'เกาะไผ่' 'เรือ' 'เพิงพัก' และการต่อสู้เพื่อสิทธิคนประมงฯ

"เราต้องเข้าใจว่า เรามาอยู่ในอุทยานฯ โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งหัวหน้าออกประกาศไปทั่วพื้นที่แล้ว ทั้งที่อุทยานฯ
จังหวัดและอำเภอ ท่านมีสิทธิ์อุทธรณ์ อย่างที่เคยทำ คือไปร้องรัฐมนตรีก็ได้ แต่หัวหน้าก็ต้องทำตามขั้นตอน
หากปล่อยให้เรามาอยู่กันคนอื่นๆ จะยกตัวอย่าง มาอยู่ด้วยอีกร้อยหลังยังงี้หล่ะ" .. "นักท่องเที่ยวเขามาเที่ยวและอุทยานฯ
ก็ส่งเสริมการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวบางคนก็โอเคเข้าใจวิถีชีวิตชาวประมง แต่บางคนไม่เข้าใจก็ร้องเรียนไปที่ทำเนียบ
ไปที่อุทยานฯ ว่าใครมาทำอะไรที่นี่ ที่บ้านของเขาไม่มี อะไรแบบนี้ ซึ่งถ้าคนอื่นเขาเข้ามาบ้างหล่ะ
หัวหน้าจะห้ามว่าให้เฉพาะคนไซหมึกไม่ได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญนี้ให้สิทธิเท่ากันหมด"
นายมิตรชัย อานันทนสกุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี

(ถอดจากเทปการประชุมร่วมกับชาวบ้านเกาะไผ่ 24 กันยายน 2546)
-------------------------------------------------------------------------------

นโยบายรัฐบาล พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี วางเป้าหมายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่อุทยานแห่งชาติ โดยเน้นนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศและนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีพฤติกรรมการท่องเที่ยวในต่างประเทศ เพื่อหารายได้มาพัฒนา ทำให้อุทยานแห่งชาติหลายแห่งที่มีจุดน่าสนใจและเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ สามารถสร้างรายได้ให้รัฐ ได้หันมาปรับปรุง พัฒนาและขยายกิจกรรมการบริการกันเป็นอย่างมาก อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จังหวัดกระบี่ ก็เป็นหนึ่งในหลายๆ อุทยานฯ ซึ่งพยายามดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลอย่างเอาจริงเอาจัง จนเมื่อต้นปี 2545 ได้ทำการเผาบ้านเพิงพักชาวประมงพื้นบ้านกว่าร้อยหลัง ในหลายพื้นที่ทั่วอุทยานฯนพรัตน์ธาราฯ โดยเฉพาะเกาะไผ่ ร่วม 42 หลัง วอดวายในขณะที่ชาวประมงพื้นบ้านกลับฝั่ง เพื่อทำการละหมาดในวันศุกร์


วัชรพันธุ์ จันทรขจร

จนมาสู่การร้องเรียนถึงรัฐบาลทักษิณและเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2545 นายวัชรพันธุ์ จันทรขจร ผู้แทนรัฐบาล พร้อมหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ร่วมเจรจากับตัวแทนชาวบ้านและตัวแทนจากสมัชชาคนจน และวันที่ 13 มิถุนายน 2546 คณะกรรมการกำกับและติดตามการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจน โดยมีพลเอกเชาวลิต ยังใจยุทธ เป็นประธาน มีมติให้มีการผ่อนผันให้ราษฎรพักพิงอาศัยบนเกาะไผ่ไปก่อนจนกว่ารัฐบาลจะสามารถ ดำเนินการกวาดจับเครื่องมือประมงผิดกฎหมายทุกชนิดและปิดอ่าวอย่างถาวรได้สำเร็จ

เมื่อต้นกันยายนที่ผ่านมา มีหนังสือคำสั่งลงวันที่ 12 สิงหาคม 2546 จากอุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี ให้ชาวประมงพื้นบ้านที่พักพิงอาศัยบนเกาะไผ่ ทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายในวันที่ 24 กันยายน 2546 ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นการละเมิดข้อตกลง ที่ตัวแทนรัฐบาลทำสัญญากับพี่น้องชาวประมงพื้นบ้าน และละเลยการกวาดล้างจับกุม ประมงพาณิชย์ (อวนลากอวนรุน) ที่ใช้เครื่องมือผิดกฎหมาย ที่ลักลอบเข้ามาทำการในฤดูประกาศปิดอ่าว ซึ่งทำให้ประมงพื้นบ้านได้รับความเดือดร้อน จึงไม่สามารถทำตามเงื่อนไขทางกฎหมายของอุทยานฯได้ อีกทั้งข้อเสนอของประมงพื้นบ้าน คือ ปิดอ่าวถาวร ทางรัฐบาลก็ยังไม่ดำเนินการแต่อย่างใดทั้งสิ้น

ข้อเท็จจริงชาวประมงพื้นบ้าน ว่าเหตุใดวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านจึงจำเป็นต้องปิดอ่าว และเรียกร้องขอพักพิงบนเกาะไผ่นั้น นายบ่าวแดง ช้างน้ำ วัย 46 ปี จากบ้านคลองเตาะ ต.เกาะศรีบอยา อ.เหนือคลอง จ.กระบี่ ให้เหตุผลหนักแน่นว่า

"มันเป็นเรื่องจำเป็นที่เราต้องอยู่เกาะไผ่ จำเป็นกับวิถีชีวิตหลายประการครับ อันดับแรกคือ การที่เราพักพิงบนเกาะไผ่นั้นก็เพื่อหลบมรสุมพายุ หลบลม ซึ่งการหลบลมตามเกาะนั้นเราทำกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษแล้ว ตั้งแต่บรรพบุรุษของเราออกไปตกปลาด้วยเรือใบแถวตุกนกึย หรือแหล่งปะการังกลาง อย่างในฤดูตะวันออก ซึ่งก็คือทิศทางลมพายุจะมาจากทางด้านทิศตะวันออก เวลาชาวบ้านออกทะเลหากินแล้วจะกลับมาฝั่งไม่ได้ เพราะติดพายุ เราจะต้องแวะพักพิงที่เกาะ และเกาะไผ่นั้น เราพักพิงมานานแล้ว จนชาวบ้านเอามะพร้าวไปปลูก และที่นั่นชาวบ้านไม่เคยคิดจะครอบครองพื้นที่ หรือที่ดินบนเกาะเลย ตั้งแต่ปู่ย่าตายายของเรา

ต่อมาในระยะหลังๆ การพัฒนาเครื่องมือประมงเริ่มเจริญขึ้น เป็นเครื่องยนต์จักรกล แต่ชาวบ้านก็ยังต้องอาศัยพักพิงเกาะอยู่ และการวางไซปลาหมึกชาวบ้านก็ยังทำมาตลอด ระยะทางจากบ้านไปที่ทะเลจุดวางไซและเกาะพักพิง หากไปกลับก็วันละ ประมาณ 25 ลิตร ออกเช้ามืดกลับก็ค่ำมืด ต้นทุนก็สูง และเสียเวลากับการเดินทางมาก


บ่าวแดง ช้างน้ำ
การเข้าไปพักพิงบนเกาะไผ่ทำให้การเดินทางของเราร่นเวลาเหลือเพียง 15-20 นาที ก็ถึงจุดวางไซหมึก ใช้น้ำมันไปกลับเพียง 8 -10 ลิตรเท่านั้น สาเหตุที่ต้องไปไกลนั้นเพราะชาวประมงพื้นบ้านนั้นเพิ่มมากขึ้น และในบริเวณนี้มีถึง 6 หมู่บ้าน ไม่พอวางกันจึงต้องออกไกลๆ มากขึ้น และปลาเองก็เริ่มน้อยลง หากวางด้านนอกไกลๆ ออกไปกว่านั้นเรืออวนเรือลากก็กวาดไปหมด ทำให้ชาวบ้านปัจจุบันจะแบ่งโซนแบ่งจุดวางไซหมึกกันไปเลย ทำให้การหารายได้ไม่ค่อยดี ยกเว้นว่าเรืออวนลากอวนรุนไม่เข้ามาลากในอ่าวจึงจะดีขึ้น
ดังนั้น การอยู่พักพิงที่เกาะไผ่ก็เพื่อเฝ้าไซหมึก เฝ้าอวนปู อวนปลา ที่วางไว้ ถ้าไม่เฝ้าเรืออวนลากจะกวาดไปหมด ชาวบ้านก็ไม่เหลืออะไรเลย มันลำบากครับ ต้องกลับมาทำไซใหม่ แล้วก็ออกไปวางอีก แต่ถ้าอยู่ที่เกาะเราออกไปสอดส่องดู ถ้าถูกเรืออวนลากกวาดไปก็ยังกลับมาประกอบใหม่ แล้วเอาไปวางคืนได้ ใช้เวลาเรือวิ่งสักชั่วโมงสองชั่วโมงก็ถึงที่พัก
" นายบ่าวแดงกล่าวและย้ำว่า ตนคงลำบากถ้าไม่ได้พักพิงที่เกาะไผ่เช่นแต่ก่อน

"ถ้าไม่ได้พักอยู่ที่เกาะไผ่นั้นลำบากแน่ครับ โดยเฉพาะถ้าวันนี้ยังไม่ปิดอ่าวถาวรอย่างนี้ ชาวบ้านไม่มีทางออกเลย แต่ที่เรามาอยู่ที่นี่ ชาวบ้านเองก็ตั้งกรรมการขึ้นดูแลความเรียบร้อยด้วย เช่น เรามีฝ่ายปกครอง ฝ่ายรักษาความสะอาด ฝ่ายรักษาความสงบ และฝ่ายที่ปรึกษา ไว้คอยดูแลชาวบ้านบนเกาะและนักท่องเที่ยวเพื่อช่วยอุทยานฯ อย่างเรื่องความสะอาดแต่ละเพิงพักจะต้องดูแลความสะอาดตั้งแต่ด้านหลังไปจนถึงด้านหน้าจรดทะเล เก็บกวาดกันทุกวัน และอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ในส่วนพื้นที่ที่เหลือที่เป็นของส่วนรวมตรงหน้าถ้ำและหน้าแหลม ซึ่งทุกคนต้องมาช่วยกัน ส่วนเรื่องความสงบคือเวลานักท่องเที่ยว ต้องการมาพักบริเวณที่พักชาวบ้านนี้ เราก็พยายามไปแจ้งให้ทางอุทยานฯ ทราบก่อน ให้ทางอุทยานฯอนุญาตให้พัก เพราะมีนักท่องเที่ยวเยอะเหมือนกันที่ต้องการมาพักกับชาวประมงพื้นบ้าน เขาสนใจมาศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของประมงพื้นบ้านเกาะไผ่ กิจกรรมช่วยดูแลนักท่องเที่ยวอื่นๆ ก็มีเยอะเช่น ทำอาหารให้กินโดยไม่คิดตังค์ด้วยซ้ำ ทรัพย์สินหรืออุปกรณ์ท่องเที่ยวกี่อย่างเราก็แจ้งให้ทางอุทยานฯทราบ ป้องกันของสูญของหาย ซึ่งงานช่วยอุทยานฯ แบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงเมื่อก่อน สักปี 2542-2544 เจ้าหน้าที่อุทยานฯ กับชาวบ้านนั้นไปมาหาสู่กันปกติมาก ไม่เหมือนปัจจุบันนี้เลยที่ต่างฝ่ายต่างอยู่ และเมื่ออุทยานฯ ต้องการอะไรสมัยก่อนนั้นชาวบ้านจะหาให้ ขอแรงพัฒนาเกาะชาวบ้านก็ช่วย ขุดบ่อ สร้างอาคารบ้านพัก เป็นต้น พอมีนักท่องเที่ยวเข้ามามาก ท่าทีอุทยานฯ ก็เปลี่ยนไป และเริ่มมาไล่เราออกจากเกาะ เมื่อปี 2545 ยิ่งหัวหน้าอุทยานฯคนใหม่ย้ายมา ก็เข้ามาจัดการกับชาวบ้านทันที กดดันชาวบ้านเพราะให้น้ำหนักกับการท่องเที่ยวมาก จนไม่คำนึงถึงชีวิตชาวบ้านที่ยากจน เช่น เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2546 ที่ผ่านมานี้ ทางอุทยานฯ กลัวนักท่องเที่ยวไม่มีที่ว่ายน้ำเพียงพอ ทำให้ออกมาไล่และห้ามชาวบ้านจอดเรือหน้าเกาะ โดยไม่ถามความจำเป็นของชาวบ้านเลย ทั้งๆ ที่ที่จอดเรือมีขนาดนิดเดียว แต่ชายหาดที่เล่นน้ำมีตั้งเยอะแยะ แต่ทำไมต้องมาไล่เอาจุดนี้ด้วย การผูกเรือจุดนี้ มันสำคัญเวลาน้ำขึ้นน้ำลง แต่ถ้าไปจอดที่อื่นนอกเขตไกลๆ เวลาน้ำขึ้นน้ำลงจะทำอย่างไร จะไปขึ้นเรือยังไง เอาปลาเอาไซขึ้นยังไง ฝนตกคลื่นซัดเรือชาวบ้านโดนพายุซัดจมใครอีกหล่ะรับผิดชอบ

เมื่อครั้งที่เข้ามาเรียกชาวบ้านไปประชุมเพื่อให้รื้อถอนที่พักพิงออก ครั้งล่าสุดนั้น ก็ไม่ได้ให้ชาวบ้านพูดเลย แค่ให้ชาวบ้านมานั่งฟังเจ้าหน้าที่อ่านหนังสือทางราชการ ว่าต้องปฏิบัติอย่างไรตามคำสั่งของทางราชการ แล้วก็ร่างหนังสือขึ้นให้ชาวบ้านเซ็นชื่อโดยอ้างว่าเพื่อการตรวจสอบง่าย แต่ชาวบ้านไม่ยอมเซ็น เพราะเซ็นมาหลายครั้งแล้ว แล้วก็นำไปใช้ผิดเจตนารมณ์เพราะเคยโดนหลอกมาแล้ว จนทางอุทยานฯ ไม่พอใจและมีประกาศไปว่า วันที่ 24 กันยายน 2546 ที่ผ่านมาคือวันสุดท้ายที่ชาวบ้านจะต้องรื้อถอนเพิงพักออกจากเกาะไผ่ " นายบ่าวแดงกล่าวและสรุปถึงข้อเสนอของชาวประมงพื้นบ้านว่า

"ข้อเสนอของชาวบ้านสำหรับปัญหานี้มีทางออกเดียวคือ ให้รัฐดำเนินการปิดอ่าวพังงานี้อย่างถาวร เพื่อให้ชาวบ้านมีที่ทำกินอย่างยั่งยืนเพียงพอ และห้ามมีการใช้เครื่องมือประมงแบบทำลายล้างทุกชนิด เพราะถ้าชาวบ้านไม่ได้พักพิงอยู่เกาะไผ่อย่างไรก็ต้องปิดอ่าว เพราะจะทำให้ทะเลที่นี่สมบูรณ์พอ ไม่ต้องออกไปไกลและ ไม่ต้องนอนเฝ้าอวนรุนอวนลากกวาดไซหมึกเราไปหมด ซึ่งชาวบ้านพร้อมเสมอที่จะรื้อถอนหากมีการปิดอ่าวถาวร เขตอ่าวก็เอาตั้งแต่หัวเกาะลันตาทิศใต้ มาเกาะหมา เกาะโคหลังเกาะพีพีเล ไปจนถึงเกาะเขียว และหัวแหลมลันตา เพราะถ้าเราไม่เอาเขตแดนนี้ ไม่ทำอย่างนี้ เราจะไม่มีเครื่องหมายหรือหมุดธรรมชาติไว้เช็คว่า เขตปิดอ่าวนั้นตั้งแต่เขตไหนถึงไหน

และเมื่อปิดประกาศปิดอ่าวแล้ว แต่อวนลากอวนรุนยังเข้ามา นั่นจะเป็นภาระของเจ้าหน้าที่อุทยานฯและชาวบ้าน ที่ต้องรับผิดชอบตรวจจับผู้มาล้ำเขตหวงห้าม ซึ่งชาวบ้านพร้อมเอาจริงอยู่แล้ว ที่ผ่านๆ มานั้นมันขาดเฉพาะภาครัฐ ดังนั้นถ้าปิดอ่าวจริงเรือประจำการตรวจตราที่เกาะปูต้องมี พร้อมอาสาสมัครชาวบ้านร่วมกันออกลาดตระเวน ในการดูแลทะเล และเมื่อไหร่ก็ตามที่ทางราชการประกาศปิดอ่าวจริงๆ อย่างถาวรผมก็คิดว่า ชาวบ้านไม่จำเป็นต้องพักพิงเกาะไผ่แล้วครับ อย่างน้อยก็มีปลาอุดมสมบูรณ์ให้ชาวบ้านทำอาชีพประมง ไปอีกยืนยาวมาก" นายบ่าวแดงย้ำ

นายประสบ สมาธิ ผู้ช่วยชุมชน โครงการผลกระทบจากนโยบายรัฐ กล่าวถึงข้อตกลงของรัฐบาล ต่อกรณีเกาะไผ่และยืนยันถึงสิทธิของชาวประมงพื้นบ้านและชุมชนภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญว่า "ครั้งนั้นที่ตกลงกันหลังจากบ้านชาวบ้านโดนเผาแล้ว ชาวบ้านก็เคลื่อนไหวเรียกร้อง ก็ได้มีตัวแทนจากรัฐบาลคือคุณวัชรพันธุ์ จันทรขจร ตัวแทนรัฐบาล พันเอกสมบุญ เลขาหน้าห้อง รมช.ประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ รวมทั้งป่าไม้จังหวัด หัวหน้าอุทยานฯ ก็ร่วมด้วย ก็ได้ข้อตกลงว่า ผ่อนผันให้ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ได้ โดยกำหนดว่าการสร้างเพิงที่พักนั้น อุทยานฯเป็นผู้ออกแบบให้เหมือนๆ กันคล้ายๆ กัน เพื่อให้ดูสวยงาม และตอนนั้นก็มี 29 ครอบครัวลงชื่อขอพักพิง ซึ่งตัวแทนรัฐบาลก็ย้ำว่าห้ามมีการเพิ่มผู้มาพักพิง ชาวบ้านก็ตกลงว่าจะไม่เพิ่ม และชาวบ้านยืนยันกับตัวแทนรัฐบาลว่า ชาวบ้านจะออกจากเกาะไผ่ก็ต่อเมื่อมีการปิดอ่าวถาวร ตอนนั้นชาวบ้านก็อ้างว่าการไม่ปิดอ่าวถาวรทำให้เขาลำบาก ต่อการประกอบอาชีพประมงมาก เพราะไซหมึกของชาวบ้านถูกรบกวนด้วยเรือประมงพาณิชย์ขนาดใหญ่ ที่มาลากอวนรุนอวนลาก และตัวแทนรัฐบาลก็รับปากว่าจะเร่งรีบแก้ไขปัญหานี้โดยด่วน โดยมีชุดกรรมการกำกับและติดตามการแก้ไขปัญหาคือชุดของพลเอกเชาวลิต ยงใจยุทธ เป็นประธาน เป็นผู้ดูแลการดำเนินการแก้ไข" นายประสบเกริ่นและย้ำถึงเรื่องสิทธิชาวประมงพื้นบ้านว่า

"จริงๆ แล้ว วิถีของชาวประมงพื้นบ้านนั้นเกี่ยวเนื่องกับทรัพยากรชายฝั่งทั้งหมด ท้องทะเลอันกว้างใหญ่ หรือแม้แต่เกาะแก่งต่างๆ ในทะเลด้วย ุ


ประสบ สมาธิ
เพราะเกาะแก่งคือที่พักหลบพายในช่วงที่มีมรสุม ซึ่งชาวบ้านเขาใช้พื้นที่เหล่านี้มาก่อน มานานแล้ว แต่เนื่องจากว่ากระแสการท่องเที่ยวของภาคใต้มันเริ่มบูม ทำให้อุทยานฯ ออกมาประกาศเขตอุทยานฯ ทับที่ชาวบ้าน
อย่างอุทยานฯหาดนพรัตน์ก็ประกาศเมื่อปี 2526 และอย่างกรณีที่นี่ แต่เดิมอุทยานฯไม่ได้สนใจอะไร จนมีหาดทรายงอกออกมาเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง เพราะ ที่นี่เป็นเกาะแก่งที่มีแต่เพิงถ้ำหินไม่มีหาดทรายขาวสวยอย่างที่เห็นนี้ ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นการละเมิดสิทธิชุมชน เป็นการละเมิดวิถีชีวิตและวัฒนธรรม ตามที่กฎหมายรัฐธรรมนูญกำหนด เพราะวิถีชีวิตของชาวประมงพื้นบ้านนั้น พืชน้ำและเกาะแก่งต่างๆ เป็นที่ทำมาหากินของเขาโดยธรรมชาติ และในวันที่ทำข้อตกลงกันเมื่อมิถุนายน 2545 นั้น ชาวบ้านเขาจะไม่พูดถึงเรื่องการครอบครองกรรมสิทธิ์ที่ดินเลย เขาขอแค่ได้ทำกิน หรือพักพิง เขาพร้อมกลับบ้านและยอมนั่งเรือไกลๆ หลายชั่วโมงไปกลับในการทำไซหมึก แต่ในเวลานี้ยังไม่ปิดอ่าวถาวร เขาขอพักพิงก่อน เพราะไซหมึกมันหายบ่อย เรืออวนลาก ลากเอาไปหมด แต่ถึงอย่างไรอย่างน้อยที่สุด การใช้เกาะไผ่หรือเกาะอื่นๆ ก็ยังต้องใช้อยู่ดีเพราะต้องหลบพายุ หลบฝน อาจจะหนึ่งคืน หรือครึ่งวันตรงนี้ยังไงก็จำเป็น

สิทธิชาวบ้านจริงๆ แล้วมีกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2540 คุ้มครองอยู่นะครับ ที่เขียนไว้ว่าให้ชุมชนมีสิทธิที่จะจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ตลอดจนวิถีชีวิต ธรรมเนียม ประเพณีตลอดจนวัฒนธรรม แต่เนื่องจากว่า ฝ่ายรัฐมักอ้างตลอดว่า ไม่มีนโยบายให้ชัดเจนว่าจะทำอะไร อย่างไร เฉพาะ มาตรา 46 ก็เขียนไว้ชัดเจน แต่ก็มีวรรคท้ายว่า ทั้งนี้แล้วแต่กฎหมายบัญญัติ ทำให้กฎหมายลูกที่ให้สิทธิชาวบ้านจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ยังไม่มีออกมาสักฉบับ และเจ้าหน้าที่ของรัฐก็อ้างว่ามาโดยตลอดว่าไม่มีนโยบายให้ชัดเจนว่าต้องปฏิบัติอย่างไร ล่าสุด นโยบายกรมป่าไม้หรือเขตอุทยานฯ ก็เริ่มทำอุทยานฯ ให้เป็นธุรกิจหรือการท่องเที่ยวมากขึ้น ทำให้หน่วยงานที่กล่าวมานี้พัฒนาการบริการการท่องเที่ยว ให้เอกชนเข้ามาประมูลเช่าพื้นที่ค้าขาย สร้างรีสอร์ทบ้านพัก เป็นต้น แล้วก็กันชาวบ้านออกจากพื้นที่

 

เวทีประชุมชาวบ้านบนเกาะไผ่
ผมคิดว่าชาวบ้านสามารถรวมตัวต่อสู้เรียกร้องได้ และก็ยังทำอยู่ อย่างกรณีเกาะไผ่ ดังนั้น การที่ชาวบ้านไปสร้างเพิงพักอยู่อย่างนั้น ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้รัฐบาลปฏิบัติตามข้อตกลงหรือข้อเรียกร้องด้วย จึงไม่ใช่อยู่เพราะต้องการทำไซหมึกอย่างเดียว แต่ต้องการให้รัฐปฏิบัติตามข้อเรียกร้องคือปิดอ่าวอย่างถาวร และนี่เป็นการชุมนุมอย่างเปิดเผยและสงบ จึงมีสิทธิที่จะชุมนุมได้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าชาวบ้านไม่อยู่ตรงนั้น โดยตามธรรมชาติของรัฐแล้ว ก็ไม่ยอมลงมือแก้ปัญหา หรือปฏิบัติตามข้อตกลงเลย" นายประสบกล่าวและสรุปชัดว่า " ณ ปัจจุบันนี้ การรุกรานของอุทยานฯ ต่อกรณีเกาะไผ่เริ่มจะมีมากขึ้น เช่น ห้ามชาวบ้านเอาเรือเข้ามาจอดในจุดหรือเขตที่อุทยานฯ วางทุ่นไว้ เพราะเขตที่วางทุ่นนั้น ไว้ให้นักท่องเที่ยวเล่นน้ำ อาบแดด ซึ่งทำให้ชาวบ้านต้องจอดเรือไกลจากฝั่งไปกว่า 100-200 เมตร ซึ่งมันก็จอดได้ แต่ความเป็นจริง การจอดเรือไม่ใช่จอดตรงไหนยังไงก็ได้ มันต้องดูคลื่น ดูลม ดูฝนด้วย ไม่งั้นก็ซัดเรือจมหมด ข้าวของในเรือก็เสียหาย และระบบน้ำทะเลมันขึ้นลงสูงมาก จากจุด 200 เมตรอาจจะขยายเป็น 300 400 เมตร ได้ ตลอดเวลา

สรุปก็คือ ชาวบ้านยังคงต้องเรียกร้องให้รัฐนั้น ปิดอ่าวอย่างถาวร และการที่เขาไปอยู่ตรงนั้น เขาอ้างสิทธิความเป็นชุมชนตามกฎหมายรัฐธรรมนูญที่มีอยู่ ประกอบกับการทำมาหากินของชาวบ้านในระหว่างเรียกร้องก็ต้องทำไปด้วย " นายประสบกล่าวสรุป

อัฎธิชัย ศิริเทศ รายงาน
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ

3 ตุลาคม 2546