็กๆ กับมองจากสภาพของพี่ๆ เยาวชนที่อยู่ในศูนย์ฟ้าใส คือพี่ๆ เยาวชนเองที่อยู่ในศูนย์ คือถ้าไม่ทำค่ายฯ ก็ไม่รู้จะทำอะไรเหมือน เวลาเรามาที่ศูนย์นะครับ เรามักจะถามว่า จะทำอะไรดี จะจับอะไร จะเล่นอะไร ทำให้พบว่า วิธีการนี้คือ โครงการนิทานน้องฯ น่าจะระดมเพื่อนๆได้เยอะ โดยการทำนิทานขึ้นมา ซึ่งทำเป็นเล่มที่มันไม่ยากนัก และตอนแรก ตั้งใจว่าจะทำให้ได้หนึ่งคน หนึ่งเล่ม เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้ เพราะว่ามันยาก ทั้งคิดเรื่อง ทั้งเขียน แล้วบางคนมีเทคนิคในการวาดแต่ไม่มีเทคนิคในการเขียนเลย

เมื่อเราทำเสร็จ และนิทานทุกเล่มพร้อมที่จะลงไปสู่มือน้อง ๆ นิทานที่ส่งมอบให้น้องนั้น จะต้องไม่ส่งมอบแต่อย่างเดียว แต่ต้องเอากลุ่มเยาวชนที่วาด ที่เขียนนิทานนี่แหละไปทำกิจกรรมด้วย และสถานที่ที่ส่งมอบคือ “ตาดีกา” ซึ่งโครงการระบุชัดว่าต้องมอบให้กับตาดีกา เพราะตาดีกา คือโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม สำหรับเด็กที่มีอายุ 4-11 ปี

เวลาเราไปทำกิจกรรมร่วมกับเขา เด็กๆ เขาอาจจะสงสัยบ้างเหมือนกัน เกี่ยวกับพี่ๆ ที่บางคนเป็นไทยพุทธ แต่ความสนุกมันมากกว่า จึงทำให้เขาสนใจเรื่องแรกน้อยกว่า สนใจแต่ความสนุกสนาน ตัวชาวบ้านไม่มีปัญหาอะไร เพราะเราผ่านการติดต่อกับผู้ดูแลศาสนาแล้ว บางแห่งก็เชิญเราไปด้วย

นิทานที่เราวาดและแต่งเรื่องขึ้น มีกฎเกณฑ์ข้อบังคับอยู่บ้าง เช่น อาจจะมีตรวจ ไม่ให้มีรูปลูกหมู ก็จะมานั่งเลือกเรื่องกัน คือขอแค่อย่าให้ขัดกับหลักศาสนา หรือไม่ขัดแต่ก็ไม่เหมาะก็ไม่ได้ แต่อย่างเรื่องน้ำใจ เรื่องสิทธิเด็ก เหล่านี่ได้ หมด กลุ่มเด็กๆที่เราไปมอบนั้น เป็นๆ เด็กมุสลิมร้อยเปอร์เซ็นต์เลยครับ แต่กลุ่มเยาวชนนั้นมีทั้งพุทธและมุสลิม การที่มีเยาวชนพุทธไปทำกิจกรรมเขาก็ไม่ได้ห้ามอะไร ตอนนี้ก็มีอยู่ อย่างเสาร์ที่แล้วก็ไปมา 2 ตาดีกา

ตอนนี้มีนิทานออกมาแล้วประมาณ 200 เรื่อง ทั้งหมดแต่งเอง ซึ่งก็ยังน้อยอยู่ เพาะว่าบางคน ทำแล้วไม่สวยเด็กไม่ค่อยชอบอ่าน ก็ไม่ได้เอาไปให้น้องๆ อ่าน บางเล่มเราวาด 4 คน กว่าจะได้เล่มหนึ่ง เป็นนิทานวาดกับมือ ไม่ขาย ไม่พิมพ์ เป็นนิทานทำมือ นะครับ

เรื่องความสำเร็จของกลุ่มเยาวชนฟ้าใสนั้นคงจะมาจากการที่เรามีการประชุมกับเพื่อนๆ ทุกเดือน อีกอย่างกิจกรรมนี้เองทำให้น้องๆ เขาค่อนข้างค้นพบศักยภาพของตัวเอง อย่างคนนี้วาดรูปเป็นน่ะ คนนั้นแต่งเรื่อง คือเรามีพื้นที่ให้เขาได้แสดงออกมา โดยที่เขาเองไม่รู้ตัวเลยก็มี หรือบางคนเก่งอิเล็กทรอนิค บางคนนำกิจกรรมเก่ง พอทำงานร่วมกันเราก็มีผังงานตามความสามารถของตัวเขาเอง อย่างน้องคนหนึ่งเป็นเด็กม.3 ไม่น่าจะทำอะไรได้ เราก็ให้ไปดูแลงานทะเบียน ก็มีพัฒนาการเก่งขึ้น แต่ศักยภาพเพิ่มขึ้นนี้เราอาจจะเล็งเห็นได้ชัดเฉพาะด้านใดด้านหนึ่ง เท่านั้น ซึ่งเป็นเพราะจุดเด่นทำให้เราพอมองเห็น อีกทั้ง เรายังมีการอบรมอยู่เรื่อยๆ อย่างเมื่อไม่นานมานี้ เราก็มีพี่ๆ จากกรุงเทพฯ เข้ามาอบรมนำกลุ่มสัมพันธ์ คือมีอะไรเราก็จะมีการอบรมแลกเปลี่ยนกันเรื่อยๆ ทำให้กลุ่มเยาวชนฟ้าใส มีกระบวนการเรียนรู้ มีการพัฒนาศักยภาพนะครับ

การเข้ามาทำกิจกรรมโครงการกับโรงเรียนสอนศาสนา หรือ “ตาดีกา” ระยะแรกๆ ก็โดนต่อต้านเหมือนกัน เพาะเขามีข้อห้ามมาก เช่น อย่างผู้หญิงร้องเพลงก็ไม่ได้ เวลาทำกิจกรรมสัมพันธ์กลุ่มอย่างนี้ เป็นต้น ก็โดนท้วงติงมา แต่ไม่ใช่ทุกคนหรอก มันเหมือนเป็นมุมมองมากกว่า เพราะบางคนก็เชื่อว่าสามารถทำได้ แต่บางคนก็ว่าผิด หลักศาสนา

แต่เราก็ยังทำอยู่ แต่ก็ปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ อย่างค่ายยาเสพติด ซึ่งมันล่อแหลมมาก เราก็จัดค่ายที่มีแต่ผู้ชายล้วน ไม่เอาผู้หญิงมาเลย แต่บางค่ายถ้ามันพอเรียนรู้มิติชายหญิงกันได้ อย่างเรื่องสิ่งแวดล้อมก็ให้มาร่วมกัน ตัวเยาวชนเองไม่มีปัญหาการแสดงออก เพราะอย่างการจัดงานมหกรรมเยาวชนคงเป็นไปไม่ได้ที่จะแยกหญิงชาย หรือจัดสองครั้งเป็นชายกับหญิง เพราะส่วนใหญ่ ถ้าเป็นองค์กรของมุสลิมเขาจะจัดแยกเป็นค่ายชาย ก็ชายเลย ค่ายหญิงก็คือหญิงล้วน และจะไม่มีกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ ของเขาเป็นบรรยายศาสนาไปเลย แต่ของเราจะจัดร่วมกัน ยกเว้น เด็กค่ายยาเสพติด ซึ่งอยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือไม่เสี่ยงแต่ไม่เหมาะสม เช่นค่ายที่เด็กๆ มาจากโรงเรียนปอเนาะ(โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม) ก็จะไม่มีผู้หญิงเลย เป็นเด็กกลุ่มที่ค่อนข้างเคร่งศาสนา หรืออาจจะไปได้บ้างแต่ก็ต้องให้เยาวชนระมัดระวังเรื่องการแต่งกาย

ถึงกระนั้นก็ตาม อย่างไปตาดีกา เด็กๆ จะไม่มีโอกาสได้แตะเนื้อต้องตัวกันเลย ระหว่างทำกิจกรรมสัมพันธ์ เด็กๆ จะแบ่งเป็นสองกลุ่มชายหญิงโดยอัตโนมัติเลย คือเขาไม่ค่อยคุยกัน อยู่แล้วในโรงเรียน อย่างเล่นอะไรสนุกสนาน เล่นเกมส์ เล่นไล่จับ เนื่องจากเป็นกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ เด็กๆ เขาจะเล่นเฉพาะกลุ่มของเขา อีกอย่างเราเองก็ไม่ได้พยายามรวมกันด้วย ให้เป็นไปตามวิถีชีวิตของเขา ไม่มีหรอกครับมาวิ่งปนกัน แม้ว่าจะเล่นร่วมกัน ส่วนพี่เลี่ยงอย่างเราเองนั้น ไม่ได้แยกชายหญิง เราทำงานร่วมกัน เราคุยงานกัน ก็มีบ้างที่เด็กๆ เขามองเรานะครับ แต่คงไม่กล้าถาม แต่เราก็วางตัว ด้วย เด็กๆ เองเขาก็มีพี่เลี้ยงของเขาร่วมด้วย เป็นเยาวชนในหมู่บ้านนั้น เราให้เข้ามาร่วมกิจกรรมด้วย ส่วนเราจะคอยสนับสนุนเรื่องป้าย อุปกรณ์อะไรทำนองนี้มากกว่า

ส่วนชาวบ้านเองก็ไม่ค่อยมีมาแทรกแซงหรอกครับ อีกอย่างเราไม่ค่อยได้จัดกิจกรรมในชุมชนด้วย ส่วนใครที่คิดว่าเล่นเกมส์ในกิจกรรมสัมพันธ์ไม่ได้ก็สามารถบอกเราได้ด้วย ถ้ามันร้ายแรงจริงๆ เราก็จะถามเขาก่อนว่าอันนี้เล่นได้หรือเปล่าเลย ในกรณีที่ไม่แน่ใจน่ะ อีกอย่างมันแล้วแต่สถานะของแต่ละแห่งด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ซีเรียสกันมากที่สุดของพวกเรากลุ่มเยาวชน เช่นเวลาที่ไปทำกิจกรรมค่ายของครอบครัวยิ่งลำบาก เพราะว่ามีพ่อแม่เข้ามาร่วมด้วย มันมีทั้งมิติหญิงชาย แล้วยังมิติพ่อแม่กับเด็ก ซึ่งในสังคมของมุสลิมเขาก็ไม่เหมือนเราที่เป็นพุทธ ผู้ใหญ่เขาไม่ได้เล่นกับเด็กอย่างเรา ดังนั้น กิจกรรมของเรา เราจะเล่นกิจกรรมแบบเดิมๆ คือเล่นได้เป็นหลัก

เรื่องอนาคตของกลุ่มเยาวชนศูนย์ฟ้าใส ผมมักได้ยินน้องๆ เขาชอบคุยกันว่า อยากทำของขาย อย่างเช่น สมุดไดอารี่ เขาชอบคุยกันเรื่องเหล่านี้ แต่ผมคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง เพราะเราคิดว่าโครงการบางอย่างที่เราอยากทำ มันไม่มีแหล่งให้การสนับสนุน หรืออย่างวิทยุชุมชนเด็ก น้องๆ เขาก็อยากทำ และก็เคยคุยกันเรื่องนี้ แต่เราหาแหล่งสนับสนุนไม่ได้ ครับ”


อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ
1 กรกฎาคม 2547