|
คนริมเขาเดินป่าหารือ
ปัญหาที่ทำกิน ในอุทยานฯ
เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2547 ที่ผ่านมา ชาวบ้านจาก 3 หมู่บ้าน
คือหมู่ที่ 1, 2, และหมู่ที่ 3 ตำบลทอนหงส์ อ.พรหมคีรี นครศรีธรรมราช
ได้รวมตัวกันเดินป่าสำรวจและดูรูปแบบการใช้ทรัพยากรป่าของชาวบ้าน
โดยเริ่มเดินจากบ้านพักอดีตผู้ว่าฯ ใกล้น้ำตกวังลุงไปยังที่ทำการหน่วยอุทยานฯ
น้ำตกอ้ายเขียว ในเขตอุทยานแห่งชาติเขาหลวง ซึ่งมีเนื้อที่ กว่า
3 แสนไร่
จุดมุ่งหมายของกิจกรรมในวันนี้ คือรวมพลังกันเปิดเวทีหารือกลางแจ้งเพื่อรับฟัง
หาข้อตกลง ข้อสรุปและหาแนวแก้ไขปัญหา ความขัดแย้งในการจัดการ
การใช้ทรัพยากรที่ดิน และป่าของชาวบ้านที่อยู่ริมป่ารอบเขตอุทยานฯเขาหลวง
โดยกิจกรรมได้แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือกลุ่มเดินป่า มีชาวบ้านร่วมเดินประมาณ
300-400 คนและกลุ่มตระเตรียมประสานงานชาวบ้าน เวทีและสถานที่
อีก 200 คน

1 ผู้แทนจากภาครัฐทุกหน่วยงาน

คณะเดินพักเหนื่อยริมไร่ยางพาราชาวบ้าน |

น้ำตกอ้ายเขียว ถ่ายจากพื้นที่ทำกินชาวบ้าน |

ความมืดในหุบป่าสมบูรณ์ |
ตัวแทนของรัฐที่เข้าร่วมรับฟังปัญหานั้น มาจากหลายหน่วยที่เกี่ยวข้อง
อาทิ นายไมตรี บุญยัง รองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานที่ประชุมหารือ
นายอำเภอพรหมคีรี ผู้กำกับฯ นครศรีธรรมราช รอง สว.สภ.อ.พรหมคีรี
เจ้าหน้าที่ที่ดินจังหวัด หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาหลวง สมาชิกสภาจังหวัดเขตอำเภอพรหมคีรี
นายก อบต.ชาวบ้านทั้ง 3 หมู่ และตัวแทนชาวบ้านกลุ่มพันธมิตรที่ได้รับปัญหาร่วม
คือ ชาวบ้านจากบ้านกรุงชิง ชาวบ้านท่าจันดี เข้าร่วมสมทบอีกด้วย
รวมแล้วกว่า 600 คน
ในการเคลื่อนไหวเดินป่าและเปิดเวทีหารือกลางแจ้งครั้งนี้
นายเฉลิม กาญจนพิทักษ์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 1 และประธานชมรมอนุรักษ์ธรรมชาติบ้านวังลุงกล่าวย้ำกับคณะชาวบ้านที่หยุดพักระหว่างเดินสำรวจป่าร่วมกันว่า
การเดินป่าวันนี้ เพื่อให้เราได้ผ่านพื้นที่ทำกินชาวบ้าน อาทิ
สวนยางพารา สวนผลไม้ สวนสมรม ไร่ยางพาราซึ่งเป็นรอยต่อกับป่าใช้สอย
และแนวเขตอุทยานฯ เข้าสู่ป่าแก่ หรือป่าสมบูรณ์ เราได้เห็นแล้วว่าเขาอยู่กันอย่างไร
เราชาวบ้านมีปัญหามากจากการถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ทำการปราบปรามจับกุมในตอนนี้
ทั้งที่พวกเราเป็นคนอยู่กับป่า ทำกินและช่วยกันดูแลป่า
จึงอยากจะย้ำว่า วันนี้เราไม่ได้มาชุมนุมประท้วง แต่เดินร่วมกันเพื่อมาหาข้อตกลง
โดยที่ยังไม่ได้คำตอบและมาหาคำตอบ มาหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน ดังนั้น
เมื่อไปถึงเวทีห้ามใครตั้งคำถามเอาเด่น เอามัน หรือทำหรอย ไม่ได้
ทุกคนต้องช่วยกันเสนอปัญหา หาทางออก เราชาวบ้านขอแค่ให้ตนเองมีสิทธิทำกินบนที่ดินของตัว
และต้องการมีส่วนร่วมในการจัดการดูแลป่าเท่านั้น
ภาคบ่าย ณ ลานเวทีกลางแจ้งบนลานน้ำตกอ้ายเขียว นายประเวศ
ขุนโลก อดีตผู้ใหญบ้าน หมู่ 6 ได้รายงานสรุปถึงปัญหาและการรวมตัวกันของชาวบ้านว่า
ชาวบ้านถ้าอยากได้สิทธิทำกินคืนต้องมาเดินร่วมกันให้มาก ถ้าไม่มาเดินก็จะอยู่ยาก
ทั้งที่เรานั้นอยู่กับป่า แต่ก็ต้องรักษาป่า คนอยู่ริมเขามันจำเป็น
ดังนั้นส่วนไหนเรากินใช้ ส่วนไหนเราสงวนไว้ ส่วนไหนเราทำกิน
มันอยู่ที่พ่อแม่พี่น้อง เราทำมาหากินกันอีกนาน
ถ้าที่นี่มีป่า เขามันก็จะมืด น้ำก็จะไหล อย่างที่เราเห็น น้ำใต้ดินที่นี่ไหลถึงทะเลที่ท่าศาลา
แต่ถ้าป่าหมดน้ำจะแห้งหมดเลย ดังนั้น ชาวบ้านอยู่อย่างไร ทำกินอย่างไร
วันนี้เราต้องมาคุยกันให้ได้คำตอบ
นายสมพงษ์ มีบุญ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 รายงานว่า ปัญหาเกิดขึ้นเรื้อรังมานานสมควร
ถ้าจะทำให้ชัดเจนก็ได้ มันขึ้นอยู่กับหน่วยงานราชการ เพราะพี่น้องเราพึ่งป่าในการทำมาหากินมานาน
สุวัฒน์ แตงคูหา รอง สว.สภ.อ.พรหมคีรี หนึ่งในคณะร่วมเดินป่าสังเกตการณ์
ได้แสดงมุมมองชื่นชมชาวบ้านว่า การเดินวันนี้ตนเองได้เห็นสวนเชิงเดี่ยว
สวนสมรม ในสวนมีไม้ใหญ่จากธรรมชาติร่วมกับพืชที่ปลูก สิ่งที่เราเห็นนี้คือธรรมชาติก็ยังอยู่
ยิ่งสวนสมรมนั้นยิ่งดี มันไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง จากนั้นเดินต่อไปก็เห็นป่าสมบูรณ์
ตนเองคิดว่าถ้าชาวบ้านไม่รักษาป่า ป่าหมดนานแล้ว ตรงนี้รู้สึกภูมิใจที่พี่น้องเราทำไว้
ดังนั้น ถ้าพี่น้องจำเป็นต้องโค่น โค่น 1 ต้น ปลูก 10 ต้น ทำเพื่อให้ป่ามันยังอยู่
เพราะป่าที่สมบูรณ์แบบนี้เราหามันไม่ได้อีกแล้ว
การดูแลรักษาป่าถ้าให้รัฐดูแลฝ่ายเดียว มันคงดูแลไม่ได้ ถ้าไม่มีพี่น้องช่วยดูแล
เพื่อให้มันอยู่ถึงลูกหลานต่อไป
สมบัติ ศรีเมือง นายก อบต.ทอนหงส์ กล่าวรายงานถึงปัญหาการประสานงานแก้ปัญหาและเสนอทางว่าในการจัดการป่าร่วมกันว่า
พี่น้องเราเดือดร้อน หลายคนมีปัญหาเรื่องทำกิน และตนได้ทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดแล้ว
แล้วก็เงียบไป

ปัญหาวันนี้คือทำอย่างไร เราจะหาทางออกแนวนี้ได้บ้าง ตนได้ปรึกษาผู้ใหญ่บ้านทั้ง
ม.1 ม.3 และ ม.6 ว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร ทำอย่างไรให้ชาวบ้านอยู่ได้กับป่า
และทำอย่างไรให้ชาวบ้านรักษาป่าด้วย ไม่ใช่คิดแต่จะทำลาย หน้าที่วันนี้คือประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
มาหาแนวทางแก้ไข หาทางออกให้ชาวบ้าน ว่าจะมีหนทางอยู่กันได้ไหมระหว่างชาวบ้านกับป่า
ชาวบ้านกับอุทยานฯ โดยมีพื้นที่ทำกิน แล้วก็รักษาป่า
หลังจากนั้นจึงเปิดโอกาสให้ผู้เดือนร้อนจากการดำเนินนโยบายต่างๆ
ของอุทยานฯ ได้เข้ามาเล่าถึงปัญหาของตัวเองให้ เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องได้รับทราบปัญหา
เพื่อรับทราบข้อเท็จจริง เพื่อชี้แจงหรือร่วมหาทางแก้ไข โดยชาวบ้านกรณีที่
1 กล่าวว่าตนเองอยู่มานานและมีเอกสารสิทธิ์ปี 2498
กฎหมายอุทยานฯ ออกเมื่อ 2504 แต่ชาวบ้านถูกจับกุม มันผิดไหม
ผิดอย่างไร และเรื่องนี้เกิดขึ้นกับตนเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
ชาวบ้านถูกจับกุมเพราะไปถางป่ามังคุดตัวเอง
กรณีที่ 2 กล่าวว่าตนเองเป็น สมาชิก อบต.
เมื่อก่อนอุทยานฯ ส่งหนังสือให้ อบต.วางแนวเขตต่อมาก็หาย แล้วก็มีปัญหาตามเรื่อยๆ
ชาวบ้านถูกจับเพราะไปตัดต้นยางพารา เพื่อปลูกใหม่ ก็เขาทำมา
30 ปีแล้ว
ปัญหานี้คือหลักเขตอุทยานฯ ไม่เคยแน่นอน มันอยู่ตรงไหนกันแน่
อยากให้เอาให้ชัดเสียที จึงเสนอว่าน่าจะประสานเลือกกรรมการชุมชนขึ้นมาแก้ปัญหา
โดยเลือกจากตัวแทนของแต่ละชุมชน
กรณีที่ 3 กล่าวว่า ตอนนี้พวกมีป่ายางพารา
โค่นไม้ยางแล้วถูกจับจะทำอย่างไร ซึ่งตนเองโดนจับแล้วตอนนี้
กรณีที่ 4 กล่าวว่าพื้นที่ทำกินตนนั้นมี 2
แปลง ปลูกสะตอกับยางพารา เจ้าหน้าที่อุทยานฯ มาให้ถอนทิ้ง แต่ตนไม่ถอน
เรื่องนี้จะทำอย่างไร
กรณีที่ 5 เป็นสตรีแม่บ้านกล่าว่า ตนนั้นแต่งงานตั้งแต่ปี
2517 แล้วได้ที่ดินสวนยางพารามาก็ทำกินมาตลอด 30 ปี ต่อมาเมื่อไม่นานได้ยกให้ลูกชาย
ลูกชายเลยโค่นต้นยางทิ้งปลูกใหม่ ตอนนี้ลูกชายถูกจับ ปัญหาคือแนวเขตไม่แน่นอน
และมันไม่ได้เป็นป่าแก่ ที่สำคัญในการจับกุมคนถ่ายรูปก็ไม่ยุติธรรม
ไปถ่ายเอาตรงที่เป็นป่าแก่จริงๆ ซึ่งมีนิดเดียว เอาเปรียบชาวบ้าน
ไม่ยอมถ่ายรูปเอามุมสวนยาง ดังนั้น อยากให้ชี้ให้ชัดว่าแนวเขตอยู่ตรงไหน
สวนนี้ได้มาตอนแต่งงาน แต่ลูกมาถูกจับเสียใจมาก
กรณีที่ 6 เป็นพระสงฆ์ ซึ่งเข้าร่วมเพื่อสะท้อนปัญหาด้วยกล่าวว่า
อาตมาได้ขึ้นไปภาวนาบนเขา ชาวบ้านขอร้องให้อยู่ อาตมาต้องการความสงบ
ไม่ได้ต้องการสร้างวัด สร้างสำนักฆ์อะไรเลย แต่ก็ถูกเจ้าหน้าที่ไปนิมนต์ให้ลงมาภายใน
15 วัน อาตมาขอบำเพ็ญภาวนาธรรมได้ไหมในอุทยานฯ อาตมาเจริญธรรมตามวินัยอย่างเคร่งครัดทุกอย่าง
ตอนนี้ไม่ใช่ที่นี่ที่เดียว ทางเหนือ ทางอีสาน พระถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ
ไล่ออกหมดเลย วิถีภาวนาเราทำมาเป็นพันปี ทำไมต้องกีดกันด้วย
อาตมาจะอยู่ได้อย่างไรถ้าเป็นเช่นนี้
กรณีที่ 7 ตนเองคิดว่าหลักเขตอุทยานฯ เคลื่อนที่
ทั้งเจ้าหน้าที่ก็ทำเหมือนอุทยานฯ เป็นสมบัติส่วนตัว ตัวกฎหมายเองก็หลังชาวบ้านเข้าไปทำกินและทำจนมีเอกสารสิทธิ์
ชาวบ้านใช้ทรัพยากรและดูแล ทำอย่างนี้ชาวบ้านมีส่วนในทรัพยากรหรือไม่
ทำกินมานานเกิน 10 ปี ชาวบ้านยึดมาเป็นสิทธิ์ของชาวบ้านได้หรือไม่
ในทางกฎหมาย รัฐใช้อภิสิทธิ์กับชาวบ้านมากไปหรือไม่ น่าจะมีการร่างกฎหมายชุมชนมาแก้ปัญหาร่วมกัน
ซึ่งตนเองก็ไม่ชอบให้เกิดการบุกรุกป่า ไม่อยากเห็น กระนั้น ก่อนจับชาวบ้านฟ้องศาล
น่าจะมีการกลั่นกรองข้อเท็จจริงก่อน เพื่อช่วยชาวบ้านไม่ให้หมดเงินหมดทองขึ้นศาลหรือ
จะตั้งเป็นคณะทำงานก็ได้ เพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน
กรณีที่ 8 กล่าวว่าตนอีกคนหนึ่งที่เดือดร้อน
จะขึ้นศาลอีกไม่กี่วัน ซึ่งเดือดร้อนมาก ขอไปทำกินที่สวนได้ไหม
กรณีที่ 9 ผู้ใหญ่บ้านจากอำเภอพระหรหมกล่าวถึงปัญหาลูกบ้านว่า
เคยพยายามให้เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ไปอธิบายให้ชาวบ้านฟังเรื่องปัญหาหลักเขต
เพราะที่ดินของตนก็ติดเขตบางส่วน แต่ก็ไม่ชัดเจน ในส่วนของชาวบ้านก็พยายามไปดูว่ามันติดเขตชัดเจนไหม
ดังนั้น อยากให้อุทยานฯ ไปดู ไปบอกให้ชัดเจนว่าเขตอยู่ตรงไหน
และเสนอว่า รัฐน่าจะกันพื้นที่ไว้ให้ชาวบ้าน เพราะต้นสะตอก็ใหญ่มากแล้ว
ยางพาราก็ใหญ่ บางส่วนก็น่าจะให้สิทธิชาวบ้านทำกิน เพื่อจะได้รับการอนุเคราะห์จากองค์การสวนยาง
แล้วก็ไปชี้ให้ชัดเจนตรงไหนทำได้ ตรงไหนทำไม่ได้ ตนเป็นผู้ใหญ่บ้านก็ลำบาก
ชาวบ้านก็เดือดร้อนทางจังหวัดก็จะถอดถอน ไปชี้ให้ชัดเจนเพื่อจะได้ไม่ต้องให้ชาวบ้านหลบๆ
ซ่อนๆ เสียที จะได้ทำกินเสียที อีกอย่างระบบดาวเทียมแผนที่มันมีปัญหา
บางทีมันล้ำเข้าไปในที่ทำกินของชาวบ้าน
กรณีที่ 10 กล่าวว่าที่ดินตนเองมีหลักฐานสค.1
กำลังปลูกมังคุดอยู่ 10 ต้น มีเจ้าหน้าที่มาบอกว่ามันล้ำเข้าที่อุทยานฯ
แล้วก็โดนจับ หลักเขตมันอยู่ตรงไหน เอาให้ชัดเจนเสียที ที่ดินนี้ตนได้มาแต่รุ่นพ่อรุ่นแม่
ทำมา 10 กว่าปีแล้ว
กรณีที่ 11 กรณีสุดท้ายยืนยันว่า ชาวบ้านจะอยู่กับป่า
ชาวบ้านอยู่มานานแล้ว ตนอยู่ได้แล้ว มีความสุขแล้ว อุทยานฯมาทำอะไร
ไม่ให้ชาวบ้านอยู่ แล้วจะให้ลูกเมีย ไปทำอะไร จะให้เป็นโจรหรือไง
ป่าใหม่ตนไม่บุกรุกแล้ว แต่ที่ดินที่มีอยู่ขอทำกินได้ไหม ส่วนเรื่องอยากให้ชาวบ้านดูแล
ดูแลอย่างไรก็ว่ามาเลย

บรรยากาศลานเวทีหารือกลางแจ้ง
พระกำลังเสนอปัญหาของตัวเอง
หลังจากนั้น ก็เปิดเวทีให้หัวหน้าอุทยานฯ เสนอทางออกร่วมกับชาวบ้าน
ซึ่งบทสรุปมี 3 ประเด็นปัญหาสำคัญเร่งด่วนคือ ปัญหาหลักเขตที่ไม่ชัดเจน
ปัญหาการเข้าทำกินในที่ดินของตนซึ่งอยู่ติด / ในพื้นที่อุทยานฯ
และปัญหาการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาร่วมดูแลการใช้ทรัพยากรป่าร่วมกัน
โดย นายประยูร ศรีสุวรรณ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาหลวงซึ่งเพิ่งย้ายมารับตำแหน่งเมื่อไม่นานได้กล่าวถึงการดำเนินนโยบายของตนว่า
ทั้งหมดตนทำตามนโยบายรัฐบาลและทำตามหน้าที่ที่ต้องอนุรักษ์ป่า
ส่วนเรื่องตั้งคณะกรรมการดูแลป่าร่วมกับชุมชนนั้น ทางอุทยานฯ
เองก็มีนโยบายเช่นนั้น ดังนั้นจึงยินดีรับข้อเสนอของชาวบ้านวันนี้
ที่ดำเนินการไปนั้นมาจากนโยบายของรัฐบาล เรื่องปัญหาใครที่มีที่ดินทำกินในส่วนที่มีเอกสารสิทธิ์นั้นก็ทำไปอย่างปกติสุข
แต่อย่าบุกรุกเพิ่ม อย่าขยายเพิ่ม ส่วนที่ดินที่สวนในเขตอุทยานฯ
ชาวบ้านก็ยังเก็บเกี่ยวผลผลิตต่อไปได้ปกติ แต่อย่าตัด อย่าถางหรือโค่นไม้ยางพารา
เรื่องเขตแดนที่ยังไม่ชัดเจนจะเสนอตั้งงบประมาณขึ้นมาจำนวนหนึ่งเพื่อสำรวจเขตแดนให้ชัดเจน
โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เจ้าหน้าที่ที่ดินและชาวบ้านร่วมสำรวจด้วยกัน
ส่วนเรื่องความร่วมมือกับชุมชนในการดูแลป่านั้น ในระดับนโยบายเรามีอยู่แล้ว
ข้อเสนอของชาวบ้านในส่วนนี้ ผมยินดีรับเรื่อง และให้ชาวบ้านที่พร้อมแล้วกลับไปสรรหาคณะกรรมการดูแลแล้วก็คัดสรรตัวแทนขึ้นมาอีกชุด
มาทำงานระดับเครือข่าย ร่างนโยบายการดูแลร่วมกัน และมีอำนาจพิจารณาอนุมัติให้สิทธิทำประโยชน์ในพื้นที่อุทยานฯ
อัฎธิชัย ศิริเทศ
30 ธันวาคม 2547
|