‘สิทธินามสกุล’ ก้าวเล็ก ๆ ในมุมสิทธิมนุษยชน

ข่าว ’เรื่องสิทธิการเลือกใช้นามสกุลของผู้หญิง’ เป็นที่ฮือฮาและเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมายทั้งจากฝ่ายผู้ชายและฝ่ายผู้หญิงด้วยกันเอง บ้างก็เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย(อย่างออกนอกหน้า) บ้างก็คิดว่าเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยน่าจะคิดแก้ปัญหาในเรื่องสิทธิด้านอื่น ๆ ที่รุนแรงกว่านี้ เช่น ปัญหาการคุกคามทางเพศที่เกิดกับผู้หญิงในทุก ๆ รูปแบบและนับวันจะทวีความรุนแรงมาก ขึ้นเป็นลำดับเพราะตัวระบบกฎหมายของไทยในแง่มุมทางเพศที่ยังล้าสมัยไม่ทันกับพฤติกรรม ‘คน’ ที่เปลี่ยนแปลงไปในสถานะการณ์ยุคปัจจุบันเหตุการณ์การล่วงละเมิดทางเพศ ที่รุนแรงเกิดขึ้นเต็มไปหมด ตั้งแต่ พ่อข่มขืนลูก พระหลับนอนกับสีกา ,ครูหรืออาจารย์ข่มขืนลูกศิษย์หรือหลับนอนกับลูกศิษย์เพื่อแลกคะแนน ,นักการเมืองหรือผู้มีชื่อเสียงจ่ายเงินแลกกับการมีเพศสัมพันธ์ หรืออย่างกรณีล่าสุด นักข่าวผู้หญิงที่ตกเป็นข่าว ถูกคุกคามทางเพศจากข้าราชการระดับบิ๊กและมีทีท่าว่ากำลังจะกลายเป็นข่าวเงียบเหมือนกับไม่เกิดอะไรขึ้น…

สังคมกำลังเป็นอะไร หลากหลายกรณีเหล่านี้กำลังเกิดกับผู้หญิงและกลายเป็นปัญหาที่เถียงกันไม่จบ เป็นดั่งซีรี่ส์เรื่องยาวที่มองไม่เห็นปลายทางของเรื่อง เป็นสิ่งที่สมควรจัดให้มีระบบการจัดการทางด้านกฎหมายที่ชัดเจนและเกิดประสิทธิภาพในด้านการตรวจสอบมูลความจริง
แต่ตลอดเวลาที่ผ่านมา การขับเคลื่อนกฎหมายในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเพศเป็นไปได้ช้าและยากมาก จนกลายเป็นเรื่องธรรมดาและชาชิน หรือ!จะเป็นเพราะว่าตัวแทนของประชาชนในองค์กรต่าง ๆ เป็นผู้ชายซะมาก ทั้ง ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี และจะใช่หรือไม่ว่า? บรรดานักการเมืองผู้หญิง(ทั้งที่มีจำนวนน้อย) ทั้งหลายกลับมีพื้นฐานการยอมรับหรือไม่สามารถเรียกร้อง-โต้แย้งเพื่อกำหนดนโยบายทางการเมืองได้มากกว่าผู้ชาย

ที่หนักกว่านั้นกลับมีผู้หญิงบางกลุ่มที่พร้อมจะปกป้องสิทธิให้ผู้ชายเสียอีกด้วย!!!

ต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ที่วินิจฉัย มาตรา 12 พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 หรือไม่ !! ตามคำร้องของนางพณินทรา ภัคเกษม และคณะที่ยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภาขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ โดยที่ประชุมมีมติ 13 เสียง ต่อ 2 เสียง เห็นว่า “มาตราดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 30 ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ที่บัญญัติว่า “บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน การเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมต่อบุคคลเพราะเหตุแห่งความแตกต่างในเรื่องถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือสังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดเห็นทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญจะกระทำมิได้”

ปรากฏผลต่อสาธารณะว่า ‘ให้ผู้หญิงสามารถเลือกใช้นามสกุลของตัวโดยไม่ต้องใช้นามสกุลตามสามีก็ได้’

“สิทธิการเลือกใช้นามสกุลนับว่าเป็นก้าวหนึ่งในการลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิในตัวผู้หญิงในบ้านเมืองเรา กรณีการร้องเรียนให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความมาตรา 12 พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ.2505 ที่ให้ผู้หญิงที่มีสามีแล้วต้องใช้ชื่อสกุลของสามีขัดต่อรัฐธรรมนูญเพราะริดรอนสิทธิและเสรีภาพของผู้หญิงจึงนับเป็นก้าวสำคัญของประวัติศาสตร์ของการต่อสู้ทางด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะสิทธิของสตรีที่ต่อสู้เรียกร้องมายาวนาน” เป็นความเห็นหนึ่งของ สุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง หัวหน้าฝ่ายกิจกรรม มูลนิธิเพื่อนหญิง ซึ่งให้ความเห็นผ่านทีมงานไทยเอ็นจีโอถึงการออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ว่าความสำคัญไม่ได้มีเฉพาะเรื่องสิทธิของผู้หญิงหากยังหมายถึงความเคลื่อนไหวประการสำคัญของประเด็นทางด้านสิทธิมนุษยชนอีกด้วย

“หากพิจารณาตามตัวบทกฎหมายแล้วเห็นว่าขัดต่อหลักการในรัฐธรรมนูญตามมาตรา 30 ที่ระบุว่า บุคคลย่อมเสมอกันในทางกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันทั้งชายและหญิงแม้แต่เจตนารมย์ของรัชกาลที่ 6 ที่ทรงบัญญัติเรื่องให้มีการใช้นามสกุลก็อนุญาตให้หญิง-ชายที่สมรสกันสามารถเลือกใช้นามสกุลคนใดคนหนึ่งก็ได้”

“จริง ๆ แล้วสิทธิการเลือกใช้นามสกุลเป็นเรื่องที่ยอมรับกันได้ในอารยะประเทศ ดังนั้นการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้นจึงไม่เป็นเพียงการวินิจฉัยตามหลักในมาตรา 30 หรือไม่ใช่เป็นเพียงเพราะผลประโยชน์ที่ผู้หญิงจะได้รับหลังจากเลือกใช้นามสกุลตนเองเท่านั้น หากแต่หมายถึงสิทธิผู้หญิงที่จะเกิดขึ้นในประเทศนี้อันเป็นส่วนหนึ่งในการลงนามร่วมในปฎิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนระหว่างโลก” เป็นคำยืนยันถึงสิทธิการเลือกใช้นามสกุลว่าเป็นเรื่องของสิทธิอันชอบธรรมทางด้านมนุษยชน ทั้งนี้หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมมูลนิธิเพื่อนหญิงยังให้การยืนยันว่า การให้สิทธิในการเลือกใช้นามสกุลนั้น ไม่ใช่เป็นการบังคับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดให้ต้องใช้นามสกุลใครแต่เป็นเรื่องการทำความตกลงกัน ทั้งสองฝ่ายหากไม่เปิดปลายเอา ไว้ผู้หญิงส่วนใหญ่กลับเข้าใจว่าต้องใช้นามสกุลสามีเท่านั้นอันเป็น การส่งเสริมความคิดที่ว่าผู้ชายต้องเป็นใหญ่

“ตรงจุดเองที่เป็นเรื่องถกเถียง มีเสียงคัดค้าน จะอย่างไรก็แล้วแต่เสียงคัดค้านย่อมเป็นเรื่องธรรมดาที่เกิดขึ้นได้ ผู้หญิงไม่ได้ต้องการแสดงอำนาจ หรือ ’ใหญ่’ เท่าผู้ชายแต่เป็นเรื่องซึ่งต้องพิจารณาตามมุมมองของค่านิยม เชื่อได้ว่าเสียงคัดค้านที่ออกมาเป็นเรื่องราวของผู้ชายที่กลัวว่าจะต้องสูญเสียอำนาจ เพราะสำหรับคนบางกลุ่มแล้วนามสกุลเป็นเรื่องที่จริงจังมากเป็นเสมอหนึ่งเครื่องหมายแสดงอำนาจอย่างหนึ่งนั่นเอง สำหรับคนกลุ่มนี้นามสกุลพ่วงเอาวงศ์สกุล ตระกูลที่ยึดถือสืบทอดกันมา เป็นครอบครัวเป็นเถือกเถาเหล่ากอ ซึ่งหมายถึงความภาคภูมิใจที่ไม่อาจจะสูญเสียไปได้”

หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมมูลนิธิเพื่อนหญิง กล่าวต่อไปถึงสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดค่านิยมชายคือศูนย์กลางว่า “เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศที่ยึดถือกันมานมนานแล้วว่าเมื่อผู้หญิงแต่งงานแล้วต้องใช้นามสกุลสามี อยู่ในครอบครัวสามีกลายเป็นว่า ผู้ชายคือคำตอบทุกอย่างในการสืบเชื้อสายวงศ์สกุล จึงเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะยอมรับกันยากลำบาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคงพูดได้ว่าสถานะการณ์ทางด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยกระเตื้องขึ้นมากเพียงแต่ว่าเมื่อมีการคัดค้านหรือการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องใด จำเป็นต้องยอมรับทำความเข้าใจอีกฝ่ายบ้างว่ากลุ่มที่ออกมาเรียกร้องต้องการอะไรหรือพยายามจะทำให้เกิดอะไรขึ้นภายในประเทศนี้ ไม่ใช่ว่าไม่ฟังอะไรกันเลยเพราะสำหรับเรื่องนามสกุลนี่นับเป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้นที่จะทำให้คนในชาติเข้าใจเรื่องราวทางด้านสิทธิมนุษยชนได้มากขึ้น”

“ทั้งที่จริงหากพูดถึงสถานะการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศ เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้รับการกระตุ้นจากกลุ่มองค์กรทางการเมืองหรือจากกลุ่มอำนาจในประเทศนี้มากมายเลย ความพยายามสร้างความเข้าใจในเรื่องสิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องที่เกิดจากองค์กรทางสังคมต่าง ๆ จากกลุ่มองค์กรชาวบ้าน องค์กรNGOs ที่ช่วยกระตุ้นให้สถานะการณ์ด้านสิทธิกระเตื้องขึ้น” อันนี้เป็นอิทธิพลของกระแสโลกด้วยเช่นกัน หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมมูลนิธิเพื่อนหญิงกล่าวทิ้งท้าย

“ในแง่หนึ่งสังคมจำเป็นต้องทำความเข้าใจในเรื่องของสิทธิผู้หญิงที่แฝงอยู่ในประเด็นสิทธิมนุษยชนให้มากและกว้างขึ้นกว่านี้ ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาภาพที่ชัดเจนอย่างหนึ่งคือว่าในแต่ละภาคของประเทศไทยจะให้ความสำคัญในเรื่องสิทธิผู้หญิงที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ทัศนะ ความเชื่อ วัฒนธรรมประเพณีที่ยึดถือ”

นอกจากนี้หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมมูลนิธิยังเล่าให้ทีมงานไทยเอ็นจีโอฟังถึงประสบการณ์การทำงานครั้งหนึ่งในการลงพื้นที่ต่างจังหวัดพบว่านักการเมือง ท้องถิ่นในจังหวัดนั้นพูดต่อว่ากลุ่มผู้หญิงที่ออกมา เคลื่อนไหวเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำ เพราะเป็นการทำลายภาพพจน์ของประเทศเรื่อง เหล่านี้เป็นเทคนิคเดิม ๆ ที่ถูกโยงให้เป็นเรื่องการเมืองไป

“แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นโดยสัดส่วนการยอมรับในเรื่องสิทธิมนุษยชนทั่วประเทศขณะนี้เป็นเรื่องที่มีความรู้สึกยอมรับกันมากขึ้น เพียงแต่ว่าในประเด็นผู้หญิงก็มีบางส่วนที่ไม่ใช่ว่าจะไม่ยอมรับ แต่เป็นการไม่ทำความเข้าใจเสียมากกว่าและยังมีอีกบางส่วนที่มากพอ ๆ กันที่มั่นใจว่าผู้หญิงจำเป็นต้องออกมาเรียกร้องสร้างทางเลือกขอใช้สิทธิในฐานะเป็นมนุษย์เสมอกัน”
หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมมูลนิธิเพื่อนหญิงสรุปในตอนท้ายว่า “ในความเป็นจริงสิ่งที่ผู้หญิงกำลังเรียกร้องไม่ใช่การขัดขืนระบบธรรมชาติที่สร้างลักษณะหรือสรีระชาย-หญิงให้มาแตกต่างกัน เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่สิ่งที่เรียกร้องและต้องเกิดขึ้นคือกฎเกณฑ์ทางสังคม กฎหมายทางการเมืองซึ่งต้องเอื้อแก่ผู้หญิงให้มากขึ้นกว่านี้”

 “เรื่องธรรมชาติในผู้หญิงเป็นเรื่องที่ผู้ชายต้องให้ความเกื้อกูล ให้ความดูแลตรงจุดนี้จะเปลี่ยนแปลงคงทำไม่ได้แต่กฎเกณฑ์สังคม กฎหมาย ทัศนะคติ ค่านิยมนั้นเป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้เพราะคนเป็นผู้สร้างกรอบคิดเหล่านี้ขึ้นมาทำไมถึงจะเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้”

 ทางด้าน อุษา เลิศศรีสันทัด ผู้ประสานงาน มูลนิธิผู้หญิง ได้เปิดมุมมองในเรื่องสิทธิการใช้นามสกุลว่าเป็นการกระเทาะรากเหง้าของสังคมชายเป็นใหญ่ในประเทศนี้ออกมาให้เห็นเลยทีเดียว
“หากจะมองดูสถานะการณ์ทางด้านสิทธิมนุษยชนในแง่ความเคลื่อนไหวทั้งทางการเมืองและสังคมของเมืองไทยคิดว่าความตื่นตัวทางด้านสิทธิมนุษยชนมีมากขึ้นภายใต้กรอบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน อย่างเช่นกรณีศาลรัฐธรรมนูญให้สิทธิในการเลือกใช้นามสกุลนับเป็นก้าวสำคัญได้เลยทีเดียวเพราะหลังจากนี้ก็จะมีกฎหมายอีกหลายมาตราที่ต้องปรับปรุงรองรับการสิทธิในตัวผู้หญิงมากขึ้น”
แต่เมื่อถามว่าสถานะการณ์ด้านสิทธิของสตรีในไทยกระเพื่อมไหวมากน้อยแค่ไหน ผู้ประสานงานมูลนิธิผู้หญิงก็บอกว่ายังไม่มากเท่าที่ควรจะเป็น เพราะหากดูจากผู้ชาย-หญิงที่กำลังใช้ชีวิตในสังคม ณ. วันนี้ยังไม่ชัดเจนแน่ชัดนักกับความรู้ความเข้าใจในเรื่องสิทธิสตรี

“จะอย่างไรก็แล้วแต่สิทธิการเลือกใช้นามสกุลที่กำลังเกิดขึ้น ณ. เวลานี้เป็นเสมือนก้าวสำคัญที่จะกระเทาะรากเหง้าของสังคมชายเป็นใหญ่ออกมา รากเหง้าที่มองว่าผู้หญิงเป็นสมบัติของผู้ชายสิ่งสะท้อนลึก ๆ มันไม่ได้อยู่เพียงแค่สิทธิในการเลือกใช้นามสกุลเท่านั้นแต่เป็นเรื่องอื่น ๆ ของสังคมที่กำลังคุกคามผู้หญิงอย่างรุนแรง”

ในมุมมองคนทำงานด้านผู้หญิงสิทธิการเลือกใช้นามสกุลนั้นบางคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่นี่เป็นก้าวแรกอันจะนำไปสู่การสร้างและปลูกฝังทัศนะคติใหม่ในอนาคตซึ่งไม่ได้เกิดในปีสองปีแต่นี่เป็นช่องทางที่แม้จะดูเล็กแต่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเรื่องอื่น ๆ ที่ใหญ่กว่านี้ในอนาคต ผู้ประสานงานมูลนิธิผู้หญิงวาดหวังให้เห็นถึงช่องทางแห่งความหวังแก่ทีมงานไทยเอ็นจีโอและเน้นว่า

“เรื่องความสัมพันธ์หญิง-ชายหากไม่เริ่มที่ตรงนี้ก็ไม่สามารถนำผู้หญิงให้พ้นออกจากพันธนาการแห่งทัศนะคติชายเป็นใหญ่ที่ยึดถือกันไว้อย่างเหนียวแน่นได้ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องเกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างความคิดเก่าและความคิดใหม่อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะหลังจากเกิดกระแสเรื่องนามสกุลมีหลายคนที่มองว่าขัดต่อประเพณีอันดี ค่านิยมชายเป็นใหญ่ยุคใหม่ที่สะท้อนออกมาในรูปของการกระทำรุนแรงต่าง ๆ ในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นชนชั้นใดตั้งแต่กรรมกรยันดอกเตอร์ หรือแม้แต่การแทะโลมที่ดูเหมือนว่าไม่เป็นความรุนแรงก็เช่นกัน”

“สำหรับสังคมไทย การทุบตีภรรยาและผู้อื่นในทางกฎหมายเป็นสิ่งที่ผิด แต่ในทางปฎิบัติกลับมีการกระทำเรื่องราวเหล่านี้อยู่มาก โดยที่กฎหมายก็ไม่สามารถเอาผิดหรือมีผลบังคับใช้ได้อย่างแท้จริง หรือแม้แต่กฎหมายเรื่องการข่มขืนภรรยาก็ยังไม่ได้แก้ไข” ซึ่งเรื่องนี้ทางเครือข่ายผู้หญิงได้ทำการรณรงค์ทำความเข้าใจกันมาตั้งแต่ปีที่แล้วแต่กลับไม่เกิดความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ในแง่มุมของการแก้ไขกฎหมาย

“กระทำอย่างนี้แล้วจะไม่ให้คิดได้อย่างไรว่าเป็นการสะท้อนรากความคิดของสังคมไทยโดยเฉพาะผู้ชายว่าคำตอบของการตอบสนองทางเพศมีผู้ชายเป็นผู้กำหนด ซึ่งหากเมื่อมองสถานะการณ์สิทธิผู้หญิงโดยรวมก็พูดได้ว่าสถานะการณ์สังคมไทย ณ. เวลานี้ก็ไม่ได้ให้สิทธิผู้หญิงมากมายนักแม้จะมีการบัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญก็ตาม”

ณ วันนี้ สังคมกำลังบอกว่าการก้าวออกมาขอทวงสิทธิ์เรื่องนามสกุล เป็นเรื่องไร้สาระหรือเป็นเรื่องเล็กน้อย ต่อเรื่องนี้ ผู้ประสานงานมูลนิธิผู้หญิง ให้ความเห็นว่า

“มันคงไม่ได้หมายความว่า จะไปบังคับให้ผู้ชายต้องใช้นามสกุลผู้หญิง หรือผู้หญิงต้องใช้นามสกุลผู้ชายทุกคนเสียเมื่อไหร่!! เพียงเราเปิดปลายเอาไว้เพื่อที่จะให้สิทธิในการเลือกหรือไม่เลือกกระทำ โดยไม่มีเงื่อนไขมาบังคับให้ใครทำอะไร เพราะผู้หญิงบางคนก็ต้องการที่จะใช้นามสกุลของผู้ชายอยู่แล้วอันนี้ก็เป็นสิทธิของเขา เราไม่ได้รณรงค์เพื่อที่จะบอกว่าให้ใครทำอะไร เพียงฝ่ายเดียวเปิดเป็นช่องว่างเอาไว้” ด้วยเหตุผลที่ว่าหากไม่ทำอย่างนี้ผู้หญิงส่วนใหญ่ก็ยังยอมรับว่าเมื่อแต่งงานแล้วก็ต้องใช้นามสกุลสามีนั่นเป็นเหตุผลส่วนหนึ่ง

“มันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติเพราะอย่างที่บอกไว้ว่าสังคมไทยนั้นยังอยู่ภายใต้ค่านิยมชายเป็นใหญ่ที่เห็นผู้หญิงเป็นเพียงสมบัติในครอบครอง ถึงแม้ว่าผู้หญิงจะแต่งงานไป ผู้หญิงก็มีสิทธิโดยเฉพาะสิทธิในเนื้อตัวร่างกายอยู่เช่นเดิมส่วนข้อตกลงต่าง ๆ ในเรื่องการใช้ชีวิตคู่ก็จะเป็นเรื่องที่จะต้องตกลงกันภายใต้มาตรฐานที่ให้อำนาจการตัดสินใจแก่ผู้หญิงด้วยเช่นกันซึ่งอันที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องการพึ่งพากันในแต่ละบทบาทหน้าที่นั่นเอง”
ถึงที่สุดผู้ชายโดยเฉพาะในกลุ่มองค์กรทางการเมืองที่ออกมาคัดค้านอย่างออกนอกหน้านั้นสะท้อนให้เห็นหรือไม่ว่า!! ผู้ชายกลุ่มนั้นกำลังรู้สึกหวงแหนอำนาจ กลัวว่าตัวเองจะต้องสูญเสียอำนาจไปอย่างยากจะลืมรสชาดอันหอมหวานของมัน

“เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างรวมศูนย์อยู่ที่ครอบครัวและครอบครัวคือผู้ชาย ดังนั้นสิทธิในการเลือกใช้นามสกุล คือ การเปลี่ยนความหมายใหม่ของคำว่า ครอบครัว” ยกตัวอย่างว่าเมื่อผู้หญิงแต่งงานแล้วและต้องไปอยู่ในครอบครัวของผู้ชายความรู้สึกจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเองว่าตนไม่ใช่สมบัติที่ไร้ชีวิตจิตใจแต่ยืนอยู่ภายใต้สิทธิความเป็นมนุษย์กับผู้ชายอย่างเท่าเทียมกัน”
ในศตวรรษนี้คงไม่มีใครอยากจะเชื่อว่ารากความคิดที่ว่าผู้หญิงเป็นเพียงสมบัติชิ้นหนึ่งในครอบครัวของผู้ชายจะยังมีหลงเหลืออยู่เรื่องนี้ผู้ประสานงานมูลนิธิผู้หญิงขยายความให้ทีมงานไทยเอ็นจีโอฟังต่อไปว่า

“สถานะการณ์การทุบตีผู้หญิงภายในครอบครัวเกิดขึ้นและนับวันจะหนักข้อขึ้น สิ่งสะท้อนสำคัญของเหตุการณ์เหล่านี้เป็นเพราะค่านิยมที่มุ่งมองว่า ผู้หญิงเป็นเพียงสมบัติของผู้ชายเมื่อแต่งงานแล้ว หรือว่าครอบครัวใดก็ตามที่ฝ่ายชายเป็นฝ่ายหาเงินและฝ่ายหญิงเป็นแม่บ้านไม่มีรายได้ก็มีแนวโน้มให้เห็นว่าผู้ชายมีอำนาจเหนือกว่า” เป็นทัศนะคติเดิม ๆ ที่ไม่ยังไม่สามารถลบเลือนไปจากความคิดของสังคมไปได้

“ซึ่งหากพิจารณาในแง่นี้แล้วเห็นว่าแม้ผู้หญิงซึ่งไม่มีรายได้ไม่สามารถสร้างมูลค่าเป็นตัวเงินแต่เธอทุกคนสามารถสร้างมูลค่าในแง่จิตใจ สร้างความอบอุ่นมั่นคงให้แก่ครอบครัวได้อย่างชัดเจนซึ่งเราก็คงทราบว่าครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานของสังคมดังนั้นบทบาทของแม่บ้านจึงมีความสำคัญ ในฐานที่เป็นหน่วยหนึ่งในแง่ของการสร้าง และผลิตบุคคลเช่นไรออกมาสู่สังคมด้วยเช่นกัน เป็นการสร้างความมั่นคงแก่สังคมอีกทางหนึ่งสิ่งเหล่านี้กลับไม่ได้รับการตีความในเรื่องมูลค่า”

ผู้ประสานงานมูลนิธิผู้หญิง ยกตัวอย่างกรณีข่าวด็อกเตอร์มหาวิทยาลัยดังทำร้ายภรรยาเมือต้นปีที่แล้วซึ่งจนบัดนี้กฎหมายก็ไม่สามารถมีผลบังคับใช้ได้

“กรณีนี้ชัดเจนมากในแง่ของการใช้กำลังของผู้ชาย ที่ครั้งใดเมื่อเกิดความขุ่นข้องหมองใจก็มีใช้กำลังเข้าทุบตีอย่างไม่มีการยับยั้งชั่งใจ สะท้อนถึงว่าการใช้อำนาจของผู้ชายยังคงมีอยู่สิ่งเหล่านี้มาจากฐานคิดที่ว่าผู้หญิงเป็นสมบัติชิ้นหนึ่งในครอบครัวนั่นเอง หากความเป็นจริงประเด็นเหล่านี้แท้จริงแล้ว คือ ปัญหาครอบครัวที่ต้องกระทบกระทั่งอยู่เสมอเพียงแต่ว่าจะแก้ปัญหาเหล่านั้นกันอย่างไรมากกว่า”

การก้าวขึ้นมาทวงสิทธิในนามสกุลตัวเองเป็นเรื่องสำคัญที่แม้จะดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่การจะได้มาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายแม้ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้สิทธิกับผู้หญิงในการเลือกใช้นามสกุลแต่ในทางสังคมกลับมาเจอคำเหน็บแนมจากนักการเมืองอีก ซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นการเปิดปลายเอาไว้เท่านั้นเพราะประเด็นสำคัญที่คนทำงานด้านผู้หญิงมุ่งหมายนั่น คำว่า สิทธิที่เอื้อให้คนทุกคนสามารถเลือกกระทำอย่างไรก็ตามภายใต้ขอบเขตมากกว่า “คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่ากลุ่มผู้หญิงเรียกร้องเกินกว่าเหตุหรือออกมาเรียกร้องรณรงค์ในเรื่องไม่เป็นเรื่อง อันนี้อธิบายได้ถึงสังคมที่กำลังใช้ค่านิยม ทัศนะคติบางอย่างเข้ามาตีกรอบให้ผู้หญิงในหลาย ๆ เรื่องโดยเฉพาะคนที่มีอำนาจซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย ที่มักจะมองปัญหาผู้หญิงเพียงด้านเดียว”

ผู้ประสานงานมูลนิธิผู้หญิงบอกแก่ทีมงานไทยเอ็นจีโอว่า ความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องเข้าควบคุมแก้ไขสถานะการณ์ความรุนแรงที่มากขึ้นในผู้หญิงขณะนี้ จำเป็นจะต้องสร้างมาตรการ กฎหมายหรือแนวนโยบายที่เอื้อและคุ้มครองผู้หญิง “ตรงนี้เองเป็นจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนในการเรียกร้อง อย่างเช่น เราเรียกร้องกับสังคมว่าจำเป็นต้องสร้างบ้านพักสำหรับผู้หญิงที่ถูกกระทำดูแลให้ได้รับการคุ้มครองตรงนี้ชัดเจนว่าผู้ชายถูกทำร้ายน้อยกว่าผู้หญิงเมื่อผู้ชายถูกกระทำก็มีสถานที่รองรับมากกว่า การเรียกร้องในเรื่องตรงนี้เป็นสิ่งที่ตรงจุดที่สุดในการเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิผู้หญิงอีกอย่างหนึ่ง”“ในฐานะที่ผู้หญิงมักจะเป็นฝ่ายถูกกระทำมากกว่าฝ่ายชาย รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจึงให้สิทธิผู้หญิงที่สมควรจะได้รับการ ปฎิบัติในเชิงบวก การสร้างสิทธิคุ้มครองหรือสวัสดิการพิเศษแก่ผู้หญิงอันเป็นหลักปฎิบัติสากล ที่วันนี้ คำตอบก็ยังล่องลอยอยู่ในสายลม ไม่มีการตอบรับจากสังคม”

“ตรงจุดนี้หลายคนยังตีโจทก์ไม่ออก คนพิการถูกกระทำสังคมเห็นง่ายกว่า ขณะผู้หญิงถูกกระทำสังคมกลับมองไม่เห็นเป็นภาวะความด้อยที่แสดงออกมาไม่ชัดเจน การให้สิทธิในการเลือกใช้นามสกุลจะเป็นจุดเริ่มต้น ในการเปลี่ยนทัศนะคติทางสังคมที่มองผู้หญิงในเชิงด้อยกว่าเสมอนั่นเองล่ะค่ะ”

ถึงที่สุดยังมีความคิดเห็นอีกมากมายหลายเสียงที่ทีมงานไทยเอ็นจีโอไม่ได้หยิบยกขึ้นมานำเสนอ การหยิบมุมมองเพียงด้านเดียวขึ้นมาที่เวทีสาธารณะแห่งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการทำความเข้าใจมุมมองของคนทำงาน ด้านผู้หญิงที่ออกมาเคลื่อนไหวและเปิดมุมมองเหล่านี้ให้เกิดเป็นประเด็น สาธารณะที่ไม่ว่าจะอย่างไรจำเป็นต้องอาศัยการทำความเข้าใจกันอย่างถึงที่สุด..

จุดมุ่งหมายประการสุดท้ายที่อยากจะทิ้งท้ายเอาไว้เห็นจะเป็นการตั้งข้อสังเกตุเอาไว้ว่า ต่อไปนี้ครอบครัวไทยโดยเฉพาะครอบครัวคนจีนต่อค่านิยมในเรื่องความจำเป็นต้องมีลูกผู้ชายเอาไว้สืบสกุลคงจะหมดความหมาย เมื่อต่อไปผู้หญิงก็สามารถเป็นคนสืบเชื้อสายวงศ์สกุลได้…

 

กฤนกรรณ สุวรรณกาญจน์
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
26 มิถุนายน 2546