กฎหมายและรัฐอำนาจเดี่ยว - “ทางออกหรือทางตันการแก้ปัญหาทรัพยากรทางทะเล”

ประเทศไทยมีพื้นที่ติดทะเลถึง 23 จังหวัด รวมความยาว 2,614 กม. และจัดแบ่งเป็นพื้นที่ติดทะเล ถึง 3 ทะเล คือทะเลฝั่งอ่าวไทย ทะเลอันดามัน และทะเลสาบสงขลา เป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายของสัตว์น้ำและพืชน้ำและระบบนิเวศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจำนวนมหาศาล กลายมาเป็นอาชีพที่เสริมสร้างรายได้ เป็นเป็นระบบภูมิปัญญาสู่แบบแผนวิถีชีวิตชาวบ้านในท้องถิ่นภาคใต้มานานอาชีพประมงพื้นบ้านทั้ง 3 ทะเล จึงเป็นอาชีพหลักอีกอาชีพหนึ่ง แต่ด้วยเครื่องมือจับสัตว์น้ำเป็นแบบขนาดเล็ก หรือดั้งเดิม ใช้แรงงานคนเป็นหลัก และโดยส่วนใหญ่ใช้แรงงานคนในครอบครัวจึงทำให้นอกจากมีงานทำเลี้ยงชีพแล้ว ยังกระจายโอกาสการมีงานอีกด้วย

กระแสการพัฒนาได้นำเอาเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทแทบทุกๆ ภาคส่วนของการผลิต การบริโภคและแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เริ่มใช้ในปี 2504 นั่นเองได้เปิดลู่ทางให้กลุ่มทุนที่มีอำนาจทุนและเครื่องมือการจับสัตว์น้ำเข้ามากอบโกยทรัพยากรธรรมชาติทำให้ทะเลพลิกเปลี่ยนจากเคยอุดมสมบูรณ์มาสู่การแย่งชิงเบียดขับกันและกันอย่างดุเดือด ตลอดจนรัฐต้องเร่งการขัดเส้นประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ห้ามจับ ห้ามล่า ห้ามบุกรุกและประกาศเขตชายฝั่งคุ้มครองประมงพื้นบ้าน จนมาสู่ความขัดแย้งของประชาชนและทุกครั้งรัฐมักเป็นผู้ไกล่เกลี่ยจัดการที่โอนเอียงและล่าช้าอยู่เสมอ และประชาชนมักเป็นผู้ได้รับหรือเผชิญเคราะห็กรรม

เนื่องจาก รัฐไทยเป็นรัฐเดี่ยวและมีกฎหมายหลายฉบับ ขึ้นกับหลายหน่วยงาน การนำกฎหมายมาบังคับใช้และการปฏิบัติการตามกฎหมายเพื่อแก้ปัญหาพื้นที่ทะเลและชายฝั่ง ก็ยังไม่สามารถทำอย่างมีประสิทธิภาพได้ ทำให้การแก้ปัญหาไม่ได้ผล หรือทันสถานการณ์ที่ประชาชน หรือชาวประมงพื้นบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อนต้องการ ซึ่งล้วนเกิดจากอำนาจรัฐเดียวบ่มเพาะผูกขาดวัฒนธรรมแบบศูนย์อำนาจและวิธีคิดต่อการแก้ปัญหาแบบปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือท้องถิ่นชุมชน อันเป็นผู้ได้รับผลกระทบ เป็นเหตุให้การทำลายล้างทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลอย่างล้างผลาญยังไร้ทางออกที่ดีในการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมเอาจริงเอาจังในการพิทักษ์รักษาฟื้นฟูทรัพยากรโดยเฉพาะประชาชนระดับรากหญ้า นั่นก็คือประมงพื้นบ้านทั้ง 13 จังหวัดทั่วภาคใต้ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ

ในขณะที่หลายชุมชนไม่อาจทนเห็นการกอบโกยทรัพยากรทางทะเลแบบล้างผลาญและการไร้ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องได้ จึงรวมตัวกันออกมาปกป้อง ตรวจตรา จับกุมและฟื้นฟูในรูปแบบต่างๆ ขึ้น โดยอาศัยสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ แต่จนถึงวันนี้ โอกาสและบทบาทการยอมรับการมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรมจากหน่วยงานก็ยังรีรอคลุมและไม่ชัดเจน

ภาคภูมิ วิธานติระวัฒน์ ผู้ประสานงานโครงการการจัดการทรัพยากรชายฝั่งทะเลภาคใต้ (อันดามัน) กล่าวถึงปัญหาในเรื่องกฎหมายนี้ว่า “จริงๆ แล้ว เรื่องนโยบายและกฎหมายการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีการเขียนไว้ตั้งแต่ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 3 จนถึงแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 9 ในเรื่องจัดการ ดูแลและฟื้นฟู แต่ในทางปฏิบัติจริงนั้นไม่มีการนำไปปฏิบัติให้ได้ผลเลย ผมคิดว่าเท่าที่ผมมีประสบการณ์กับพี่น้องชาวประมงและร่วมกันศึกษาปัญหาหลายๆ ครั้งนั้น สรุปว่า ปัญหาทะเลที่มันแก้ไขไม่ได้นั้น เพราะว่าเรามีการบริหารและการใช้ทรัพยากรที่ผูกขาดไว้กับอำนาจเดียวนั้นคืออำนาจรัฐ ซึ่งคนอื่นๆ ไม่เกี่ยว ระบบอำนาจเดียวในที่นี้นั้น มี 2 ลักษณะ ถ้าเป็นตามกฎหมายประมงนั้นจะบอกว่า ทะเลเป็นของสาธารณะ แต่คนที่จะจัดการทะเลได้มีแต่กรมประมงเท่านั้น ที่มีอำนาจที่เป็นใหญ่ที่สุด ต่อมามีกรมป่าไม้ ที่มาในนามอุทยานแห่งชาติก็เริ่มขีดเส้นเอาเป็นอุทยานพอขีดจากป่าบนบกเสร็จ ต่อมาก็ขีดลงทะเล ลงผื่นน้ำ และเมื่อขีดเส้นเสร็จก็แจ้งออกไปให้ประชาชนทราบทุกๆ ว่าสรรพสิ่งที่อยู่ในเส้นนั้นเป็นของอุทยานฯ ใครๆ ก็เข้าก็ทำอะไรไม่ได้ หากใครจะมาทำอะไรในพื้นที่นี้ต้องมาขออนุญาตกับกรมป่าไม้ หรือกรมอุทยาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติในในปัจจุบัน ทั้งๆ ที่กฎหมายนี้ถ้าหากดูดีๆ คนเขียนคนแรกคือชาวอังกฤษเมื่อประมาณปี 2502-2503 เป็นกฎหมายที่ใช้ในประเทศอาณานิคมอังกฤษ แล้วไทยเอามาใช้ นี่ล้วนเป็นความเกี่ยวข้องของอำนาจรัฐที่เกี่ยวข้องกับทะเลและชายฝั่งแต่ผู้เดียว ถ้าพี่น้องประมงพื้นบ้านจะไปมีส่วนร่วมในการดูแล จะทำได้เพียงแค่ขอเข้าไปเป็นอาสาสมัครหรือผู้ช่วยเจ้าพนักงาน โดยที่ไม่มีสวัสดิการใดๆ ให้ เลย

อีกเรื่องหนึ่ง คือ เรื่องการจัดการทะเลและชายฝั่งของหน่วยงานรัฐนั้น เต็มไปด้วยคอร์รัปชั่นเนื่องจากว่าพออำนาจรัฐเป็นใหญ่ นั้น หากมีการจับได้แล้วยึดเรือ พอเรื่องถึงโรงพักเข้าแจ้งความ เจ้าของเรือก็มาแจ้งว่าไม่ใช่เจ้าของเรือแต่เป็นเรือเช่าท่มีสัญญาเช่าและมาขอไถ่ถอนเรือของกลางคืน เท่านี้ก็เหลือแค่ปรับเพียง 3,000 บาท ได้เรือไปใช้ภายใน 2 วัน ไม่ยุ่งยากเหมือนเจ้าของเรือถูกขึ้นศาล ในขณะที่ถ้านายทุนยอมเสี่ยงเข้าไปลากอวนในพื้นที่ห้ามสักครั้งหนึ่ง เรือลากรุนลำใหญ่ๆ นะครับได้เที่ยวหนึ่งเป็นแสนๆ บาท อย่างนี้ไม่คุ้มได้อย่างไรครับ นี่คือเรื่องความผิดในน่านน้ำไทย ทั้งๆ ที่ผิด ทั้งๆ ที่มีแผนพัฒนาฯ เป็นนโยบายออกมาวางกำกับไว้ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆ ได้จริง เพราะหัวใจของปัญหาก็คือปัญหาการคอร์รัปชั่นของหน่วยงานรัฐ ที่วางอยู่ในอำนาจแบบอำนาจเดียวผ่านกลไกต่างๆ อาทิ ผู้ว่าราชการ ตำรวจ และเจ้าหน้าที่อุทยาน เป็นต้น

ดังนั้น ถ้าเรายังปล่อยให้การจัดการทรัพยากรทะเลและชายฝั่ง ขึ้นอยู่กับอำนาจรัฐอำนาจเดียว ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลเหล่านี้ก็มีแนวโน้มที่จะสูญเสียและถูกทำลายได้มาก เพราะฉะนั้น เราจึงต้องสร้างอำนาจคู่ขึ้นมา และมันก็บัญญัติอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญปัจจุบัน ซึ่งเราพูดกันเสมอ อาทิ เรื่องสิทธิชุมชน หรือคนแต่ละคนก็มีสิทธิในการเข้าไปดูแลรักษา และองค์กรปกครองท้องถิ่นก็มีสิทธิเข้าไปมีส่วนร่วมดูแลด้วยเหมือนกัน แต่จะทำอย่างไรให้สิทธิชุมชนที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญนั้นเกิดเป็นจริงขึ้นได้ ซึ่งตรงนี้มีข้อถกเถียงกันมากเพราะว่า รัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้เป็นสิทธิของชุมชนนั้นท่อนสุดท้ายของเกือบทุกมาตราจะเขียนกำกับไว้ว่า “ทั้งนี้แล้วแต่กฎหมายบัญญัติ” ดังนั้นถ้าไม่มีกฎหมายกฎบัญญัติกฎหมายในรัฐธรรมนูญก็ยังใช้ไม่ได้ กลายเป็นว่าจนถึงวันนี้ 6 ปีมาแล้วยังไม่มีกฎหมายบัญญัติออกมาใช้เลย ภาคประชาชนไม่มีอำนาจร่วมกับรัฐ ไม่มีส่วนร่วมในการดูแลทรัพยากร

ในขณะเดียวกันปัญหาเหล่านี้ก็ได้สร้างสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในขบวนการภาคประชาชนด้วย คือไม่ต้องรอกฎหมายบัญญัติ ที่ไม่ต้องรอเพราะกฎหมายรัฐธรรมนูญ0ได้เขียนไว้อยู่แล้วว่า คือกฎหมายสูงสุดของชาติ กฎหมายใดจะขัดมิได้ หรือแย้งกับกฎหมายรัฐธรรมนูญจะใช้บังคับไม่ได้ และนับแต่นี้การตีความ การปฏิบัติตาม การบังคับใช้กฎหมายของทุกๆ หน่วยงานราชการต้องไม่ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งตรงนี้ได้เขียนไว้อย่างชัดแจ้ง ถ้ามองจากจุดนี้ทำให้มองเห็นได้ว่า เราซึ่งเป็นภาคประชาชนสามารถใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญได้และสิทธินี้ศาลต้องบังคับให้เป็นจริงด้วย”

นายภาคภูมิกล่าวก่อนจะสรุปถึงทางออกของวิกฤติทางทะเลแต่เพียงสั้นๆ ว่า

“สังคมไทยนั้นไม่คุ้นชินกับการใช้รัฐธรรมนูญ แต่จะคุ้นชินเฉพาะการใช้กฎหมายเล็กๆ น้อยๆ ย่อยๆ เช่น การเอาเทศกิจไปไล่พี่น้องปากมูลที่หน้าทำเนียบ เป็นการเอากฎหมายน้อยๆ ไปไล่สิทธิตามรัฐธรรมนูญ พฤติกรรมแบบนี้สังคมไทยคุ้นชิน แต่การใช้กฎหมายใหญ่ๆ เป็นหลักตามด้วยกฎหมายลูกเรากลับยังไม่ค่อยคุ้นชิน แต่ก็เป็นเรื่องที่เราต้องฝ่าฟันต่อไป แต่ผมยืนยันว่า ยังมีคนพยายามจะทำเรื่องนี้ ให้เกิดขึ้นในสังคมอยู่

พูดโดยสรุปก็คือว่า ทะเลวันนี้มีวิกฤติ วิกฤติของทะเลคือวิกฤติของชาวประมงพื้นบ้าน ขององค์กรพัฒนาเอกชน คือวิกฤติที่มาจากการทำประมงแบบทำลายล้างทะเล ไม่ใช่วิกฤติของการแย่งชิงหรือจับปลา แต่วิกฤตินี้มันสามารถหาทางออกได้ ด้วยการยึดหลักการตามสิทธิชุมชนที่บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญครับ”
นายภาคภูมิกล่าว

อัฎธิชัย ศิริเทศ
ทีมงานไทยเอ็นจีโอ รายงาน
26 กันยายน 2546