คำบอกเล่าของธรรมชาติ
'ความหมายที่สื่อผ่านการท่องเที่ยว'
"อีโคทัวร์ ( Ecotour) "
การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ คือกิจกรรมการสื่อความหมายทางธรรมชาติและวัฒนธรรม
ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบใหม่ของขบวนการท่องเที่ยว ในกระแสของการขาย
ความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ เพื่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ที่รัฐบาลพยายามสนับสนุนทำรายได้เข้าประเทศ
และหลังคลื่นคนกลับไป สิ่งที่ยังคงคั่งค้าง คือความเสื่อมสูญทางวัฒนธรรม
และความเสื่อมโทรมทางธรรมชาติ ของพื้นที่ ที่มีแหล่งท่องเที่ยวกลายเป็นอนุสรณ์ทิ้งไว้ให้ระลึกถึง
"อีโคทัวร์"
หรือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษณ์คือ การค้นหาคำนิยาม ความหมายใหม่ของการท่องเที่ยวทางธรรมชาติ
เนื่องจากความรู้และความเข้าใจ ที่เกิดจากการท่องเที่ยว ซึมซับสัมผัสธรรมชาติและจารีตประเพณี
ของแต่ละท้องถิ่นที่ดำรงวิถีชีวิต อย่างสอดคล้องสมดุลนั้น คือกระบวนการการเข้ามามีส่วนร่วมปกป้องรักษาธรรมชาติ
แห่งนั้นให้ยั่งยืนอีกด้วย ท่ามกลางกระแสการขายบริการความงดงาม
ทางธรรมชาติอย่างหนักอย่างนี้ จึงเป็นสิ่งที่ต้องเร่งรีบจัดการโดยเร่งด่วน
เพื่อให้ทั้งชุมชน และนักท่องเที่ยวได้มีจิตสำนึกร่วมกันอนุรักษ์ให้ทรัพยากรธรรมชาติ
อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้ชุมชนที่มีกระบวนการจัดการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างได้ผลและเข้มแข็งสามารถดำรงอยู่ได้
เนื่องจากการท่องเที่ยวคืออีกช่องหนึ่งของชุมชนในการเพิ่มรายได้
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ หรือเชิงอนุรักษ์ มาจากคำว่า Ecotourism
ซึ่งผสมกันระหว่างคำว่า Ecology (นิเวศวิทยา) กับคำว่า Tourism
(การท่องเที่ยว ) หมายถึงการท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ
ในแหล่งธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น และแหล่งวัฒนธรรมที่เกี่ยวเนื่องกับระบบนิเวศ
โดยมีกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันของผู้ที่เกี่ยวข้อง ในท้องถิ่นเพื่อมุ่งเน้นให้เกิดจิตสำนึกต่อการรักษาระบบนิเวศอย่างยั่งยืน"
ดังนั้นการท่องเที่ยวเชิงนิเวศจึง เป็นการท่องเที่ยวที่ทุกฝ่ายมีส่วนเกี่ยวข้องรับผิดชอบต่อสภาพแวดล้อมธรรมชาติ
ระบบนิเวศและวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้คนในท้องถิ่น ได้มีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรป่าไม้
และรักษาระบบนิเวศท้องถิ่น พัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงความสามารถและสร้างกำลังใจให้กับชุมชนชนบทได้พึ่งตนเองอีกด้วย
องค์การฟื้นฟูชีวิตและวัฒนธรรม ภายใต้การสนับสนุนของแคนาดาฟันด์
ที่สรุปบทเรียนผ่านการทำงานพื้นที่ชุมชนชาวเขาในแถบจังหวัดแม่ฮ่องมานับ
10 ปี เล็งเห็นว่า งานด้านท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชน คือยุทธศาสตร์หนึ่งที่จะสามารถแก้ไขปัญหา
หรือลดทอนปัญหาการรุกรานทำลาย ทรัพยากรธรรมชาติได้ จึงได้ริเริ่ม
โครงการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชนเพื่อการพัฒนาและอนุรักษ์ทรัพยากร
ในพื้นที่ลุ่มน้ำปาย ซึ่งได้กำหนดให้ พื้นที่ 11 หมู่บ้าน 3
ตำบล 3 อำเภอ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือ
- บ้านห้วยฮี้ บ้านฮูหายใจ บ้านห้วยกุ้งและ บ้านห้วยตองก๊อ ตำบลห้วยปูลิง
อำเภอเมือง
- บ้านแม่ละนา (ไทยใหญ่) บ้านบ่อไคร้ (ละหู่หรือมูเซอดำ) บ้านห้วยน้ำโป่ง
(ลั้วะ) ตำบลปางมะผ้า อำเภอปางมะผ้า
- บ้านเมืองน้อย ห้วยเฮี้ย บ้านกิ่วหน่อ(กะเหรี่ยง) และบ้านหัวปาย
(ลาหู่หรือมูเซอแดง) ตำบลเวียงเหนือ อำเภอปาย เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศขึ้น
ซึ่งเมื่อวันทีร่ 14-15 ธันวาคมที่ผ่าน ได้เปิดโครงการนำร่องการท่องเที่ยวเชิงนิเวศให้กับกลุ่มนักท่องเที่ยวเป็นตัวอย่างขึ้น
โดยมี สื่อมวลชน ข้าราชการ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวและนักอนุรักษ์
เข้าร่วมประมาณ 40 คน ณ บ้านแม่ละนา ต.ปางมะผ้า อ.ปางมะผ้า แม่ฮ่องสอน
ซึ่ง นายบุญยืน คงเพชรศักดิ์ ที่ปรึกษาโครงการฟื้นฟูชีวิตและวัฒนธรรมแม่ฮ่องสอน
กล่าวถึงที่มาการคิดนำโครงการอีโคทัวร์นี้ให้ทีมงาน thaingo
ฟังว่า
" จังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้นกำลังมีปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
เนื่องจากกำลังโดนทำลายไปมาก ทั้งๆ ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นที่ที่มีผื่นป่าอุดมสมบูรณ์ที่สุด
และมีธุรกิจการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลัก ดังนั้น ปัญหาเรื่องทรัพยากรธรรมชาติถือว่าเป็นเรื่องปัญหาสำคัญ
เพราะการท่องเที่ยวก็ได้ประโยชน์จากป่าจากความอุดมสมบูรณ์ของต้นน้ำ
ลำธารด้วย ในขณะที่ชุมชนต่างๆ ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนล้วนมีวัฒนธรรมความเชื่อ
ในการอนุรักษ์ป่าอยู่แล้วอย่างหลากหลาย และบางกลุ่ม หรือบางชุมชนองค์กรก็ได้มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่าย
ในเรื่องของการรักษาป่า
สาเหตุของปัญหาการเสื่อมโทรมของธรรมชาติ ล้วนมาจากการท่องเที่ยว
โดยเฉพาะแค่ปัญหาเรื่องขยะในแต่ละวันนั้น ก็มีปริมาณเยอะมาก
ทำให้เกิดผลกระทบ อาทิ บางแห่งกระทบวัฒนธรรม เนื่องจากบริษัทบางบริษัทที่นำนักท่องเที่ยวเข้ามา
ไม่ค่อยคำนึงถึงผลกระทบวัฒนธรรมของชาวบ้านในพื้นที่ ต่างมุ่งแต่จะเอาใจลูกค้า
อย่างเดียว ทำให้เกิดขยะ น้ำเน่าเสีย และการขยายตัวของเมือง
ในขณะที่บริษัทเหล่านั้นไม่ได้ทำอะไรให้เกิดประโยชน์กับชุมชนเลย
รายได้ที่หยิบยื่นให้ชุมชนก็น้อยมาก เช่นบางกลุ่มพานักท่องเที่ยวไปกินไปนอนพักในบ้านชาวบ้าน
แล้วก็จ่ายให้เพียงคนละ 30 บาท ก็มี หรือถ้าได้ก็มีช่องทางได้น้อย
เช่น ขายก๋วยเตี๋ยวได้บ้าง อย่างนี้เป็นต้น " นายบุญยืนกล่าวและเสนอถึงแนวความคิดการจัดอีโคทัวร์อีกว่า
"จากปัญหานี้เอง ที่ทำให้เราคำนึงเสมอว่า ทำอย่างไร จึงจะให้ชาวบ้านได้มีส่วนในการจัดการธุรกิจท่องเที่ยว
แล้วชาวบ้านได้ประโยชน์ที่สุดด้วย โดยเฉพาะข้อเด่นของจังหวัดแม่ฮ่องสอนนั้นคือความหลากหลายของชนเผ่า
ที่เราอยากนำเสนอให้คนภายนอกได้เข้ามาศึกษา ได้มาสัมผัสวิถีชีวิตที่เขาอยู่และอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม
โครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศนี้ได้เริ่มต้นแห่งแรกที่บ้านห้วยฮี้
ต.ห้วยปูลิง อ.เมือง เป้าหมายก็เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ชาวบ้านที่ดูแลรักษาป่าอยู่แล้ว
สามารถดำรงอยู่ได้ และสามารถหาประโยชน์ได้จากการดูแลป่า เพราะว่าในการทำหน้าที่อนุรักษ์ป่าให้ส่วนรวมนั้น
ชาวบ้านเขาก็สามารถอยู่ได้ คือมีรายได้สนับสนุนด้วย จากการท่องเที่ยวแบบนี้
ตรงนี้ชาวบ้านเขาสามารถทำให้การท่องเที่ยวกับการอนุรักษ์สามารถเดินไปด้วยกันได้
ดังนั้น เราจึงพยายามเลือกเอาหมู่บ้าน ที่สามารถจัดการทรัพยากรได้ดี
มาทดลองทำนำร่องก่อน นั้นคือบ้านห้วยฮี้ที่กล่าวถึง ในตอนต้น
และนำหมู่บ้านต่างๆ เข้ามาอบรมการสื่อความหมายทางธรรมชาติและวัฒนธรรม
การฝึกภาษาและเรียนรู้จักการประสานงาน เป็นต้น เพราะเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่สำหรับชุมชนมาก
ทางโครงการฟื้นฟูฯ จึงจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมให้กับชุมชนด้วย
ทั้งในเรื่องการบริการ การดูแลนักท่องเที่ยว การสื่อความหมายของวิถีชีวิตและวัฒนธรรม
เพื่อให้คนภายนอกที่เข้ามาท่องเที่ยวได้เข้าใจ ซึ่ง เหล่านี้คือกระบวนการในการเตรียมความพร้อมที่โครงการฟื้นฟูชีวิตและวัฒนธรรมเข้ามาช่วยเหลือในแต่ละชุมชน
เมื่ออบรมเสร็จก็ต้องมีการไปดูงานหมู่บ้านต่างๆ ที่เขาทำประสบผลสำเร็จอีกด้วย
โดยเฉพาะการจัดการ ที่ต้องเรียนรู้ว่า จะจัดการอย่างไร บริการอย่างไร
หรือแบ่งปันรายได้กันอย่างไร ดังนั้น ชุมชนจึงต้องมีส่วนร่วมในการคิด
วางรูปแบบร่วมแบบด้วย เช่น รายได้ 3 ส่วน ส่วนแรก ประมาณ 5%
ต้องเข้ากองทุนพัฒนาหมู่บ้าน ส่วนต่อมาสำหรับคนทำงาน เช่น คนนำทาง
คนทำอาหาร เป็นต้น ที่เหลือจึงเป็นของผู้ให้บริการหรือบ้านที่นักท่องเที่ยวพักด้วย
ซึ่งจะหมุนเวียนเปลี่ยนบ้านไปเรื่อยๆ ไม่เกิน 2 คน ต่อ 1 หลัง
เหล่านี้คือรูปแบบการจัดสรรของชาวบ้านนะครับ
ทัวร์นำร่องที่จัดขึ้นผ่านมาล่าสุด หลังประเมินผลก็พบว่า
ประสบผลสำเร็จพอสมควร โดยเฉพาะบ้านห้วยฮี้ครับ ตอนนี้ก็เพิ่มชุมชนขึ้นเป็น
11 หมู่บ้าน 3 อำเภอ คืออำเภอเมือง อำเภอปางมะผ้าและอำเภอปาย
ส่วนอำเภอปายและปางมะผ้า กำลังอยู่ ในขั้นตอนกระบวนการฝึกอบรมชาวบ้านในการสื่อความหมายครับ
แต่ก็พอที่จะเริ่มเปิดนักท่องเที่ยวได้แล้วครับ
สำหรับคนที่จะมาเที่ยวนั้น ก็คงมีข้อตกลงที่ต้องเข้าใจก่อนบ้าง
เช่นจะต้องเคารพจารีตประเพณีที่แต่ละชุมชนยึดถือปฏิบัติ
หรือเวลาเดินป่าก็มีข้อห้ามว่า ห้ามเอาของป่า ออกมาด้วย
ตรงนี้แน่นอนนักท่องเที่ยวต้องปฏิบัตินะครับ
สรุปก็คือการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ นั้นหมายถึงว่า นักท่องเที่ยวที่ชื่นชมธรรมชาติบริสุทธิ์สวยงาม
กับชุมชนซึ่งมีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ควรจะเกื้อหนุนกันและกัน
เพราะจะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ ที่ทำให้คน 2 กลุ่มนี้ เข้าใจกันและกันมากขึ้น
เข้าใจเพราะชุมชนสามารถสื่อความหมายธรรมชาติ วิถีชีวิตให้นักท่องเที่ยวได้เข้าใจ
ว่าเขาอยู่อย่างไร จัดการทรัพยากรอย่างไร ดังนั้น ทั้งหมดนี้
ก็คือกระบวนการสร้างความเข้าใจต่อกัน โดยผ่านการท่องเที่ยวนั่นเองครับ"
นายบุญยืนกล่าว |
|
ทีมงาน ThaiNGO รายงาน
|